หนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1

    บทที่ 59: พันธสัญญาแห่งราชันย์

            บทที่ 59: พันธสัญญาแห่งราชันย์


          

            ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมโถงใต้ดินของมหาวิหารซิกกูแรตอีกครั้งแต่ในครั้งนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวทว่ามันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและคำถามที่ดังก้องอยู่ในใจของมังกรบรรพกาลออเรเลียสจ้องมองเด็กชายมนุษย์เบื้องหน้าที่ยังคงยืนหยัดด้วยแววตาที่ใสซื่อและมั่นคงแววตาที่ไม่เคยมองเห็นมังกรเป็น ‘ภัยพิบัติ’แต่เห็นเป็นเพียง ‘ชีวิต’

            ("เจ้าบอกว่า... ข้ากำลังเจ็บปวดเช่นนั้นรึ?" ) เสียงโทรจิตของออเรเลียสดังแผ่วเบาลง ความเกรี้ยวกราดที่เคยแผดเผาเริ่มมอดดับกลายเป็นความเศร้าสร้อยมหาศาลที่สะสมมานับพันปี

            อีไลอัสเปิดใช้งาน [ดวงตาแห่งวัสดุ] สแกนผ่านร่างกายมหาศาลของมังกรและโซ่ตรวนออบซิเดียนที่รัดแน่นจนกินเข้าไปในเนื้อแสงสีเงินในดวงตาของเขาสะท้อนภาพวงจรมานาที่บิดเบี้ยวและพยายามจะระเบิดออกตลอดเวลา

            “มันคืออาชญากรรม...” อีไลอัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความโกรธในฐานะสถาปนิก“ในโลกของสถาปนิกและวิศวกร สิ่งที่พวกเขาทำกับนายมันคือ 'อาชญากรรมทางวิศวกรรม' ขั้นรุนแรงที่สุด!”

            เด็กชายชี้ไปที่โซ่ออบซิเดียนที่ส่องแสงม่วงเข้มอย่างเกรี้ยวกราด“พวกเขาออกแบบวิหารนี้ให้เป็น 'ระบบปิดที่ไร้การระบาย' พวกเขาจองจำเตาปฏิกรณ์ที่ทรงพลังที่สุดในโลกอย่างนายไว้ในห้องโถงที่ปิดตายมิดชิดโดยไม่มีเส้นทางให้ระบายมานาส่วนเกินออกไปอย่างถูกต้องพลังงานที่พวยพุ่งของนายถูกกักเก็บจนอัดแน่น ไร้ทางออก และย้อนกลับมาเผาไหม้ทำลายตัวนายเองจากภายใน...นี่มันไม่ใช่แค่วิหาร แต่มันคือโรงไฟฟ้านรกที่คนสร้างไม่เคยคิดถึงชีวิตและจิตใจของ'แกนพลังงาน' เลยแม้แต่นิดเดียว!”

            ออเรเลียสนิ่งอึ้งไปกับคำเปรียบเปรยที่ประหลาดแต่กลับแทงทะลุความจริงได้ตรงจุดที่สุดเท่าที่มันเคยได้ยินมา

            “ออเรเลียส...ฉันไม่สนว่าโลกภายนอกจะมองนายว่าเป็นภัยพิบัติระดับ Calamity หรือเป็นตัวอันตรายอะไร” อีไลอัสก้าวเข้าไปใกล้เท้าขนาดยักษ์ของมังกรบรรพกาล“ในรัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคของฉันสิ่งก่อสร้างทุกหลังต้องมีทางระบายอากาศและถ่ายเท ชีวิตทุกชีวิตต้องมีอิสระในการหายใจและฉันจะไม่ยอมเห็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นไหนมาล่ามโซ่ใครไว้อีกต่อไป!”

            เด็กชายยื่นมือเล็กๆ ออกไปข้างหน้า แสงสีทองจากสกิล [พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย] เริ่มสว่างจ้าขึ้นที่ฝ่ามือขับไล่ความมืดมิดและมานาสีม่วงออกไปรอบบริเวณ

            “ฉันขอเสนอ...พันธสัญญาแห่งผู้อยู่อาศัย มาเป็นพลเมืองของเฮเซลบรุคเถอะออเรเลียสแลกกับอิสระที่นายจะได้รับ นายจะไปไหนก็ได้ในพื้นที่ของฉันนายจะมีบ้านที่เปิดกว้างมองเห็นท้องฟ้าได้ 360 องศาเหมือนพวกเผ่าปักษาและฉันสัญญาว่า...นายจะได้กินสตูว์เนื้อที่อร่อยที่สุดเท่าที่มังกรตัวหนึ่งจะเคยกินมาในชีวิต!”

