ริวก้าวเท้าเดินตามหลังรุ่นพี่ประธานสภาออกมาจากโรงอาหารมุ่งหน้าไปตามทางเดินหินอ่อน ระหว่างทางยังคงมีนักเรียนจำนวนหนึ่งเดินสวนทางกันไปมาแต่เขาก็สังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่ธันวาเดินเข้าใกล้นักเรียนเหล่านั้นกลับพากันหลีกทางให้อย่างนอบน้อม โดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
ต่างจากผมจังนะครับ...
ริวคิดในใจพลางนึกถึงตัวเองที่ไปไหนมาไหนก็มักจะเป็นเพียงผู้ไร้ตัวตน และไม่อยู่ในสายตาของใครเลย
ทั้งสองยังคงเดินต่อไปบนเส้นทางสู่ประตูหลักของโรงเรียนสายลมยามบ่ายพัดผ่านหอบเอาความร้อนระอุมาปะทะใบหน้าริวเบนหน้าหลบไปด้านข้างเล็กน้อยพลางยกมือขึ้นปัดเส้นผมหน้าที่ปลิวลงมาแทงตาทว่านัยน์ตาสีเข้มกลับยังคงทอดมองแผ่นหลังของรุ่นพี่ที่เดินนำหน้า
ในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะเดินผ่านอาคาร8 ซึ่งเป็นอาคารเรียนของชั้น ม.5 จู่ๆ ริวก็ฉุกคิดถึงสิ่งของสำคัญบางอย่างขึ้นมา ก่อนจะเรียกเสียงเบาแต่ก็ดังพอที่จะทำให้คนข้างหน้าได้ยิน
“พี่ครับ...”
ธันวาชะงักฝีเท้าลงทันทีก่อนจะหมุนตัวหันกลับมามองรุ่นน้องนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องนิ่งพลางถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
“มีอะไรเหรอริว”
“คือว่า...ผมลืมกระเป๋านักเรียนไว้บนห้องเรียนน่ะครับ”
ธันวาพยักหน้ารับรู้ “อืมงั้นพี่ยืนรออยู่ตรงนี้แล้วกัน รีบไปรีบมาล่ะ”
“ครับ”
พูดจบ เขาก็รีบหมุนตัววิ่งเข้าไปในอาคารเรียนแล้วสับเท้าก้าวขึ้นบันไดมุ่งตรงไปยังห้องเรียนของตนทันที
ณห้องเรียน ม.5/1
ริวเลื่อนเปิดประตูห้องเรียนออกเบาๆ แล้วพบว่าในห้องนั้นว่าเปล่าโต๊ะและเก้าอี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเนื่องจากเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆต่างพากันกลับบ้านไปหมดแล้ว
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มใส่ใจเขารีบสาวเท้าตรงดิ่งไปยังโต๊ะประจำของตัวเอง คว้าเอาสายกระเป๋าแล้วกระเป๋าสะพายขึ้นบ่าจากนั้นจึงหมุนตัวเดินกลับออกไปจากห้องทันที
ทว่า ในจังหวะที่เด็กหนุ่มก้าวขาพ้นกรอบประตูห้องเรียนออกมาร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งก็เดินผ่านหน้าเขาไปในระยะกระชั้นชิดริวหันมองตามแผ่นหลังนั้นทันควัน เห็นเพียงผมสั้นตรงปะบ่าเขาก็ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าเธอคือใคร
“แนนโน๊ะ...”
เด็กสาวเจ้าของชื่อค่อยๆหันใบหน้ากลับมาสบตากับคนเรียกนัยน์ตากลมโตสีดำขลับคู่นั้นจ้องมองมาเรียบๆ ก่อนตอบพร้อมกับส่งยิ้มใสๆตามสไตล์ของเธอให้แล้วจึงตอบ
“คะ”
“คุณ... จะกลับบ้านเหรอครับ”
คำถามนั้นแม้ริวจะรู้คำตอบอยู่แก่ใจว่าเธอน่าจะไม่กลับบ้านตอนนี้แน่แต่ที่เขาถามแบบนั้นเพราะไม่รู้จะจะพูดอะไร
แนนโน๊ะส่ายหน้าไปมาเบาๆ “แนนโน๊ะยังไม่กลับหรอกค่ะ...แล้วริวจะกลับแล้วเหรอคะ” เธอเหลือบตามองกระเป๋าบนบ่าของเขา
ริวพยักหน้าช้าๆ “ครับ...แต่ผมก็... อาจจะไม่ได้กลับไปที่ห้องพักซะทีเดียวหรอกครับ”
“หืม... ทำไมล่ะคะ”
“คือว่า ผมต้องไปช่วยงานรุ่นพี่น่ะครับ...”
