Leveling Up in the World of Immortals ( Remake )

    ตอนที่ 57 ค่ายคัดสรร ( Remake )

    เมื่อ หวังเฟยหลง มาถึงหอภารกิจ เขาก็ยื่นป้ายภารกิจให้กับ ผู้อาวุโส ที่ดูแลหอ เมื่อผู้อาวุโสรับป้ายจากเขาไป ก็ต้อง ตกตะลึงทันที เพราะภายในป้ายนั้นมีคะแนนสูงถึง หนึ่งหมื่นคะแนน ที่ได้รับจาก จิงหย่า ซึ่งแน่นอนว่ามันมากกว่าที่จิงหย่าตั้งไว้ในภารกิจถึงสิบเท่า

    “นำป้ายประจำตัวของเจ้ามา!”

    หวังเฟยหลงเห็นสีหน้าของผู้อาวุโสก็รู้สึก ฉงนเล็กน้อย ว่าเหตุใดเขาจึงแสดงสีหน้าตกใจเช่นนั้น หลังจากถ่ายโอนคะแนนเสร็จสิ้น หวังเฟยหลงจึงรับป้ายคืนมา เขาตรวจดูคะแนนที่ป้ายก่อนจะพบว่ามีคะแนนเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหมื่นจริง เขาหันไปมองผู้อาวุโสก่อนจะถามด้วยความ มั่นใจ

    “ท่านไม่ได้โอนคะแนนมาให้ข้าผิดใช่หรือไม่? ข้าไม่คืนนะ!”

    “ข้าสิต้องถามเจ้า! เหตุใดเจ้าหอจิงหย่าถึงโอนคะแนนภารกิจมาให้เจ้ามากมายเช่นนี้? มันมากกว่าที่ตั้งไว้ถึงสิบเท่า! เจ้าไปทำอะไรให้เจ้าหอจิงหย่ากันแน่!?”

    “อ่า! ข้าแค่ไปเป็น ผู้ช่วย ของเขาเท่านั้นเอง”

    เมื่อรับป้ายประจำตัวกลับคืนมาแล้ว หวังเฟยหลงจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยัง หอโอสถ ทันที การหลอมโอสถนั้นต่างกับการตีเหล็ก เพราะการตีเหล็กต้องใช้ห้องที่ถูกเตรียมไว้เป็นพิเศษ แต่การหลอมโอสถ เพียงแค่มี เตาหลอมกับหินเพลิง ก็สามารถหลอมโอสถได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องหลอมโอสถโดยเฉพาะ

    การที่มีห้องหลอมโอสถก็เพื่อ ป้องกันการรบกวน จากผู้อื่น การหลอมโอสถจะแตกต่างจากการตีเหล็กคือ ไม่สามารถละความสนใจไปทำอย่างอื่นได้เลย ในขณะที่กำลังหลอมโอสถอยู่ นักหลอมโอสถ จะต้องคอยใช้ พลังปราณ ในการควบคุมไฟให้มีความ เสถียร ตามสูตร เพราะจะมีช่วงที่ต้องใช้ทั้งไฟแรงและไฟเบา

    เมื่อหวังเฟยหลงไปถึงหอโอสถ เขาก็เดินดูโอสถที่มีขายเพื่อพิจารณา คุณภาพ เขาก็พบว่า โอสถที่เขาสามารถสร้างได้มีคุณภาพดีกว่า โอสถที่มีขายอยู่ในหอโอสถ จากนั้นเขาก็เดินไปดูเตาหลอม ในหอโอสถมีเตาหลอมอยู่แค่แบบเดียว คือ เตาหลอมสี่ขา ที่มีไว้สำหรับ นักหลอมโอสถฝึกหัด

    หวังเฟยหลงตัดสินใจซื้อเตาหลอมสี่ขา การกระทำนี้สร้างความฮือฮาอีกครั้ง เพราะนอกจากจะไปเป็นผู้ช่วยช่างตีเหล็กแล้ว การที่หวังเฟยหลงซื้อเตาหลอมก็หมายความว่าเขา คิดที่จะหลอมโอสถด้วย พวกเขาต่างก็รู้สึก กังขา ในการตัดสินใจของหวังเฟยหลง