            มังกรบรรพกาลมองดูฝ่ามือเล็กๆ นั้นความเงียบชั่วอึดใจนั้นยาวนานประดุจชั่วนิรันดร์ก่อนที่ออเรเลียสจะลดศีรษะลงมาจนปลายจมูกขนาดยักษ์แตะเข้ากับฝ่ามือของเด็กชายมนุษย์

            ("พันธสัญญา... และสตูว์เนื้อรึ? เจ้าเป็นมนุษย์ที่สร้างเงื่อนไขได้เรียบง่ายจนน่าขัน...แต่ข้าขอยอมรับเจตจำนงนั้น สถาปนิกน้อย" )

            ทันใดนั้นเอง!แสงสีทองระเบิดออกทั่วโถงใต้ดินประดุจดวงอาทิตย์ดวงใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น!

            เพล้ง! เปรี๊ยะ! โครมมมม!

            โซ่ออบซิเดียนขนาดยักษ์ที่ล่ามตรวนมังกรบรรพกาลมานับพันปีบัดนี้เกิดรอยร้าวสีทองวิ่งผ่านไปทั่วทุกข้อต่อ แผนผังกักขังโบราณที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในโลกพังทลายและสลายกลายเป็นผุยผงต่อหน้าพลังแห่งพันธสัญญาที่ไม่ได้สร้างขึ้นจากความหวาดกลัวแต่สร้างขึ้นจากความยอมรับซึ่งกันและกันรอยไหม้ตามเกล็ดสีดำประกายทองของออเรเลียสเริ่มสมานตัวด้วยออร่าสีทองแห่งการเยียวยา

            ท่ามกลางแสงเจิดจ้าที่ค่อยๆ จางลงร่างมหาศาลของมังกรก็เริ่มหดเล็กลงและบีบอัดมวลสารอย่างรวดเร็วควันสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งขึ้นมาปกคลุม และเมื่อหมอกควันนั้นจางหายไป...

            ตรงหน้าอีไลอัสร่างมังกรมหึมาไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไป แสงสีทองและละอองมานาสีดำอมม่วงค่อยๆ สลายตัวลงเผยให้เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางซากวิหารราวกับเป็นกษัตริย์ที่ถูกกาลเวลาหลงลืม

            เขามีรูปร่างสูงโปร่งเกือบสองเมตรไหล่กว้างสง่างามแต่ไม่เทอะทะเรือนร่างดูสมบูรณ์แบบราวกับถูกแกะสลักขึ้นจากงานศิลป์ของเทพเจ้ามากกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดตามธรรมชาติเส้นผมสีทองบริสุทธิ์ยาวสลวยตกลงมาถึงกลางหลังเปล่งประกายราวกับเส้นใยแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณแต่เมื่อแสงจากรอยแยกของวิหารกระทบลงบนเส้นผมนั้นกลับปรากฏประกายสีดำสนิทแทรกอยู่บางช่วง ราวกับเศษเงาของคำสาปที่ยังไม่จางหายดวงตาสีทองอำพันของเขาคือสิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุด มันงดงาม…แต่เย็นชา ลึกสงัดราวกับผ่านกาลเวลามานับพันปี

            ภายในม่านตาแนวตั้งเรียวยาวคล้ายสัตว์นักล่ายังคงหลงเหลือร่องรอยของมังกรอย่างชัดเจน และทุกครั้งที่อารมณ์ของเขาสั่นไหวแสงสีทองในดวงตาคู่นั้นจะลุกวาบราวกับเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์

            ผิวของเขาขาวซีดราวหินอ่อน แต่บริเวณลำคอ หัวไหล่และหลังมือกลับปรากฏลวดลายคล้ายเกล็ดสีดำทองบางๆ ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังราวกับร่างมนุษย์นี้เป็นเพียงเปลือกชั่วคราวที่ใช้กักขังสัตว์ร้ายในตำนาน

            ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ สันกรามคมชัดจมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางเฉียบ และหูเรียวยาวเล็กน้อยจนยากจะบอกว่าเขาคล้ายมนุษย์หรือเอลฟ์มากกว่ากัน

            เขาสวมชุดผ้าไหมสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีตในรูปแบบโบราณเสื้อคลุมยาวลากพื้นปักลวดลายเส้นสีทองคล้ายปีกมังกรและอักษรรูนโบราณทุกย่างก้าวของเขาเงียบงันราวกับไร้น้ำหนัก แต่กลับกดดันบรรยากาศรอบด้านจนทุกคนแทบลืมหายใจแม้จะอยู่ในร่างมนุษย์...แต่ออเรเลียสยังคงให้ความรู้สึกราวกับภัยพิบัติที่สวมใบหน้าของเทพบุตร

             “ข้าคือออเรเลียส... ลูกบ้านคนใหม่ของเจ้า” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ไพเราะดุจเสียงดนตรี

            ในวินาทีนั้นเองหน้าจอโฮโลแกรมสีทองเด้งพรวดขึ้นมาตรงหน้าอีไลอัสพร้อมเสียงระฆังแก้วที่ดังกังวานถี่รัวยิ่งกว่าครั้งไหนๆ!

