เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 62: ลูกพลับมองเห็นอะไรไหม

            เพราะว่าในโลกจริง

            ที่ไตเติ้ลตายจากมานั้นการแอบค้ำประกันให้กันอย่างนี้ย่อมเข้าข่ายการหลอกลวงให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อบ้านและเป็นหนี้ไปโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวไตเติ้ลจึงล่วงรู้มิทันกลโกง(?)ของเฮียฮั้วและคุณสุกัญญาในจุดนี้เลยสักนิด

             

            อีกทั้งสุกัญญากับทนายความก็ยังตีหน้าได้นิ่งมาก ปิดเป็นความลับโดยที่ไม่ให้คุณภานุวัฒน์รู้ตามคำขอของเฮียฮั้วได้เนียนอย่างสุดๆ ไตเติ้ลจึงไม่ได้รู้เรื่องราวอะไรใด ๆ ว่ามีคนแอบค้ำประกันให้ตนเองเลยแม้แต่น้อย

             

            ซึ่งถ้าถามว่าทนายเคยเตือนเฮียฮั้วหรือไม่ว่าการค้ำประกันในลักษณะนี้มันจะผิดกฎหมายส่งผลให้สัญญาเป็นโมฆะ โดยในส่วนของสุกัญญาซึ่งรับรู้ในเรื่องนี้เป็นอย่างดีย่อมไม่มีอะไรเสียหายแต่ในส่วนของเฮียฮั้วนั้น หากคนที่ชื่อภานุวัฒน์เกิดปัญหาผิดสัญญาชำระหนี้ผ่อนบ้านได้ไม่ครบอย่างไรแล้วเฮียฮั้วย่อมไม่มีทางไปยึดบ้านคืนมาจากทางคุณภานุวัฒน์ได้โดยเด็ดขาด ถ้าอีกฝ่ายหัวหมอมากพอจะฟ้องร้องต่อสู้เฮียฮั้วก็อาจกลายเป็นจะต้องมารับสภาพหนี้จ่ายผ่อนค่าบ้านแทนคนอื่นฟรีไปเสียอย่างนั้น

            เรื่องนี้เฮียฮั้วนับว่ารับรู้แต่กลับมิได้ใส่ใจอะไรเลยในใจของเถ้าแก่เจ้าของโรงพิมพ์เขาอยากให้ทิดวัฒน์และเจ้าหนูลูกพลับได้มีบ้านใหม่ได้ย้ายออกจากเพิงโทรม ๆ ที่สภาพไม่เป็นบ้านแบบนั้นออกมาโดยเร็วที่สุด

            คิดเทียบเพียงแค่เรื่องบุญคุณที่ทิดวัฒน์ช่วยให้เฮียฮั้วรอดวิกฤตจากเหตุการณ์ไฟไหม้ไม่ต้องกลายเป็นคนล้มละลาย ร้อนที่อยู่ เพราะถูกไฟไหม้เผาผลาญโรงพิมพ์ไปจนหมดเพียงแค่นั้นก็มากเกินพอที่เฮียฮั้วจะตอบแทนบุญคุณเรื่องที่อยู่ให้กับทิดวัฒน์ได้แล้ว

            แต่เหนืออื่นใดเลยก็คือ เฮียฮั้วรู้ดีว่าตนเองเป็นโรงพิมพ์ที่ส่งต่อเพลทให้ทิดวัฒน์เอาไปขายโรงแยกเยอะที่สุดดังนั้นเถ้าแก่เจ้าของโรงพิมพ์จึงสามารถคำนวณรายได้ต่อสัปดาห์โดยคร่าวของภานุวัฒน์ได้ว่ามีอยู่ไม่ใช่น้อยสามารถผ่อนปิดบ้านได้สำเร็จไวภายในเร็ววันอย่างแน่นอน

             

            ก็ดูเอาเถอะคนเราเพิ่งจะสึกออกมาช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนแท้ ๆ เริ่มทำงานขายเพลทเอาก็ตอนสิ้นเดือนพฤศจิกายนจนถึงเวลานี้เข้าปลายเดือนธันวาคม ทิดวัฒน์ทำงานผ่านมาแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นเองแต่ชายหนุ่มกลับมีเงินเก็บเพียงพอที่จะซื้อบ้านหลังหนึ่งได้แล้วถึงแม้จะเป็นเพียงการเช่าซื้อที่ราคาไม่สูงมากก็ตาม

             