    กลับมาถึง ศาลาผู้นำ ทหารยามหน้าทางเข้าก็บอกกับหวังเฟยหลงว่า ลู่หยางเรียกพบ พร้อมกับมองเขาด้วยสีหน้าแปลก ๆ หวังเฟยหลงมองสีหน้าทหารยามก็เข้าใจได้ทันที ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ มันไม่แปลกที่พวกเขาจะมองหวังเฟยหลงแปลก ๆ เพราะด้วยตำแหน่ง ศิษย์สืบทอด ของลู่หยาง แต่กลับสนใจเรื่องตีเหล็กและ ยังจะหลอมโอสถอีก แม้แต่ลู่หยางก็รู้สึกกังวลจนถึงขั้นเรียกพบเขาทันทีที่กลับมาถึงเช่นนี้

    ‘เพราะเรื่องที่ไปซื้อเตาหลอมสินะ!’

    เมื่อเดินเข้าไปที่ห้องของลู่หยาง หวังเฟยหลงก็เห็นว่านอกจากลู่หยางแล้วยังมี ชิงเหมา อยู่อีกคนหนึ่ง พวกเขามองหวังเฟยหลงด้วยสีหน้า เคร่งเครียดและกังวล ชิงเหมาที่เห็นหวังเฟยหลงก็ถามด้วยน้ำเสียงกังวล

    “เจ้าคงไม่คิดที่จะเป็น นักหลอมโอสถจริงจัง ใช่หรือไม่?”

    “มันเป็นเพียง ความสนใจเล็กน้อย ขอรับ”

    หวังเฟยหลงตอบด้วยน้ำเสียง หนักแน่น เขามีความสนใจเพราะเขาเพิ่งจะได้ คลาสรอง แต่จากประสบการณ์และสถานการณ์ของเขา ทำให้เขาต้อง มุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งเป็นหลัก ไม่เช่นนั้นเขาจะไม่สามารถปกป้องตัวเองและครอบครัว คนรอบข้าง คนที่เขารักได้

    “ที่ข้าเป็นห่วงไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะเป็นนักหลอมโอสถจริง ๆ หรือไม่ แต่ที่ข้าเป็นห่วงคือ เจ้าอาจจะไปเป็นผู้ช่วยนักหลอมโอสถมากกว่า เจ้าคงจะรู้แล้วว่าหอโอสถนั้นน่ะ...?”

    “ข้ารู้เรื่องแล้วขอรับ พวกท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไม่คิดที่จะไปเป็นผู้ช่วยขอรับ!”

    ต้วนหลิงเทียน บอกเขาแล้วว่าเขาควรจะระวังใครบ้าง มีใครบ้างที่อยู่ฝ่ายของ รองผู้นำ หนึ่งในนั้นก็คือ เจ้าหอโอสถ ที่เคยรักษาหวังเฟยหลงตอนเข้ามาเป็นศิษย์ในครั้งแรก เนื่องจากมีเตาหลอมแล้ว หวังเฟยหลงไม่จำเป็นต้องไปเป็นผู้ช่วยนักหลอมโอสถ และเนื่องจากเขามีความรู้ความสามารถในการหลอมโอสถอยู่แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้หรือจำเป็นต้องไปเป็นผู้ช่วย เมื่อหวังเฟยหลงไม่คิดจะไปเป็นผู้ช่วย ลู่หยางถามด้วยสีหน้า สงสัย

    “เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้ามีความสามารถในการหลอมโอสถ?”

    “ขอรับ ข้าพอมีความรู้อยู่เล็กน้อยขอรับ จึงอยากจะลองหลอมโอสถดูน่ะขอรับ!”