เมื่อได้ยินประโยคนั้นรอยยิ้มใสๆบนใบหน้าของแนนโน๊ะก็พันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆ แล้วก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาหาเขาช้าๆแล้วหยุดยืนอยู่ด้านข้างในระยะที่ได้ยินกันเพียงสองคนก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เล็กน้อย แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ดังพอจะให้ริวได้ยิน
“งั้นก็... ขอให้ริวได้เบาะแสเพิ่มเติมนะคะ”
เด็กหนุ่มยังยังไม่เข้าใจกับท่าทีแปลกๆของเธอแต่คำว่า เบาะแส ที่หลุดออกมาจากปากของเธอ เหมือนเป็นการย้ำเตือนให้เขาตระหนักถึงเป้าหมาย...และไม่ควรปล่อยให้ความสนิทสนมชั่วครั้งชั่วคราวมาทำให้ไขว้เขว
จริงสิครับ…
ในจังหวะที่ริวชะงักอึ้งและกำลังจะหันไปหาแนนโน๊ะก็เดินผละจากไปแล้วทิ้งไว้เพียงเสียงส้นรองเท้านักเรียนที่กระทบลงบนพื้นปูนขัดมันดัง ตึก... ตึก...เบาๆก่อนที่ร่างของเธอจะหายวับลงบันไดไป
ริวยืนนิ่งงันอยู่หน้าห้องเรียนมือทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากันจนสั่น ก่อนจะค่อยๆคลายออกช้าๆเขาหลุบตากลมมองพื้นพลางข่มความรู้สึกเอาไว้ เพราะรู้ดีว่าแนนโน๊ะกำลังสื่อถึงอะไรแต่ถึงอย่างนั้น... เขาปากได้อาสาช่วยงานรุ่นพี่ไปแล้ว ยังไงวันนี้เขาก็ต้องไป
เมื่อจัดการกับความสับสนในหัวได้ริวก็สูดหายใจเข้าลึกๆสะบัดความลังเลทิ้งไปแล้วก้าวเท้าเดินลงบันไดกลับไปหารุ่นพี่ประธานนักเรียนที่ยืนรออยู่ด้านล่างทันที...แม้ว่าในเวลานี้ ความรู้สึกไม่สบายใจและกะอักกะอวนสายหนึ่งจะยังคงจับตัวเป็นก้อนหนาและติดค้างอยู่ในอกก็ตาม
หลังจากวิ่งขึ้นไปจัดการธุระบนห้องเรียนเสร็จสิ้นริวก็รีบสาวเท้าก้าวลงบันไดกลับมาหารุ่นพี่ประธานนักเรียนที่รออยู่ด้านล่างอาคารทันที
“รอผมนานไหมครับ...”
“ไม่หรอก ไปกันเถอะ”
ริวพยักหน้ารับ “ครับ”
จากนั้นทั้งสองคนก็ออกเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินสายหลักท่ามกลางสายตาของนักเรียนคนอื่นๆที่พากันเหลียวมองประธานนักเรียนหนุ่มด้วยความเกรงใจก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวพ้นประตูรั้วด้านหน้าของโรงเรียนออกมา
ที่บริเวณริมฟุตปาทด้านนอกริวหันมองไปรอบๆตัวเห็นบรรยากาศการศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงจอแจของผู้คนหมือนเช่นทุกวัน
ในจังหวะที่สายตามุมกว้างของเขากวาดผ่านฝูงชนนัยน์ตาสีเข้มกลับไปสะดุดเข้ากับภาพของนักเรียนบางคนที่มีพ่อแม่มารอรับกลับบ้าน...
เสียงสนทนาที่ถามถึงถามสารทุกข์สุกดิบและเสียงหัวเราะที่อบอวลไปด้วยความสุขของครอบครัวเหล่านั้นพลันสะท้อนกลับเข้ามาในใจของเขาขึ้นมา จากสิ่งที่เขาเคยมีแล้วมันหายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว...
มันจุดชนวนให้ความเศร้าหมองอันหนักอึ้งแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่อกริวยืนนิ่งทื่อไปชั่วขณะ เขาหลุบสายตาลงต่ำเล็กน้อยแววตาใต้กรอบผมหน้าสีดำคู่นั้นหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่ริวกำลังจมดิ่งลงสู่ความอ้างว้างฝ่ามือหนาๆของรุ่นพี่ที่มาด้วยกันก็เอื้อมมาวางแหมะลงบนบ่าของเขาเบาๆ และตามมาด้วยเสียงเรียก
“ริว”
เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกขึ้นสุดตัวร่างกายผวาเล็กน้อยจากสัญชาตญาณระแวง ก่อนจะรีบหันไปหาเจ้าของฝ่ามือ
“คะ... ครับ!”