            ดังนั้นหากพูดถึงรายได้ของภานุวัฒน์แล้วเฮียฮั้วก็รู้ดีว่าชายหนุ่มคงหาเงินผ่อนค่าบ้านให้กับสุกัญญาได้ตรงตามเวลาอย่างแน่นอนแต่ถ้าพูดถึงนิสัยความรับผิดชอบ ถ้าต่อไปหลังจากนี้ทิดวัฒน์เปลี่ยนไปกลับไปทำตัวเป็นไอ้ขี้เมาเหมือนอย่างแต่ก่อนจนไม่อาจรับผิดชอบชีวิตตัวเองและผ่อนบ้านช่องได้แล้วเฮียฮั้วก็จะคิดเสียแค่ว่าเขาตาไม่ถึงมองคนผิดไปเอง

             

            แต่อย่างไรเสียบ้านที่คุณสุกัญญาขายมันก็ถูกมากจริงๆ มันก็แค่เขาผ่อนต่อแทนทิดวัฒน์แล้วก็ได้บ้านดี ๆ ในราคาที่ถูกมาหนึ่งหลังหากโอนชื่อสำเร็จเสร็จสิ้นเรียบร้อยเอาไปขายต่อก็ยังปั่นกำไรได้มากโข

             

            ไตเติ้ลผู้ไม่รู้ถึงความจริงที่ซุกซ่อนเอาไว้ก็เซ็นสัญญาซื้อขายบ้านไปตาใสๆ หลังจากที่แลกเปลี่ยนลายเซ็นในสัญญาคู่ฉบับกันแล้วก็ตามต่อด้วยการแลกเปลี่ยนแคชเชียร์เช็คจำนวนเงิน56,000 บาทกับกุญแจบ้านกุญแจประตูทั้งหมดทุกห้องในบ้านหลังนี้ 

             

            เมื่อทุกอย่างผ่านไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรคใด ๆ สุกัญญาก็เก็บแคชเชียร์เช็คแล้วกลับออกจากบ้านไปพร้อมกับทนายแต่โดยดี

     

            หลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว

            ไตเติ้ลก็จับลูกชายที่นั่งกอดแขนเขาเอาไว้แน่นตลอดเวลาขึ้นมาไว้บนตักตัวเอง

             

            ลูกพลับยิ่งก้มหน้างุดซุกหน้าเข้ากับแผ่นอกกว้างของป๊ะป๋า พยายามหดตัวเล็ก ๆ ให้ดูเล็กมากที่สุดเท่าที่เด็กเจ็ดขวบจะพยายามทำตัวให้เล็กลงไปได้

             

            "หือ? นั่งอยู่ห่างกันขนาดนี้ก็ยังจะกลัวอีกเหรอครับ" 

            ไตเติ้ลถาม มือใหญ่ลูบหัวลูกชายเบา ๆ ลูกพลับพยักหน้าหงึกๆ

             

            “แล้วไหน? ใครบอกว่าอยากจะดูป๊ะป๋าสู้กับผี” ชายหนุ่มแกล้งถาม ทั้งแย้มยิ้มเอ็นดูเจ้าตัวเล็ก

             

            “ลูกพลับครับ แต่ป๊ะป๋าไม่สู้สักที ลูกพลับกลัว” 

            ตอนที่ตอบถึงแม้ว่าจะไม่เสียงสั่นแต่ก็ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองสิ่งรอบตัว

             

            “ลูกพลับมองเห็นอะไรบ้างครับ ถึงได้กลัวขนาดนี้”เขาซัก

             

            ไตเติ้ลรู้ดีว่าระดับการมองเห็นภูตผีวิญญาณสำหรับคนที่มีเซนส์นั้นแต่ละคนจะมองเห็นไม่เหมือนกัน คนทั่วไปที่บังเอิญเกิดมามองเห็นผีหากพลังของจิตไม่แรงกล้าพอและไม่ได้รับการฝึกฝนบางทีก็จะมองเห็นได้เพียงแค่เงาดำวูบไปมาเท่านั้น

            แต่ถ้าหากเป็นคนมีสัมผัสแรงกล้าหน่อยก็จะสามารถมองเห็นได้เป็นตัวเป็นตนเหมือนอย่างที่เขามองเห็นซึ่งถ้าหากได้รับการฝึกฝนที่มากพอก็จะสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ในภูมิสูงมากกว่าตนเองเช่นพระภูมิเจ้าที่ หรือเทพ เทวดาได้ด้วย

             

            ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่าลูกพลับมีสัมผัสที่แรงมาก สามารถมองเห็นภูตผีได้เหมือนกับเขาแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าพลังในดวงจิตของลูกพลับนั้นแก่กล้ามากแค่ไหนสามารถมองเห็นภูตผีจำพวกไหนได้บ้าง

             