    “เอาเถอะ! เจ้าสามารถทำในสิ่งที่เจ้าต้องการได้ ขอเพียงเจ้า อย่าได้ละเลยการบ่มเพาะ ก็พอแล้ว”

    “ขอรับ! ท่านไม่ต้องห่วง ข้าไม่ละเลยการบ่มเพาะแน่นอน”

    หวังเฟยหลงนึกถึงครอบครัวที่เพิ่งผ่านวิกฤต และแม่กับน้องสาวของเขาที่หายสาบสูญไปไหนก็ไม่รู้ ทำให้สีหน้าของเขาปรากฏ ความเศร้าโหยหา คะนึงถึงมารดาและน้องสาวออกมา จากนั้นเขาก็กำมือแน่นจน เล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เส้นเลือดปูดโปนด้วยความโกรธ สายตาของหวังเฟยหลงเปลี่ยนเป็น ดุดัน เมื่อเขานึกถึงศัตรูที่ทำให้ครอบครัวของเขาต้อง แตกกระจัดกระจาย เช่นนี้เพียงเพื่อความโลภของตัวเอง

    ลู่หยางกับชิงเหมาที่เห็นการแสดงออกของหวังเฟยหลง พวกเขาก็เข้าใจได้ทันที และการที่หวังเฟยหลงมีเป้าหมายในการเพิ่มความแข็งแกร่ง ก็จะหมายความว่าเขาจะ เร่งรัด ให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น โดยเร็วที่สุด และพวกเขามองว่าการที่หวังเฟยหลงสนใจและมีความรู้เรื่องหลอมโอสถกับการตีเหล็ก ก็อาจเป็น ส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ก็เป็นได้

    ทั้งคู่มองหน้ากันก่อนจะ พยักหน้า เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าหลังจากนี้พวกเขาจะ สนับสนุนทุกการกระทำ ของหวังเฟยหลง พวกเขาจะไม่มีความกังขาในการตัดสินใจของหวังเฟยหลงอีก จากนั้นลู่หยางก็เดินไปตบไหล่ของหวังเฟยหลงเบา ๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียง อ่อนโยน

    “ไม่ต้องห่วงเรื่องครอบครัวของเจ้า ข้าได้ส่งคนไปคอย จับตาดู ฝ่ายนั้นไว้แล้ว และยังส่งคนไปคอย ปกป้องครอบครัวเจ้าด้วย เพราะฉะนั้นช่วงนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องครอบครัว มุ่งเน้นไปที่การฝึกฝน ก่อนก็พอ”

    “ขอรับ! แล้วเราจะสามารถจัดการ เจ้าเมือง ได้ตอนไหนหรือขอรับ?”

    “ตอนนี้ เย่ฟาน ได้ร่วมมือกับเจ้าเมืองแล้ว และมันมีกฎที่สถาบันกับเจ้าเมือง ไม่สามารถยุ่งเกี่ยวเรื่องของกันและกันได้ ยิ่งตอนนี้ทั้งสองร่วมมือกัน หากข้าเคลื่อนไหวก็จะโดนเย่ฟานเล่นงานเอาได้ แล้วจากนั้นเจ้าจะเป็นอันตรายไปด้วย”

    “เราไม่มีทางทำอะไรได้เลยหรือขอรับ!?”

    หวังเฟยหลงรู้สึก สิ้นหวัง อย่างนั้นจริง ๆ เขาคิดว่าเมื่อมีหลักฐานพร้อมพยานแล้วเขาจะสามารถจัดการเจ้าเมืองด้วยอำนาจของลู่หยาง แต่ไม่คิดเลยว่าตอนนี้ลู่หยางจะยังไม่สามารถทำอะไรได้ และสิ่งนี้ก็เป็นการ ตอกย้ำ ความคิดของหวังเฟยหลงที่ต้องพึ่งพา ความแข็งแกร่งของตัวเอง แต่กว่าที่เขาจะแข็งแกร่งพอที่จะสามารถจัดการเจ้าเมืองได้คงต้องใช้เวลาอีกนานแน่นอน

    “มีสิ!”

    “อย่างไรหรือขอรับ!?”

