สายฟ้าผ่าลงบนแขนที่ป้องกัน
พลังดำถูกชำระออกเป็นช่องใหญ่
เหอจิ่วร้องโหยหวน
ฉินเฟิงเปลี่ยนเป้าหมายทันที
ไม่แทงหน้าอก
กลับแทงจุดสีดำตรงกลางแขนขวาซึ่งแผ่นหยกเคยอยู่
เขาเห็นแล้วว่าพลังมารทั้งหมดมีศูนย์รวมตรงนั้น
กระบี่รวมปราณขั้นเจ็ด
อัสนีของตนเอง
และความเข้าใจจากกระบี่ดาวตกหนึ่งจุด
สามอย่างรวมกัน
ฉินเฟิงตวาด
“กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด!”
ฉึก!
ปลายกระบี่แทงทะลุแขน
เข้าไปยังจุดมาร
ตูม!
เสียงแปลกดังจากภายในเหอจิ่ว
คล้ายสิ่งมีชีวิตร้อง
“ไม่!”
ไม่ใช่เสียงของเหอจิ่ว
พลังดำแตกกระจาย
ระดับพลังที่ถูกเพิ่มด้วยมารลดฮวบ
เปิดชีพจรขั้นห้า
สี่
สาม
สอง
กลับมาระดับเดิม
เหอจิ่วกระอักเลือด
ดวงตากลับมาเป็นมนุษย์ชั่วครู่
เขามองฉินเฟิง
สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ช่วยข้า…”
ฉินเฟิงมองเขา
“ถ้าเป็นตอนที่ข้าเตือนครั้งแรก ข้าช่วยได้”
เหอจิ่วสั่น
“ข้า…”
“เจ้าฆ่าคนของตนเองไปแล้ว”
ฉินเฟิงกล่าว
“และพยายามฆ่าพวกเราหลายครั้ง”
“ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าออกไปสร้างภัยอีก”
เหอจิ่วเบิกตา
“อย่า…”
กระบี่ขยับ
ฉึก!
แทงเข้าหัวใจ
เหอจิ่วหยุด
เลือดไหล
ร่างทรุดลงช้า ๆ
พลังมารที่เหลือพยายามหนีออกจากศพ
เสี่ยวเหลยพุ่งมา
ปล่อยสายฟ้าสุดท้ายชำระ
ฉ่า!
ควันดำสลายหมด
เสียงกรีดร้องหายไป
เหอจิ่วตายอย่างแท้จริง
ทั่วลานเงียบ
หลี่เทียนหมิงนั่งกับพื้น
หอบแรง
จากนั้นหัวเราะ
“ข้าไม่คิดว่าครั้งแรกที่ร่วมมือกับเจ้าจริง ๆ จะต้องฆ่าคนขั้นเปิดชีพจรที่กลายเป็นมาร”
ฉินเฟิงเก็บกระบี่
“อย่างน้อยเจ้ายังมีแรงพูด”
“ข้าเกือบไม่มีแล้ว”
มู่ชิงหลันเดินเข้ามา
สายตาตรวจฉินเฟิงตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“ท่านบาดเจ็บที่หน้าอก”
“ไม่หนัก”
“คราวนี้อย่าพูดว่าบาดแผลเล็กน้อย”
ฉินเฟิงยิ้มเล็กน้อย
“ดี ข้ายอมรับว่าเจ็บพอสมควร”
มู่ชิงหลันถอนหายใจ
แล้วหยิบผ้าออกมาเช็ดเลือดตรงมุมปากให้เขาอย่างเป็นธรรมชาติ
เมื่อมือแตะใกล้ใบหน้า นางเองกลับชะงักเล็กน้อย
เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าทำสิ่งใด
สายตาหลี่เทียนหมิงหันมาทันที
หนานกงหลีเยว่เองมองเงียบ ๆ