            [ แจ้งเตือนระบบ: พันธสัญญาระดับตำนานเสร็จสมบูรณ์! ]

            [ ได้รับค่าประสบการณ์มหาศาลจากการรับประชากรระดับ Calamity+ ]

            [ เลเวลตัวละครเพิ่มขึ้น: Lv.20 -> Lv.30 ]

            [ เงื่อนไขบรรลุ: สกิล 'พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย'วิวัฒนาการเข้าสู่ Phase ใหม่ ]

            [ ชื่อสกิลใหม่: พันธสัญญาผู้อยู่อาศัย: ขั้นเครือข่ายอารยะ ]

            [ รายละเอียดการวิวัฒนาการ: ]

            อีไลอัสมองว่าการที่สิ่งมีชีวิตจะรวมตัวและพัฒนาเป็น"รัฐ" ที่แข็งแกร่งได้สิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดไม่ใช่กำแพงหิน แต่คือ 'โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร'สกิลนี้จะทำหน้าที่เสมือน 'เสาสัญญาณหลัก'ที่อัปเกรดตัวเองจากการปกป้องทางกายภาพมาสู่การเชื่อมต่อทางสติปัญญา

            ผลของสกิล: ทำลาย 'กำแพงภาษา'ภายในอาณาเขตเฮเซลบรุคอย่างสิ้นเชิง! แต่เดิมลูกบ้านสัตว์อสูรมีความนึกคิดและภาษาเป็นของตนเองทว่ามนุษย์ปกติที่ไร้มานาจะได้ยินเพียงเสียงคำรามหรือเสียงสัตว์ร้องส่วนเผ่าเอลฟ์อาจจับใจความได้เพียงบางส่วนจากมานาธรรมชาติ บัดนี้ระบบจะทำหน้าที่เป็น 'ล่ามแปลภาษาครอบจักรวาล'แปลงคลื่นความถี่ภาษาของสัตว์อสูรและเผ่าพันธุ์ต่างๆให้กลายเป็นภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจได้โดยตรงผ่านจิตสำนึก

            (หมายเหตุ: สัตว์ป่าธรรมดาที่ไม่มีแกนเวทมนตร์จะยังคงสื่อสารไม่ได้เช่นเดิม)

            สกิลแชร์ใหม่: [การจับสัมผัสความจริงใจ] : อีไลอัสสามารถแชร์ประสาทสัมผัสของมังกรออเรเลียสทำให้มองเห็น 'ออร่าแห่งเจตนา' ของสิ่งมีชีวิตอื่นได้ทันทีว่ามาด้วยความจริงใจบริสุทธิ์ใจ หรือมีความคิดชั่วร้ายแอบแฝง

            “เจ้านาย!ข้าดีใจที่ท่านปลอดภัย!” ฟินน์วิ่งเข้าไปคลอเคลียที่ขาของอีไลอัสพร้อมกับพูดภาษาจิ้งจอกอสูรรัวๆ

            แต่ทว่าเสียงที่สะท้อนเข้าสู่โสตประสาทของคีแลน เอลฟ์นักรบที่ยืนอยู่ด้านหลังกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คีแลนเบิกตากว้าง “เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้...ข้าได้ยินเสียงจิ้งจอกของท่านพูดเป็นภาษากลางชัดเจนเลยรึ? ไม่ใช่แค่เสียงจิ๊ดๆหรือกระแสมานากระท่อนกระแท่นแบบเมื่อก่อน!”

            “โฮก... สตูว์...เมื่อไหร่เราจะได้กลับไปกินสตูว์เนื้อกันล่ะเจ้านาย...” บาร์นีย์เกาพุงตัวเองและบ่นพึมพำ

            “พระเจ้าช่วย...” คีแลนถึงกับเอามือกุมขมับ “ข้าฟังภาษาหมียักษ์รู้เรื่องด้วย...ท่านผู้ใหญ่บ้าน นี่ท่านทำอะไรกับพวกเรากันแน่!?”