    “วิธีแรกคือด้วย ความแข็งแกร่งของเจ้าเอง แต่วิธีนี้คงใช้เวลาอีกนาน และระหว่างนั้นก็ไม่รู้ว่าเจ้าเมืองกับเย่ฟานจะทำอะไรอีกบ้าง”

    ได้ยินเช่นนั้นหวังเฟยหลงก็ ถอนหายใจ ทันที เพราะมันไม่ต่างอะไรจากที่เขาคิดไว้เลย ลู่หยางกับชิงเหมาที่เห็นหวังเฟยหลงถอนหายใจ พวกเขาก็รู้ได้ทันทีว่า หวังเฟยหลงค่อนข้าง รีบร้อน ที่จะจัดการเจ้าเมือง แต่เพียงครู่เดียวหวังเฟยหลงก็เหมือน เอะใจ ขึ้นมา เขาถามขึ้นมาด้วยความสงสัย

    “เฮ้อ! วิธีแรก? แล้ววิธีที่สองล่ะขอรับ!?”

    “ใช่แล้ว มันมีวิธีที่สองอยู่ นั่นคือ ค่ายคัดสรร!”

    “ค่ายคัดสรร!?”

    หวังเฟยหลงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ทำให้เขาค่อนข้าง สงสัยอย่างมาก มันไม่แปลกเลยเพราะหวังเฟยหลงเพิ่งจะเข้ามาเป็นศิษย์ได้ไม่นาน ชิงเหมาที่เห็นว่าหวังเฟยหลงกำลังสงสัย เขาจึงอธิบายว่า ค่ายคัดสรรคืออะไร

    ค่ายคัดสรร คือค่ายที่รวบรวม ศิษย์รุ่นเยาว์ จากสถาบันทั้งห้าแห่ง ที่อยู่ภายในเขตเดียวกัน โดยในเขตที่พวกเขาอยู่มีเมืองอยู่ห้าเมือง หมายความว่ามีสถาบันอยู่ห้าแห่ง และมันก็ไม่ได้มีอยู่เพียงแค่เขตเดียว มันยังมีอีกสามเขตที่ถูกดูแลโดย ตำหนักหลัก ค่ายคัดสรรถูกจัดโดยตำหนัก แต่คนที่จะเข้าไปเป็น ผู้ฝึกฝนดูแลศิษย์รุ่นเยาว์ นั้นตำหนักจะคัดเลือกผู้อาวุโสจากสถาบันต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตนั้น ๆ โดยมีคนจากตำหนักคอยดูแลจัดการค่ายทั้งหมด

    สถาบันไหนที่ศิษย์ทำ ผลงานได้ดีกว่า สถาบันนั้น ๆ จะได้รับ ทรัพยากรพิเศษ จากตำหนัก ค่ายคัดสรรจึงไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่างศิษย์ต่างสถาบัน แต่มันยังเป็นการ แข่งขันของสถาบันด้วย เช่นกัน เพราะเมื่อได้รับทรัพยากรพิเศษจากตำหนักจะทำให้พวกเขาสามารถ บ่มเพาะศิษย์ได้มากขึ้น

    “แล้วมันจะเป็นวิธีที่จะจัดการเจ้าเมืองได้อย่างไรขอรับ?”

    ไม่แปลกที่หวังเฟยหลงจะสงสัย เพราะมันไม่ต่างอะไรจากการฝึกฝนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งอยู่ที่สถาบันเลย แล้วเขายังต้องออกจากเมือง เขารู้สึกเป็นห่วงตระกูลของเขาอย่างมาก

    “เพราะว่าเมื่อเจ้าสามารถเข้าร่วมค่ายคัดสรรได้ เจ้าจะมีโอกาสได้เข้าร่วมกับตำหนัก”

    “เข้าร่วม?”

    “ใช่! เพราะ ตำหนักมีอำนาจเหนือเมืองทุกเมือง ถ้าเจ้าสามารถเข้าร่วมและเป็นที่ต้องการของตำหนักได้ ด้วยอำนาจของตำหนัก เจ้าจะสามารถจัดการได้ทั้ง เจ้าเมืองและเย่ฟานได้ไม่ยาก แต่สำหรับเจ้าในตอนนี้มันอาจจะยากเกินไปสักหน่อย”

    “ท่านบอกวิธีให้ข้าหน่อยได้หรือไม่!?”