“เป็นอะไรหรือเปล่านั่น”ธันวาถาม พลางใช้สายตาคมกริบจ้องตรงมาที่ใบหน้าของริวอย่างเจาะจงเพื่อประเมินอาการ
“เปล่าครับ... ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ”ริวรีบปฏิเสธละล่ำละลัก
ธันวาเลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย “เหรอ...แล้วทำไมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นล่ะ”
“เอ่อ ผมก็แค่... ไม่รู้สิครับ...”ริวพึมพำตอบเสียงแผ่ว แววตาที่ทอประกายหม่นเศร้ายังคงปิดไม่มิด
ธันวาที่เแบบนั้นแล้ว หันมองตามทิศทางสายตาก่อนหน้านี้ของริวทันทีนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของประธานหนุ่มกวาดมองฝ่าความวุ่นวายไปหยุดอยู่ที่จุดเด่นจุดเดียวกัน...
เขาเห็นเพียงภาพสองแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังยืนคุยกันกระหนุงกระหนิงอยู่ข้างรถยนต์ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองรุ่นน้องตรงหน้าอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ
“ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลยนี่นา...ก็แค่แม่ยืนคุยกับลูกธรรมดา”
ริวส่ายหน้าไปมาเบาๆพยายามสะบัดความรู้สึกกะอักกะอ่วนเมื่อครู่ออกไปจากหัวก่อนจะฝืนคลี่ยิ้มบางๆส่งให้รุ่นพี่
“ไม่มีอะไรหรอกครับ”
เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของริวที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันจากเศร้าสร้อยกลับมาทำเป็นปกติในพริบตา ธันวาก็แอบแปลกใจลึกๆในใจแต่เพราะไม่อยากให้ริวต้องอึดอัดใจไปมากกว่านี้ประธานหนุ่มจึงเลือกที่จะเงียบและไม่เซ้าซี้ถามต่อ
ทั้งสองคนยืนรออยู่ริมทางเดินครู่หนึ่งไม่นานนัก รถตู้สีดำคันหรูติดฟิล์มทึบ เป็นรถคันเดียวกับที่ริวเคยนั่นตอนไปช่วยงานที่บ้านของธันวาครั้งก่อน
รถคันนั้นก็ขับเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบตรงหน้าอย่างนิ่มนวลชายที่เป็นคนขับรีบก้าวลงมาเปิดประตูผู้โดยสารตอนหลังให้ทันที
“เชิญครับ” ชายคนดังกล่าวพูดขึ้นพลางผายมือเชิญด้วยท่าทางสุภาพ
ธันวาพยักหน้ารับแล้วก้าวขาเดินนำเข้าไปในรถก่อนตามมาด้วยริว ทว่าก่อนที่เท้าของเด็กหนุ่มจะก้าวผ่านหน้าคนเปิดประตูรถริวกลับชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ค้อมตัวลงต่ำแล้วหันไปสบตากับอีกฝ่าย
“ขอบคุณครับ...”
คำพูดเล็กๆน้อยๆนั้นทำเอาคนขับรถถึงกับชะงักไปเพราะไม่ค่อยมีใครก้มหัวขอบคุณเขาแบบนี้ เพียงเท่านี้ริวก็ก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนเบาะแถวถัดไปที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับธันวาแล้วขยับตัวเข้าชิดริมหน้าต่าง มือข้างหนึ่งยกขึ้นเท้าคางนัยน์ตาสีเข้มมองเหม่อออกไปนอกกระจกหน้ารถอย่างเงียบงันเหมือนครั้งก่อน
ธันวาเหลือบมองท่าทางนิ่งๆของรุ่นน้องที่นั่งอยู่เบาะฝั่งตรงข้ามเงียบๆแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากทำลายความเงียบนั้น ไม่กี่อึดใจต่อมาล้อรถก็เริ่มหมุนและเคลื่อนตัวออกจากหน้าโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์
ณคฤหาสน์จุฬาลักษณ์