            “ลูกพลับเห็นคนหน้าเละ ๆ ที่ประตู ทั้งผู้ชายผู้หญิงมีกันเยอะเลย พอลูกพลับหันไปมองพวกนั้นก็แลบลิ้นแยกเขี้ยว ทำหน้าใหญ่ ๆ ขยายอันโตๆ ใส่ลูกพลับด้วย แล้วเมื่อกี้นี้ตอนที่ป๊ะป๋าคุยอยู่ ผู้หญิงแก่ ๆ ที่หัวแบะออกไปครึ่งหนึ่งคนนั้นจ้องหน้าลูกพลับแล้วก็ยิงฟันที่มีแต่เลือดแลบลิ้นเลียปากก็ทำท่าเหมือนจะเข้ามากินลูกพลับเลยแต่พอลูกพลับเกาะแขนป๊ะป๋าเอาไว้พวกนั้นก็ไม่กล้าเข้ามา”

             

            เด็กชายพอเริ่มเล่าก็เริ่มเสียงสั่นน้ำตาคลอออกมาแต่ลูกพลับรู้ว่าป๊ะป๋าไม่ชอบเด็กที่ร้องไห้งอแงน่ารำคาญก็เลยพยายามกลั้นเสียงสะอื้นของตนเอาไว้ได้แต่ซุกหน้าเช็ดน้ำตาที่เอ่อคลอลงบนเสื้อยืดเนื้อหนาของบิดา

             

            ไตเติ้ลฟังที่เด็กชายเล่าแล้วก็ให้สะกิดในช่วงท้ายตรงเรื่องของนังป้าแก่หัวแบะนั่น...

             

             ปกติแล้วที่เขาเห็นก่อนหน้านี้มันไม่มียายแก่คนไหนหัวแบะไม่มีผีตัวไหนโผล่มาในสภาพโชกเลือดเลยนะ ก็แค่มีควันดำอวลอยู่รอบตัว หน้าลึก ตาโหลสภาพทรุดโทรมเป็นพวกผีอดอยาก แต่กับลูกพลับแล้วพวกมันกล้าแสดงโชว์จัดเต็มมาขนาดนี้…

             

            ไอ้พวกผีไม้ฝาโลงนั่นบังอาจกล้ามาหลอกลูกชายของเขาขนาดนี้เลยเร๊อะ!? เดี๋ยวได้เจอดีแน่ พวกเอ็ง!

             

            “บังอาจกล้ามาหลอกลูกพลับเดี๋ยวป๊ะป๋าจะจัดการให้แสบเลย”

            ชายหนุ่มปลอบใจลูกชายลูกพลับพยักหน้าแล้วยิ่งกอดพ่อแน่นมากขึ้น

             

            “ว่าแต่มองไปตรงศาลพระภูมิแล้วลูกพลับเห็นอะไรบ้างไหมครับ”ไตเติ้ลซัก 

            ก็รู้อยู่หรอกนะว่าเจ้าเด็กน้อยกำลังหวาดกลัวแต่เขาก็ต้องวัดระดับพลังวิญญาณพื้นฐานก่อนล่ะ จึงจะเริ่มต้นสอนสิ่งต่าง ๆ ให้กับลูกชายได้

             

            อันที่จริงแล้วลูกพลับกลัวพวกผีหน้าเละ ๆ มากแต่เขาก็สังเกตมาสักระยะแล้วว่าตั้งแต่ช่วงที่บวชแล้วสึกออกมานี้พวกผีมักจะไม่ค่อยเข้ามาใกล้ในรอบด้านที่ป๊ะป๋าอยู่สักเท่าไรนัก

            อย่างผีที่เดินออกมาจากเมรุแล้วชอบเข้ามานั่งดื่มเหล้ากับพ่อในบ้านเพิงข้างวัดพวกนั้นตั้งแต่ที่สึก[1]ออกมาพวกนั้นก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้ป๊ะป๋าอีกเลยเพราะฉะนั้นแล้วถึงแม้ว่าจะกลัวแต่ถ้ากอดป๊ะป๋าอยู่แบบนี้เด็กชายก็รู้ดีว่าเจ้าผีพวกนั้นจะไม่กล้าเข้ามาทำอันตรายเขาได้อย่างแน่นอน

             

            ดังนั้นแล้วในตอนที่ถูกป๊ะป๋าถามมาหนูน้อยทั้งที่ยังกลัวๆ แต่ก็กล้าจะยอมเงยหน้าขึ้นออกมาจากแผ่นอกของพ่อ แล้วหันไปมองที่ศาลพระภูมิ

             

            ณ มุมหนึ่งของสนามหญ้าหน้าบ้าน.


    [1]จริงๆแล้วคือตั้งแต่ที่เปลี่ยนไส้ในเป็นไตเติ้ลแต่ลูกพลับไม่รู้ว่าพ่อตัวเองเปลี่ยนไส้ใน น้องจึงเข้าใจว่าเป็นช่วงหลังสึก

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K! ที่คุณอ่าน