    หวังเฟยหลงได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึก มีความหวัง ขึ้นมาทันที และชิงเหมาที่เห็นความต้องการของหวังเฟยหลง เขาจึงอธิบายวิธีเข้าร่วมและการเข้าร่วมกับตำหนัก โดยอย่างแรก ค่ายคัดสรรจะถูกจัดขึ้น ทุก ๆ สองปี โดยที่ศิษย์จะถูกฝึกฝนตลอดสองปี ระหว่างสองปีนั้นจะมีการ ประลอง จัดอันดับ และยิ่งมีอันดับสูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งได้รับทรัพยากรและความสนใจจากตำหนักมากขึ้นเท่านั้น

    แต่ปัญหาของหวังเฟยหลงคือ ค่ายจะถูกจัดขึ้นในอีกไม่ถึงหนึ่งปีแล้ว และแต่ละสถาบันจะมี โควตา ในการส่งศิษย์เข้าร่วมได้ 10 คน และทั้งสิบคนจะต้องผ่านการประลองเพื่อคัดเลือกศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุด 10 คน

    ตอนนี้ศิษย์ทั้ง 10 คนที่คิดว่าจะได้รับเลือกให้เข้าร่วมนั้นมีระดับที่ต่ำสุดคือ ระดับหลอมรวมระยะปลาย ซึ่งคาดว่าพวกเขาจะสามารถทะลวงผ่านไปถึง ระดับกลั่นปราณระยะต้น ได้อย่างแน่นอน และหวังเฟยหลงที่อยู่ ระยะรวบรวมระยะปลาย นั้น คงจะไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้ทันภายในหนึ่งปีแน่นอน ดังนั้นหวังเฟยหลงอาจจะต้องรอครั้งหน้าแทน

    “หมายความว่าเหลือเวลาอีก ไม่ถึงหนึ่งปี สินะขอรับ!?”

    “ใช่ เจ้าอาจจะต้องรอโอกาส ครั้งหน้า แทน!”

    “เป้าหมายคือ ระดับกลั่นปราณระยะต้น สินะขอรับ! ข้าจะทำให้เต็มที่และ เข้าร่วมให้ได้ภายในปีนี้แน่นอน ขอรับ!”

    “ได้ แต่เจ้า ห้ามอาศัยโอสถเพิ่มระดับบ่มเพาะเด็ดขาด อย่าได้เอาอนาคตไปแลกเด็ดขาด”

    “ขอรับ! ไม่ต้องห่วง ข้าจะไม่ทำร้ายอนาคตตัวเองด้วยเหตุผลเช่นนี้แน่นอน”

    เมื่อเห็น ความแน่วแน่ ของหวังเฟยหลง พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรมาก แต่พวกเขาไม่คิดว่าหวังเฟยหลงสามารถไปถึงระดับกลั่นปราณระยะต้นได้ แต่พวกเขาเห็น ความกระหายและความตั้งใจ ของหวังเฟยหลง พวกเขาจึงทำได้เพียงยิ้มและพยักหน้าตอบกลับหวังเฟยหลง และคอยสนับสนุนเขาเท่านั้น

    พวกเขาคุยกันอีกสักพัก หวังเฟยหลงก็กลับไปที่ห้องพักของตัวเอง เมื่อกลับไป หวังเฟยหลงจึงต้อง วางแผนใหม่ทั้งหมด ตอนนี้เขาต้อง โฟกัสไปที่การเพิ่มความแข็งแกร่ง ของเขา แต่มันไม่ง่ายเลย ถึงจะสามารถใช้วิธีการกินโอสถเพื่อเพิ่มระดับบ่มเพาะได้ แต่มันเป็นวิธีที่จะทำให้ รากฐานไม่แข็งแรง และจะทำให้ ไม่สามารถบ่มเพาะในระดับสูง ๆ ได้ หวังเฟยหลงจึงไม่คิดที่จะใช้โอสถในคลังของเขาเพื่อเพิ่มระดับบ่มเพาะอย่างรวดเร็ว

    “คงต้องออกไปทำภารกิจนอกสถาบันเพื่อ หาโอกาส สินะ!”

    คล้ายกับเรื่องLeveling Up in the World of Immortals ( Remake ) ที่คุณอ่าน