            อีไลอัสหัวเราะลั่นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคีแลนสถาปนิกน้อยเปิดหน้าต่างระบบและอ่านคำอธิบายสกิลใหม่ ก่อนจะยิ้มกว้าง “ฉันไม่ได้สอนให้พวกเขาพูดภาษามนุษย์หรอกคีแลนพวกเขามีภาษาและพูดกันมาตลอดอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้ 'พันธสัญญา'ของเรามันอัปเกรดเป็นเครือข่ายแปลภาษาแบบเรียลไทม์แล้วต่างหากล่ะ!ต่อจากนี้เลโอและเลโอน่าที่เป็นมนุษย์ธรรมดาก็จะคุยกับบาร์นีย์และฟินน์รู้เรื่องแบบร้อยเปอร์เซ็นต์!”

            ออเรเลียสในร่างมนุษย์ยิ้มมุมปากเมื่อเห็นความอบอุ่นและวุ่นวายของครอบครัวใหม่ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าและคืนร่างกลับเป็นมังกรบรรพกาลผู้สง่างามอีกครั้งแต่ในครั้งนี้ ปีกสีดำประกายทองของมันแผ่กว้างอย่างอิสระไร้ซึ่งโซ่ตรวนแห่งความเกลียดชัง

            “ขึ้นมาสิสถาปนิก...และผองเพื่อนของเจ้า” เสียงของออเรเลียสดังขึ้น  “ข้าจะพาพวกเจ้ากลับบ้านในแบบที่ราชันย์พึงกระทำ”

            อีไลอัสคีแลน เลโอ บาร์นีย์ และฟินน์รีบปีนขึ้นไปบนแผ่นหลังของออเรเลียสส่วนไคโรกางปีกทะยานขึ้นบินเคียงข้างมังกรบรรพกาลด้วยสีหน้าที่ยังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองขณะที่ไพเพอร์เกาะอยู่บนไหล่ของอีไลอัสเช่นเดิมดวงตากลมโตของมันเปล่งประกายตื่นเต้นอย่างที่สุด

            แรงลมพุ่งปะทะใบหน้าแต่อีไลอัสกลับรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยอย่างประหลาดเมื่อเขามองลงมาจากความสูงนับพันฟุต เขาได้เห็นภาพเฮเซลบรุคจากมุมมองตานก ที่แท้จริงเป็นครั้งแรก

            ภาพกำแพงปราการดาวที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสีเขียวของป่าสลับกับสีขาวของยอดเขาหิมะ เส้นทางน้ำตกม่านไพลินที่ไหลคดเคี้ยวหล่อเลี้ยงแผ่นดินดูราวกับอัญมณีที่ล้ำค่าและมีชีวิตชีวาที่สุดในทวีปโซลาริส

            เมื่อออเรเลียสทะยานเข้าสู่น่านฟ้าเหนือเฮเซลบรุคปีกมังกรขนาดมหึมากางออกบดบังแสงอาทิตย์จนเงาดำขนาดยักษ์ทาบคลุมลงมาทั่วทั้งหมู่บ้านราวกับกลางวันถูกกลืนกินโดยรัตติกาลในพริบตา

            เพียงไม่กี่วินาทีความสงบสุขของเฮเซลบรุคก็พังทลายกลายเป็นความโกลาหลทันที

            “มังกร!!!”    “ศัตรูบุก!”    “พาเด็กเข้าไปหลบเดี๋ยวนี้!”

            เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากทุกสารทิศแม่บ้านมนุษย์ทำตะกร้าผักหล่นกระจายเต็มพื้นเด็กเอลฟ์หลายคนร้องไห้วิ่งเข้าไปกอดผู้ปกครองด้วยความหวาดกลัวเหล่ากระต่ายของเดซี่พากันมุดเข้าโพรงอย่างแตกตื่นพุดดิ้งสไลม์เด้งตัวหลบไปซ่อนหลังถังน้ำส่วนร็อกกี้กระโจนลงบ่อน้ำพร้อมเสียงดังตูมสนั่น

            ดัสตี้ที่กำลังตรวจระบบท่อระบายน้ำถึงกับทำหมวกนิรภัยหล่นจากหัวขณะที่แรงกดดันจากมังกรระดับ Calamity+แผ่ปกคลุมทั่วเมืองจนประชากรบางส่วนทรุดลงกับพื้นเพราะขาไร้เรี่ยวแรงและบางคนถึงกับหมดสติไปตรงนั้น

            บนแนวกำแพงคีแลนและเหล่าเอลฟ์นักรบตอบสนองแทบจะทันที ธนูนับสิบถูกง้างขึ้นพร้อมกันลูกศรอาบมานาสีเขียวถูกเล็งขึ้นสู่ท้องฟ้า  “ปกป้องท่านอีไลอัส!”   “เตรียมยิง!”