มู่ชิงหลันจึงเก็บผ้ากลับ
สีหน้าแม้ยังสงบ แต่ใบหูมีสีแดงจาง
“เลือดเปื้อนหน้า”
ฉินเฟิงพยักหน้า
“ขอบคุณ”
ไม่มีการหยอกเพิ่ม
เขารู้ว่านางไม่ใช่คนชอบถูกแซวต่อหน้าคนอื่น
จากนั้นฉินเฟิงเดินไปตรวจศพเหอจิ่ว
ในเสื้อมีถุงเก็บของ
โอสถหลายขวด
หินวิญญาณ
สมุนไพร
และแผ่นหยกดำที่แตกเป็นสองส่วน
เมื่อฉินเฟิงแตะ แสงดำเล็ก ๆ พยายามเข้าสู่มือ
เสี่ยวเหลยคำราม
สายฟ้าผ่า
แผ่นหยกไหม้จนกลายเป็นผง
ฉินเฟิงมีสีหน้าเคร่ง
“ของนี้เกี่ยวกับมารโลหิตในสนาม”
หนานกงหลีเยว่ถาม
“สนามทดสอบมีของชั่วร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร”
“อาจไม่ใช่ของสนาม”
ฉินเฟิงตอบ
“อาจเป็นสิ่งที่ถูกผนึกอยู่ แล้วเหอจิ่วไปปลุกขึ้น”
เรื่องนี้สำคัญ
ถ้ามารโลหิตมีต้นตอในสนาม อาจมีมากกว่าหนึ่ง
เขาตรวจศพคนอื่น
พบว่าพลังชีวิตถูกดูดจนแทบหมด
ไม่สามารถช่วยได้
ฉินเฟิงจึงเก็บของที่ยังใช้ได้
แบ่งหินวิญญาณกับน้ำยารักษาให้คนในกลุ่ม
หลี่เทียนหมิงรับโดยไม่เกรงใจ
“ของศัตรูที่ฆ่าพวกเรา แบ่งกันเช่นนี้ถูกแล้ว”
หนานกงหลีเยว่กลับมองฉินเฟิงอย่างสนใจ
คนทั่วไปหากฆ่าศัตรูใหญ่ได้ มักเก็บทุกอย่างเป็นของตนเอง
ฉินเฟิงกลับแบ่งสิ่งจำเป็นให้คนร่วมต่อสู้ทันที
แต่ของสำคัญที่เกี่ยวกับความลับ เขาก็เก็บตรวจด้วยตนเอง
ชัดเจนว่าไม่ใช่คนใจกว้างแบบไร้หลัก
แต่รู้ว่าอะไรควรแบ่งและอะไรควรระวัง
ระหว่างพัก ฉินเฟิงตรวจอาการทุกคน
หลี่เทียนหมิงซี่โครงฟกช้ำแต่ไม่หัก
มู่ชิงหลันพลังเหมันต์กระแทกย้อนเล็กน้อย
หนานกงหลีเยว่พิษเดิมยังเหลือประมาณสามถึงสี่ส่วน และการต่อสู้ทำให้มันเริ่มเคลื่อนไหวอีก
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
“เจ้าฝืนใช้พลังเกินสามส่วน”
หนานกงหลีเยว่ตอบ
“ถ้าข้าไม่ใช้ พวกเขาอาจตาย”
“ข้าไม่ได้ตำหนิ”
ฉินเฟิงกล่าว
“แต่ตอนนี้ต้องชำระพิษอีกครั้ง”
เขาหยิบเข็ม
หนานกงหลีเยว่ยื่นแขนให้โดยไม่ลังเลเหมือนครั้งแรก
ความไว้วางใจเพิ่มขึ้นแล้ว
มู่ชิงหลันนั่งพักอยู่ไม่ไกล
สายตาเหลือบมองเพียงครั้ง แล้วหลับตาปรับพลังต่อ
ฉินเฟิงใช้พลังอัสนีขั้นสองช่วยชำระพิษ
ผลดีกว่าครั้งก่อนมาก
พลังอัสนีที่เข้าสู่โลหิตแล้วสามารถควบคุมผ่านเข็มละเอียดกว่าเดิม
พิษถูกขับออกอีกสองส่วน
