เด็กใหม่ ตอน การล้างแค้นของนักมายากล

    ตอนที่ 41 เสียงกระซิบที่คอยย้ำเตือน

            ริวก้าวเท้าเดินตามหลังรุ่นพี่ประธานสภาออกมาจากโรงอาหารมุ่งหน้าไปตามทางเดินหินอ่อน ระหว่างทางยังคงมีนักเรียนจำนวนหนึ่งเดินสวนทางกันไปมาแต่เขาก็สังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่ธันวาเดินเข้าใกล้นักเรียนเหล่านั้นกลับพากันหลีกทางให้อย่างนอบน้อม โดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว

             

            ต่างจากผมจังนะครับ...

             

            ริวคิดในใจพลางนึกถึงตัวเองที่ไปไหนมาไหนก็มักจะเป็นเพียงผู้ไร้ตัวตน และไม่อยู่ในสายตาของใครเลย

             

            ทั้งสองยังคงเดินต่อไปบนเส้นทางสู่ประตูหลักของโรงเรียนสายลมยามบ่ายพัดผ่านหอบเอาความร้อนระอุมาปะทะใบหน้าริวเบนหน้าหลบไปด้านข้างเล็กน้อยพลางยกมือขึ้นปัดเส้นผมหน้าที่ปลิวลงมาแทงตาทว่านัยน์ตาสีเข้มกลับยังคงทอดมองแผ่นหลังของรุ่นพี่ที่เดินนำหน้า

             

            ในจังหวะที่ทั้งสองกำลังจะเดินผ่านอาคาร8 ซึ่งเป็นอาคารเรียนของชั้น ม.5 จู่ๆ ริวก็ฉุกคิดถึงสิ่งของสำคัญบางอย่างขึ้นมา ก่อนจะเรียกเสียงเบาแต่ก็ดังพอที่จะทำให้คนข้างหน้าได้ยิน

             

            “พี่ครับ...”

             

            ธันวาชะงักฝีเท้าลงทันทีก่อนจะหมุนตัวหันกลับมามองรุ่นน้องนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนจ้องนิ่งพลางถามด้วยน้ำเสียงเรียบ

             

            “มีอะไรเหรอริว”

             

            “คือว่า...ผมลืมกระเป๋านักเรียนไว้บนห้องเรียนน่ะครับ”

             

            ธันวาพยักหน้ารับรู้ “อืมงั้นพี่ยืนรออยู่ตรงนี้แล้วกัน รีบไปรีบมาล่ะ”

             

            “ครับ”

             

            พูดจบ เขาก็รีบหมุนตัววิ่งเข้าไปในอาคารเรียนแล้วสับเท้าก้าวขึ้นบันไดมุ่งตรงไปยังห้องเรียนของตนทันที

             

    ณห้องเรียน ม.5/1

             

            ริวเลื่อนเปิดประตูห้องเรียนออกเบาๆ แล้วพบว่าในห้องนั้นว่าเปล่าโต๊ะและเก้าอี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเนื่องจากเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆต่างพากันกลับบ้านไปหมดแล้ว

             

            แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มใส่ใจเขารีบสาวเท้าตรงดิ่งไปยังโต๊ะประจำของตัวเอง คว้าเอาสายกระเป๋าแล้วกระเป๋าสะพายขึ้นบ่าจากนั้นจึงหมุนตัวเดินกลับออกไปจากห้องทันที

             

            ทว่า ในจังหวะที่เด็กหนุ่มก้าวขาพ้นกรอบประตูห้องเรียนออกมาร่างของนักเรียนหญิงคนหนึ่งก็เดินผ่านหน้าเขาไปในระยะกระชั้นชิดริวหันมองตามแผ่นหลังนั้นทันควัน เห็นเพียงผมสั้นตรงปะบ่าเขาก็ทำให้เขารู้ได้ในทันทีว่าเธอคือใคร

             

            “แนนโน๊ะ...”

     

            เด็กสาวเจ้าของชื่อค่อยๆหันใบหน้ากลับมาสบตากับคนเรียกนัยน์ตากลมโตสีดำขลับคู่นั้นจ้องมองมาเรียบๆ ก่อนตอบพร้อมกับส่งยิ้มใสๆตามสไตล์ของเธอให้แล้วจึงตอบ

             

            “คะ”

             

            “คุณ... จะกลับบ้านเหรอครับ”

             

            คำถามนั้นแม้ริวจะรู้คำตอบอยู่แก่ใจว่าเธอน่าจะไม่กลับบ้านตอนนี้แน่แต่ที่เขาถามแบบนั้นเพราะไม่รู้จะจะพูดอะไร

             

            แนนโน๊ะส่ายหน้าไปมาเบาๆ “แนนโน๊ะยังไม่กลับหรอกค่ะ...แล้วริวจะกลับแล้วเหรอคะ” เธอเหลือบตามองกระเป๋าบนบ่าของเขา

             

            ริวพยักหน้าช้าๆ “ครับ...แต่ผมก็... อาจจะไม่ได้กลับไปที่ห้องพักซะทีเดียวหรอกครับ”

             

            “หืม... ทำไมล่ะคะ”

             

            “คือว่า ผมต้องไปช่วยงานรุ่นพี่น่ะครับ...”