            ตึงงงง!!!

            ร่างมหึมาของออเรเลียสร่อนลงกลางลานอเนกประสงค์ใจกลางเมืองอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่แรงกระแทกจากน้ำหนักมหาศาลยังคงทำให้พื้นหินสั่นสะเทือน ฝุ่นฟุ้งกระจายและเกิดรอยแตกร้าวเป็นวงกว้าง

            เอลดรินถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นเลโอที่กำลังแบกไม้ก่อสร้างอยู่ปล่อยไม้ทั้งท่อนหลุดจากมือโดยไม่รู้ตัวแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนหยุดหายใจจริงๆ คือภาพที่อยู่บนหลังของมังกรตนนั้นอีไลอัสกำลังนั่งอยู่บนนั้นอย่างปลอดภัย...และยังโบกมือให้ทุกคนราวกับเพิ่งกลับจากการเดินทางธรรมดา

            “หยุดก่อน!!!”

            เด็กชายกระโดดลงจากหลังมังกรทันทีแล้วตะโกนสุดเสียง  “ห้ามยิงเด็ดขาด! เขาไม่ใช่ศัตรู!”

            เสียงธนูที่กำลังตึงเครียดหยุดลงพร้อมกันทุกสายตาหันกลับมามองเด็กชายตัวเล็กตรงกลางลาน อีไลอัสสูดหายใจลึกก่อนประกาศก้องไปทั่วหมู่บ้าน

            “ทุกคนฟังให้ดี...นี่คือสมาชิกใหม่ของเฮเซลบรุค”ทั้งเมืองตกอยู่ในความเงียบงัน เงียบเสียจนได้ยินแม้แต่เสียงลมพัดผ่านใบไม้

            แม้แต่ ต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุข  ที่ยืนตระหง่านอยู่ข้างบ้านหินยังสั่นไหวเบาๆ ใบสีส้มอมชมพูของมันร่วงหล่นลงมาสองสามใบราวกับต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เองก็กำลังประมวลผลสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า

            จากนั้น

            เสียงร้องด้วยความตกตะลึงก็ดังขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งหมู่บ้าน

            “หาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!!!?”

            ท่ามกลางความช็อกของทุกคนร่างมังกรยักษ์ถูกแสงสีทองปกคลุมก่อนค่อยๆ ย่อขนาดลงเกล็ดสีดำแซมทองสลายกลายเป็นละอองแสงนับไม่ถ้วน

            เมื่อแสงทั้งหมดจางหายไปสิ่งที่ปรากฏแทนคือชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าผู้หนึ่งเส้นผมสีทองบริสุทธิ์ยาวสลวยตกลงมาถึงกลางหลังดวงตาสีทองอำพันที่มีรูม่านตาเรียวยาวดุจสัตว์นักล่ายังคงเปล่งประกายทรงพลังเช่นเดิมเขาสวมอาภรณ์สีดำสนิทแบบราชวงศ์โบราณที่ตัดเย็บอย่างประณีตชายเสื้อคลุมยาวปักลวดลายสีทองคล้ายปีกมังกรและอักขระโบราณทุกย่างก้าวของเขาสง่างามราวกับจักรพรรดิที่หลุดออกมาจากตำนาน

            เลโอน่าที่เพิ่งวิ่งออกมาจากครัวพร้อมทัพพีในมือถึงกับหยุดนิ่งทัพพีหล่นกระแทกพื้นดัง แกร๊ง! ออเรเลียสสูดหายใจเบาๆก่อนหันมองหม้ออาหารส่วนกลางด้วยแววตาสงบนิ่ง

            “ข้าได้กลิ่นสตูว์เนื้อที่หอมที่สุดในรอบพันปี” เขาหันไปมองเลโอน่าเล็กน้อย “หวังว่าพวกเจ้าจะมีชามสำรองให้ข้าสักใบ”

            ฟินน์ถึงกับร้องลั่น

            “เดี๋ยวก่อนนะ!ทำไมมังกรระดับหายนะเปิดประโยคแรกด้วยเรื่องกินข้าว!?”และนั่นเอง คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่แห่งเฮเซลบรุค ยุคที่สถาปนิกตัวน้อยและมังกรบรรพกาลกำลังจะร่วมกันสร้างตำนานบทใหม่ของโลกใบนี้

    คล้ายกับเรื่องหนีความวุ่นวายมาเป็นผู้ใหญ่บ้านในต่างโลก แต่ลูกบ้านดันมีตั้งแต่มอนสเตอร์ยันมังกรบรรพกาล ภาค 1 ที่คุณอ่าน