เหลือเพียงเล็กน้อยในเส้นลึก
หนานกงหลีเยว่รู้สึกได้
“วิชาแพทย์ของเจ้า…”
นางหยุดเล็กน้อย
“นักปรุงโอสถระดับสามที่ข้าเคยพบ ยังไม่เคยถอนพิษอสูรรัตติกาลได้เร็วเช่นนี้”
ฉินเฟิงตอบอย่างสงบ
“ข้ารู้คุณสมบัติของพิษพอดี และพลังอัสนีของข้าเหมาะกับการชำระมัน”
“หากเป็นพิษชนิดอื่น อาจไม่ง่ายเท่านี้”
หนานกงหลีเยว่ยังมองเขา
“เจ้าอายุสิบหกจริงหรือ”
หลี่เทียนหมิงหัวเราะจากอีกด้าน
“ข้าเคยสงสัยเหมือนกัน”
ฉินเฟิงถอนเข็ม
“หากข้าอายุสี่สิบ หน้าข้าคงรักษาดีกว่าทุกคนในเมืองแล้ว”
หนานกงหลีเยว่ชะงัก
จากนั้นริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อย
เป็นรอยยิ้มจางมาก
แต่ทำให้ความเย็นชาบนใบหน้าลดลงทันที
หลี่เทียนหมิงเห็นแล้วทำตาโต
“วันนี้ข้าเห็นเรื่องแปลกสองอย่าง”
หนานกงหลีเยว่หันมอง
“อะไร”
“หนึ่ง เหอจิ่วกลายเป็นมาร”
เขาหยุด
“สอง คุณหนูหนานกงยิ้ม”
นางมองเขานิ่ง
หลี่เทียนหมิงรีบปิดปาก
ฉินเฟิงส่ายหน้า
หลังพักจนทุกคนพอฟื้น พื้นสนามก็เกิดแสง
ตราเมฆาอสูรในมือของทั้งสี่สว่างขึ้น
เสียงโบราณประกาศ
“สนามทดสอบชั้นในสิ้นสุด”
“ผู้มีตรา สามารถออกจากสนาม”
ประตูแสงปรากฏด้านหน้า
หลี่เทียนหมิงลุก
“ในที่สุด”
มู่ชิงหลันถามฉินเฟิง
“ท่านยังมีสิ่งต้องทำด้านในหรือไม่”
ฉินเฟิงมองเสี่ยวเหลยบนไหล่
กระถางในพื้นที่วิญญาณ
และของที่ได้รับ
สิ่งสำคัญของเขาครบแล้ว
“ไม่มีแล้ว”
“ออกกันเถิด”
หนานกงหลีเยว่พยักหน้า
ทั้งสี่เดินเข้าสู่ประตูพร้อมกัน
ก่อนร่างหาย ฉินเฟิงหันมองสนามด้านหลังเป็นครั้งสุดท้าย
เขารู้สึกว่าความลับของที่นี่ไม่ได้จบ
มารโลหิต
ตราบรรพโกลาหล
กระถางดำที่มีเศษส่วนอื่น
สัตว์เทวะอัสนี
ทุกอย่างเหมือนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นเรื่องที่ใหญ่กว่านี้มาก
แต่ตอนนี้ต้องกลับเมืองก่อน
เพราะภายนอกยังมีศัตรูอีกรูปแบบรออยู่
ฉินซวนเฮ่อ
คนเบื้องหลังพิษของบิดา
และความเคลื่อนไหวในตระกูล
ทันทีที่แสงรอบตัวหาย
เสียงผู้คนจำนวนมากก็ดังขึ้น
ฉินเฟิงกลับมายืนที่ปากหุบเขา
เจียงเหวินไห่ยืนอยู่เบื้องหน้า
เมื่อเห็นคนทั้งสี่ออกมาพร้อมกัน สีหน้าผ่อนคลาย
แต่เพียงมองระดับของฉินเฟิง
ดวงตาก็แข็งค้าง
“ขั้นรับปราณ…”
เขาตรวจอีกครั้ง
“ขั้นเจ็ด?”
