ชายชรามองซูเจินที่กำลังนั่งร่ำไห้ พลางยกมือขึ้นลูบศีรษะหญิงสาวด้วยความเมตตา
“หากท่านยอดฝีมือทำตามประสงค์ของเขาสำเร็จ เจ้าสองคนก็จะได้พบกันอีก เขาแค่ฝากเจ้าไว้กับข้าเพียงชั่วคราวก็เท่านั้น” น้ำเสียงอันเมตตาของชายชราพูดปลอบ เพื่อให้หญิงสาวคลายทุกข์ใจได้บ้าง
ยามเย็นใกล้อาทิตย์ตกดิน ดินแดนแห่งนี้ยิ่งดูสวยงามกว่ายามไหนทั้งหมด ท้องฟ้าทอสีอ่อนลงอีกทั้งดวงอาทิตย์ใกล้ลับแสง เสียงนกน้อยใหญ่ รวมถึงเสียงน้ำตกแห่งผาอีกฟาก ทำให้ดินแดนแห่งนี้เปรียบเสมือนสวรรค์ ที่มองดูเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเบื่อ
ชิงจูหันเปิดดูหม้อข้าวดินเผาที่กำลังระอุ นางตักข้าวดูโดยละเอียดเมื่อพบว่าได้ที่ดีแล้ว จึงตักใส่ถ้วยเรียงกันให้ครบตามจำนวนคน แล้วหันมาคีบผัดผักใส่ถ้วยข้าวทีละถ้วย ก่อนหวนนึกถึงมื้อเช้าที่ซูเจินกินอาหารได้เพียงน้อยนิด อาจเพราะด้วยยังไม่คุ้นชินกับสำนักฮุ่ยหวงและไม่สบายใจในหลาย ๆ เรื่อง หากเป็นเช่นนี้อาจไม่ดีต่อร่างกายของนางเท่าไหร่นัก ชิงจูจึงตักผัดผักใส่ถ้วยให้กับซูเจินมากกว่าศิษย์พี่ทุกคน
“ข้ามาช่วย” ชิงเถากลับมายังครัวไม้หลังเดิม หลังจากนั่งเงียบ ๆ คนเดียวมาพักหนึ่งเพื่อสงบโทสะ หากแต่อีกฝ่ายจัดสำรับเตรียมยกออก
“อาจารย์กับศิษย์น้องอยู่ด้านบนยอดผา ส่งมาให้ข้าช่วยเถิด” ชิงเถาเอื้อมมือรับถาด
“ไม่จำเป็น กับข้าวพวกนี้ข้าเป็นคนทำแต่ผู้เดียว เหตุใดจะยอมให้เจ้ายกไปเพื่อเอาหน้ากับอาจารย์” ได้ฟังดังนั้นชายหนุ่มจึงหลับตาลงแล้วพ่นลมหายใจ เก็บความอึดอัดในคำพูดนั้นไว้ไม่ตอบโต้ ยืนมองหญิงสาวยกสำรับเดินออกจากห้องครัวไป
“อาจารย์ข้าวมาแล้ว” น้ำเสียงราบเรียบบอกกับชายชราก่อนจะวางถาดอาหารลง ซึ่งทั้งหมดมีเพียงสี่ถ้วยเท่านั้น การกินข้าวแบบไม่มีถ้วยกับข้าวแยกเป็นการกินที่อาจารย์ฝึกลูกศิษย์มาเสมอ เพื่อประหยัดวัตถุดิบ บนยอดเขามีพื้นที่ในการเพาะปลูกอย่างจำกัด มีนาผืนน้อยและแปลงผักอีกสองสามแปลงเพียงเท่านั้น ใกล้ ๆ ยังมีสระไว้เก็บน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งไม่ใหญ่มาก ในนั้นมีปลาอาศัยอยู่ตามธรรมชาติพอให้ได้จับกิน
ชิงเถาเดินตามเข้ามาแล้วนั่งลง ก่อนสังเกตเห็นความผิดปกติในถ้วยข้าวทั้งหมด พลางนั่งมองอย่างเงียบ ๆ พร้อมความอดทนที่เหลืออยู่น้อยนิดใกล้หมดเต็มที ชิงจูพยายามหาเรื่องกลั่นแกล้งซูเจินตลอดเวลาไม่เว้นแม่แต่เรื่องเล็กน้อย เขายกชาขึ้นดื่มพร้อมสายตาเฉียบคมยังคงจับจ้องยังถ้วยข้าวทั้งหมดที่มีผัดผักอยู่ไม่เท่ากัน
“อาจารย์วันนี้ข้าเก็บผักมาได้เท่านี้ ท่านทานเยอะ ๆ จะได้แข็งแรง” ชายชราพยักหน้ารับถ้วยข้าวมา ก่อนส่งรอยยิ้มเมตตาให้ชิงจูเช่นเคย
“ส่วนนี่ของเจ้า” ชิงจูยื่นถ้วยข้าวปกติให้กับชิงเถา แล้วหันมองถ้วยข้าวที่เหลือ ซึ่งเป็นถ้วยที่มีผัดเยอะที่สุด และอีกถ้วยที่ผัดน้อยที่สุด ชิงเถาไม่ยอมแตะอาหาร เขาจ้องมองมือของศิษย์พี่ด้วยสายตาแน่นิ่ง
ก่อนดวงตาคมจะเบิกกว้าง เมื่อพบว่าชิงจูยกถ้วยข้าวมีผัดเยอะกว่าให้กับซูเจิน นางวางถ้วยข้าวไว้ตรงหน้าสาวงามอย่างเบามือ แล้วหันมาหยิบถ้วยข้าวที่มีผัดน้อยให้กับตัวเอง สิ่งนั้นทำให้ชิงเถาแทบไม่เชื่อสายตา จนเผลอเกือบทำตะเกียบในมือร่วงหล่น
“วันนี้ข้ารู้สึกท้องไม่ดี เลยไม่อยากกินกับข้าวเยอะ” ชิงจูรู้ตัวว่าถูกศิษย์น้องอย่างชิงเถาจับตามอง จึงแก้เก้อด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อ ก่อนจับจ้องไปยังซูเจินแล้วมองถ้วยข้าวของนาง
“อาหารบนนี้หายาก ทุกอย่างต้องปลูกเอง ดังนั้นเม็ดข้าวทุกเม็ด กับข้าวทุกอย่างต้องรู้คุณค่า กินให้หมดห้ามเหลือแม้แต่เม็ดเดียว หากเจ้ากินเหลือแบบเมื่อเช้าอีกล่ะก็ ข้าจะให้เจ้าไปปลูกผักกินเอง”
“ซูเจินเจ้ากินเถิด ชิงจูเป็นคนพูดจาห้วน แลประจบคนไม่เก่ง อย่าได้ใส่ใจนาง” ชายชราพูดพร้อมใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม ก่อนทุกคนจะลงมือทานอาหารเย็นร่วมกัน สายลมอ่อนพร้อมแสงอาทิตย์ยามเย็นเป็นภาพที่ทำให้ซูเจินลืมความเจ็บปวด เสียงบรรดานกน้อยที่บินผ่านและเสียงน้ำตกไกล ๆ ดังลอดเข้ามาเป็นระยะ ทำให้หญิงสาวเบี่ยงใบหน้าทอดสายตามองดูภูเขาไกลลิบจาง ๆ นั้นด้วยความคิดใครบางคนอย่างจับหัวใจ