ประตูรั้วหน้าบ้านบานใหญ่เปิดแยกออกจากกันโดยอัตโนมัติรถตู้เคลื่อนตัวผ่านเข้ามาอย่างช้าๆ ก่อนจะจอดสนิทลงตรงลานกว้างหน้าคฤหาสน์ทั้งธันวาและริวก้าวเท้าลงจากรถสายลมยามเย็นพัดผ่านร่างโชยเอาความเงียบสงบของนี้มาต้อนรับทั้งสองก็เดินตรงเข้าไปด้านในทันที
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ยังคงเงียบเชียบเหมือนครั้งก่อนหน้าที่ริวเคยมาแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟคริสตัลระย้าสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาวผนังรอบด้านตกแต่งแบบเรียบง่ายทว่ากลับแฝงความหรูหรามีระดับช่วยให้บรรยากาศโดยรอบดูนุ่มนวลละมุนตา
แต่... สำหรับริวแล้วไม่มีสิ่งใดในคฤหาสน์หลังที่จะดูเด่นไปกว่าปลอกแขนสีสภานักเรียนสีแดงที่ติดอยู่แขนซ้ายของรุ่นพี่ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าอีกแล้วเพราะมันทำให้นึกถึงความทรงจำที่ดีและแย่ในเวลาเดียว แต่เขาก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านแล้วเดินตามหลังรุ่นพี่ไปตามทางเดินยาว
เดินมาไม่ไกล ธันวาหยุดยืนอยู่หน้าห้องเก็บของห้องหนึ่งมือหนาผลักบานประตูออกเบาๆเผยให้เห็นภายในห้องที่อัดแน่นไปด้วยพร็อพตกแต่งงานขนาดใหญ่จำนวนมากรวมถึงต้นไม้ใบไม้ปลอมที่กองสุมกันอยู่
ทันทีที่ริวก้าวขาตามเข้าไปกลิ่นอับและละอองฝุ่นหนาทึบที่ฟุ้งกระจายในอากาศก็ลอยเข้ามาเตะจมูกเข้าอย่างจัง
“ฮัด... ชิ!” ริวรีบยกมือขึ้นปิดจมูกและปากของตัวเองเอาไว้แทบไม่ทัน
ธันวาที่เดินตามเข้ามาเห็นท่าทางนั้นพอดีเขาขยับเข้าไปใกล้กองพร็อพแล้วลองเอื้อมมือไปปัดฝุ่นที่เกาะหนาเตอะออกเบาๆจนมันฟุ้งขึ้นมาทำให้ริวก็จามขึ้นอีกครั้ง
“ฮะ… ฮัดชิ”
ธันวาหันมอง “แพ้ฝุ่นเหรอริว”
“ก็นิดหน่อยครับ... ไม่เท่าไหร่”ริวพึมพำตอบในลำคอ เสียงเริ่มอู้อี้
“ห้องนี้ฝุ่นหนามาก งั้นน้องออกไปรอข้างนอกก่อนก็ได้เดี๋ยวพี่ยกออกไปให้” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงนัยน์ตาฉายแววเป็นห่วงอย่างเจาะจง
“มะ… ไม่เป็นไรครับผมช่วยดีกว่าจะได้เสร็จไวๆ”
“ไหวแน่นะ”ธันวาเลิกคิ้วถาม พลางยืนกอดอกมอง
“ผมไหวครับ”
แม้ปากจะบอกว่าไหวแต่ก็จามออกมาอยู่เรื่อยๆไม่หยุด จนปลายจมูกเริ่มเป็นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัดธันวาได้แต่ส่ายหัวเบาๆอย่างช่วยไม่ได้กับความรั้นของรุ่นน้องตรงหน้าแต่ลึกๆในใจกลับแอบเอ็นดู
จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มลงมือช่วยกันยกขนพร็อพและของตกแต่งเหล่านั้นไปไว้ที่ท้ายรถตู้เหมือนครั้งก่อนเสียงฝีเท้าของคนสองคนดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินอ่อนสลับเดินเข้าเดินออกอยู่หลายรอบจนกระทั่ง ของในห้องเก็บของถูกขนออกไปจนครบ
“เสร็จซะที เฮ้อ...”ธันวาเปรยขึ้นพลางทิ้งแผ่นหลังพิงกับประตูท้ายรถ หอบหายใจเบาๆด้วยความเหนื่อยล้า
“พร็อพพวกนี้สภาพมันอาจจะดูไม่ได้หน่อยแต่พอเอาไปถึงโรงเรียนเดี๋ยวค่อยให้พวกไอ้เบนซ์มาช่วยกันฉีดน้ำล้างฝุ่นออกน่าจะดูดีขึ้นเยอะ”
“ก็... คงงั้นครับ”ริวตอบพลางซับจมูกที่ยังแดงอยู่
ธันวาเหลือบมองสภาพรุ่นน้องสะบักสะบอมขำๆ“ช่างมันเถอะ เข้าไปนั่งตากแอร์เย็นๆในบ้าน จะได้หายเหนื่อย”พูดจบประธานหนุ่มก็เดินนำกลับเข้าไปด้านใน