ผู้ดูแลด้านข้างหันมองทันที
เมื่อเช้าเด็กคนนี้ยังขั้นสี่
เข้าไปไม่ถึงสองวัน
กลับออกมาขั้นเจ็ด
หลี่เทียนหมิงหัวเราะอย่างจนใจ
“ผู้อาวุโส ไม่ต้องถามข้า ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไรทั้งหมด”
มู่ชิงหลันยืนเงียบ
แต่นางรู้ดีว่าแม้แต่ตนเองยังเห็นเพียงบางส่วนของวาสนาฉินเฟิงเท่านั้น
เจียงเหวินไห่กำลังจะถาม
สายตากลับเห็นเสี่ยวเหลยบนไหล่
เขาหยุดทันที
“สัตว์อสูรตัวนี้…”
เสี่ยวเหลยหันมองชายวัยกลางคน
แรงสายเลือดเล็กน้อยแผ่ออก
อสูรเขาเดียวที่ลากรถอยู่ไกลออกไปทั้งสองตัวพลันคุกเข่าหน้าลงกับพื้น
ผู้คนรอบข้างเงียบลงทันที
เจียงเหวินไห่มีสีหน้าเปลี่ยนเป็นครั้งแรกอย่างชัดเจน
สัตว์อสูรธรรมดาไม่มีทางทำให้สัตว์ระดับเดียวกันหมอบด้วยการมองเพียงครั้งเดียว
เขามองฉินเฟิง
“เจ้าได้มันจากสนาม?”
ฉินเฟิงประสานมือ
“ขอรับ เป็นไข่สัตว์อสูรที่ข้าได้รับจากวาสนาด้านใน และเพิ่งฟักไม่นาน”
เขายังเรียกว่าไข่สัตว์อสูร ไม่เปิดเผยคำว่าสัตว์เทวะ
เจียงเหวินไห่มองเสี่ยวเหลยอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อว่ามันธรรมดา
แต่กฎของสำนักชัดเจน
วาสนาในสนามเป็นของผู้ได้รับ
เขาจึงไม่ถามมากต่อหน้าคนจำนวนมาก
“กลับเรือนพักก่อน”
“เรื่องทั้งหมดค่อยรายงานภายหลัง”
ในตอนนั้นเอง กลุ่มคนเมืองพยัคฆ์ทองเข้ามา
ผู้อาวุโสคนหนึ่งมองคนที่ออกจากสนาม
“เหอจิ่วอยู่ที่ใด”
ทั่วบริเวณเงียบลงเล็กน้อย
สายตาของคนหลายคนหันมาทางฉินเฟิง
เขาไม่ได้หลบ
ตอบตรง ๆ
“ตายแล้ว”
ชายชรามีสีหน้าเปลี่ยน
“เจ้าว่าอะไร”
“เหอจิ่วถูกพลังมารกัดกินจิตใจ สังหารคนร่วมทางของตนเองสองคน และพยายามฆ่าพวกเรา”
ฉินเฟิงกล่าวชัดทุกคำ
“สุดท้ายพวกเราร่วมมือกันสังหารเขา”
ผู้อาวุโสเมืองพยัคฆ์ทองหน้าแดง
“ผู้ใดเป็นคนลงมือสุดท้าย!”
ฉินเฟิงมองตรง
“ข้า”
พลังของชายชราระเบิดขึ้นทันที
แรงกดดันระดับสูงกว่าขั้นเปิดชีพจรหลายช่วงแผ่ออก
“เจ้ากล้าฆ่าหลานของข้า!”
เจียงเหวินไห่ขยับมายืนด้านหน้า
แรงกดดันของตนแผ่ออกหักล้าง
ตูม!
อากาศสั่น
“ผู้อาวุโสเหอ”
เจียงเหวินไห่กล่าวเสียงเย็น
“นี่คือสนามทดสอบของสำนักเมฆาฟ้า”
“รุ่นเยาว์ต่อสู้กันด้านใน หากหลานเจ้าคิดฆ่าคนอื่นแล้วถูกสังหารกลับ เจ้าคิดจะลงมือกับเด็กต่อหน้าข้าหรือ”
ผู้อาวุโสเหอกัดฟัน
“ใครจะรู้ว่าเรื่องที่มันพูดจริง!”
หนานกงหลีเยว่ก้าวออกมา
“ข้ายืนยันได้”
คนรอบข้างหันมอง
เมื่อเห็นนาง ผู้อาวุโสเหอชะงัก
ฐานะตระกูลหนานกงไม่ใช่สิ่งที่เมืองพยัคฆ์ทองอยากมีเรื่องง่าย ๆ
มู่ชิงหลันกล่าวต่อ
“ข้าก็ยืนยัน”
หลี่เทียนหมิงหัวเราะเย็น
“ข้าเห็นกับตาว่าเหอจิ่วฆ่าคนของตนเองเพื่อดูดพลัง”
คำให้การสามคน
โดยเฉพาะหนานกงหลีเยว่
ทำให้ผู้อาวุโสเหอไม่มีทางกล่าวว่าฉินเฟิงแต่งเรื่องง่าย ๆ
แต่สายตาที่มองฉินเฟิงยังเต็มไปด้วยความอาฆาต
“เรื่องนี้ยังไม่จบ”
ฉินเฟิงตอบอย่างไม่ก้มหัว
“หากท่านต้องการสอบถามตามเหตุผล ข้ายินดี”
“แต่หากคิดฆ่าข้าเพื่อแก้แค้นแทนคนที่คิดฆ่าผู้อื่นก่อน ข้าก็จะจำไว้เช่นกัน”
คนรอบข้างเงียบ
เด็กขั้นรับปราณขั้นเจ็ดกล้าพูดกับผู้อาวุโสผู้แข็งแกร่งเช่นนี้
ไม่ใช่เพราะไร้มารยาท
เขายังกล่าวด้วยถ้อยคำสุภาพพอสมควร
แต่ไม่มีความหวาดกลัว
เจียงเหวินไห่มองฉินเฟิงอีกครั้ง
ความสนใจยิ่งเพิ่ม
เด็ดขาดแต่ไม่บ้าบิ่น
ไม่สร้างเรื่องก่อน
แต่เมื่อถูกหมายชีวิตก็ไม่ยอมถอย
นิสัยเช่นนี้เหมาะกับโลกผู้ฝึกยุทธ์มากกว่าคนอ่อนโยนที่ลังเลเมื่อถึงเวลาฆ่า
ผู้อาวุโสเหอไม่อาจลงมือภายใต้การคุ้มครองของเจียงเหวินไห่
จึงสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินกลับกลุ่ม
แต่ก่อนจากไปกล่าว
“ฉินเฟิง ข้าจะจำชื่อเจ้า”
ฉินเฟิงตอบ
“เช่นเดียวกัน”
ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า จากวินาทีนี้ ความแค้นระหว่างฉินเฟิงกับเมืองพยัคฆ์ทองได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว
แต่สำหรับฉินเฟิง เรื่องนี้ไม่ทำให้เสียใจ
หากย้อนกลับไป เขายังคงฆ่าเหอจิ่ว
ศัตรูที่หมายเอาชีวิตเขาและฆ่าคนบริสุทธิ์เพื่อเพิ่มพลัง ไม่มีเหตุผลให้ปล่อยกลับไปสร้างภัย
เจียงเหวินไห่หันมาหาคนทั้งหมด
“กลับเมืองชิงหลาน”
ขบวนเริ่มเตรียมตัว
ฉินเฟิงกำลังจะขึ้นรถ
มู่ชิงหลันกลับเดินมาข้าง ๆ
นางมองเสี่ยวเหลยซึ่งเกาะไหล่
“ข้าขอจับมันได้หรือไม่”
เสี่ยวเหลยเงยหน้าทันที
มองนาง
ฉินเฟิงถามในใจ
“เจ้ายอมหรือ”
เสี่ยวเหลยดมอากาศ
เหมือนสัมผัสกลิ่นพลังจันทราในร่างนาง
จากนั้นตอบ
“สวย”
ฉินเฟิงเกือบสำลัก
“ข้าถามว่ายอมให้จับหรือไม่”
“ยอม”
ฉินเฟิงจึงพยักหน้า
“ได้”
มู่ชิงหลันยื่นมืออย่างระมัดระวัง
เสี่ยวเหลยกระโดดไปบนแขน
นางประหลาดใจเล็กน้อยกับน้ำหนัก
“เบากว่าที่คิด”
เสี่ยวเหลยเงยหน้ามอง
จากนั้นใช้หัวถูแขนเสื้อนางเบา ๆ
มู่ชิงหลันมีรอยยิ้มบาง
“มันเชื่องกว่าที่คิด”
ฉินเฟิงมองสัตว์ตัวเล็กซึ่งเมื่อครู่เพิ่งเรียกนางว่าสวย
“บางครั้งเท่านั้น”
เสี่ยวเหลยหันมามองเขา
“ข้าเชื่อง”
ฉินเฟิงไม่เถียง
หลี่เทียนหมิงเดินผ่านมาเห็น
“ให้ข้าลองอุ้มบ้าง”
เสี่ยวเหลยหันไป
พ่นประกายสายฟ้าเล็ก ๆ
เปรี๊ยะ!
หลี่เทียนหมิงรีบถอนมือ
“เหตุใดกับข้าถึงไม่เหมือนกัน!”
ฉินเฟิงตอบอย่างสงบ
“บางทีมันเลือกคน”
มู่ชิงหลันยิ้มชัดขึ้นเล็กน้อย
หลี่เทียนหมิงมองทั้งคนทั้งมังกร
“ได้ ข้าจำไว้ วันหน้าข้าจะหาสัตว์คู่บารมีที่ไม่ให้เจ้าจับบ้าง”
เสียงหัวเราะเบาเกิดขึ้นในกลุ่ม
หลังความตึงเครียดภายในสนาม ทุกคนจึงผ่อนคลายลงบ้าง
แต่ฉินเฟิงรู้ดีว่า เมื่อกลับถึงเมือง ความสงบคงอยู่ไม่นาน
ข่าวของเขาจะกระจายอีกครั้ง
ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
นักปรุงโอสถระดับหนึ่ง
วาสนาจากสนามสัตว์เทวะ
สัตว์อสูรลึกลับคู่บารมี
สิ่งเหล่านี้จะทำให้คนที่เคยมองเขาเป็นสวะเริ่มหวาดกลัว
และคนที่อยู่เบื้องหลังการวางยาบิดา ย่อมไม่สามารถนั่งดูเขาเติบโตต่อไปอย่างสงบได้อีก
ฉินเฟิงมองไปทางเมืองชิงหลานที่อยู่ไกลออกไป
แววตาค่อย ๆ เย็นลง
“ฉินซวนเฮ่อ”
“หากเรื่องพ่อบ้านลู่เกี่ยวข้องกับเจ้า หรือคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้า…”
“คราวนี้ข้ากลับไปแล้ว”
“เราคงได้รู้กันเสียที”
รถอสูรเคลื่อนออกจากปากหุบเขา
ด้านหลัง กลุ่มเมฆสีม่วงเหนือสนามทดสอบค่อย ๆ ปิดลง
ประตูหินโบราณสั่นสะเทือนแล้วเริ่มจางหายกลับเข้าสู่หมอก
แต่ในส่วนลึกที่สุดซึ่งไม่มีผู้ใดเข้าถึง
เหนือแท่นหินที่ว่างเปล่า
ตัวอักษรสีทองปรากฏขึ้นทีละคำ
ผู้ถือรอยตราบรรพโกลาหลปรากฏ
สัตว์เทวะอัสนีถือกำเนิด
กระถางชิ้นแรกกลับคืน
ประตูด่านถัดไปจะเปิดเมื่อผู้สืบทอดเข้าสู่แดนที่สูงกว่า
จากนั้นอักษรทั้งหมดดับลง
เหลือเพียงความมืด
ราวกับสนามสัตว์เทวะแห่งนี้ได้ทำหน้าที่ของมันในยุคนี้เสร็จสิ้นแล้ว
แต่สำหรับฉินเฟิง
การเดินทางที่แท้จริงอาจเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น