             

            เมื่อได้ยินประโยคนั้นรอยยิ้มใสๆบนใบหน้าของแนนโน๊ะก็พันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆ แล้วก้าวเท้าเดินตรงเข้ามาหาเขาช้าๆแล้วหยุดยืนอยู่ด้านข้างในระยะที่ได้ยินกันเพียงสองคนก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้เล็กน้อย แล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ดังพอจะให้ริวได้ยิน

             

            “งั้นก็... ขอให้ริวได้เบาะแสเพิ่มเติมนะคะ”

             

            เด็กหนุ่มยังยังไม่เข้าใจกับท่าทีแปลกๆของเธอแต่คำว่า เบาะแส ที่หลุดออกมาจากปากของเธอ เหมือนเป็นการย้ำเตือนให้เขาตระหนักถึงเป้าหมาย...และไม่ควรปล่อยให้ความสนิทสนมชั่วครั้งชั่วคราวมาทำให้ไขว้เขว

             

            จริงสิครับ…

             

            ในจังหวะที่ริวชะงักอึ้งและกำลังจะหันไปหาแนนโน๊ะก็เดินผละจากไปแล้วทิ้งไว้เพียงเสียงส้นรองเท้านักเรียนที่กระทบลงบนพื้นปูนขัดมันดัง ตึก... ตึก...เบาๆก่อนที่ร่างของเธอจะหายวับลงบันไดไป

             

            ริวยืนนิ่งงันอยู่หน้าห้องเรียนมือทั้งสองข้างกำแน่นเข้าหากันจนสั่น ก่อนจะค่อยๆคลายออกช้าๆเขาหลุบตากลมมองพื้นพลางข่มความรู้สึกเอาไว้ เพราะรู้ดีว่าแนนโน๊ะกำลังสื่อถึงอะไรแต่ถึงอย่างนั้น... เขาปากได้อาสาช่วยงานรุ่นพี่ไปแล้ว ยังไงวันนี้เขาก็ต้องไป

             

            เมื่อจัดการกับความสับสนในหัวได้ริวก็สูดหายใจเข้าลึกๆสะบัดความลังเลทิ้งไปแล้วก้าวเท้าเดินลงบันไดกลับไปหารุ่นพี่ประธานนักเรียนที่ยืนรออยู่ด้านล่างทันที...แม้ว่าในเวลานี้ ความรู้สึกไม่สบายใจและกะอักกะอวนสายหนึ่งจะยังคงจับตัวเป็นก้อนหนาและติดค้างอยู่ในอกก็ตาม

             

            หลังจากวิ่งขึ้นไปจัดการธุระบนห้องเรียนเสร็จสิ้นริวก็รีบสาวเท้าก้าวลงบันไดกลับมาหารุ่นพี่ประธานนักเรียนที่รออยู่ด้านล่างอาคารทันที

             

            “รอผมนานไหมครับ...”

             

            “ไม่หรอก ไปกันเถอะ”

             

            ริวพยักหน้ารับ “ครับ”

             

            จากนั้นทั้งสองคนก็ออกเดินเคียงคู่กันไปตามทางเดินสายหลักท่ามกลางสายตาของนักเรียนคนอื่นๆที่พากันเหลียวมองประธานนักเรียนหนุ่มด้วยความเกรงใจก่อนที่ทั้งคู่จะก้าวพ้นประตูรั้วด้านหน้าของโรงเรียนออกมา

             

            ที่บริเวณริมฟุตปาทด้านนอกริวหันมองไปรอบๆตัวเห็นบรรยากาศการศรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงจอแจของผู้คนหมือนเช่นทุกวัน

             

            ในจังหวะที่สายตามุมกว้างของเขากวาดผ่านฝูงชนนัยน์ตาสีเข้มกลับไปสะดุดเข้ากับภาพของนักเรียนบางคนที่มีพ่อแม่มารอรับกลับบ้าน...

             

            เสียงสนทนาที่ถามถึงถามสารทุกข์สุกดิบและเสียงหัวเราะที่อบอวลไปด้วยความสุขของครอบครัวเหล่านั้นพลันสะท้อนกลับเข้ามาในใจของเขาขึ้นมา จากสิ่งที่เขาเคยมีแล้วมันหายไปอย่างไม่ทันตั้งตัว...

             

            มันจุดชนวนให้ความเศร้าหมองอันหนักอึ้งแล่นริ้วขึ้นมาจุกอยู่ที่อกริวยืนนิ่งทื่อไปชั่วขณะ เขาหลุบสายตาลงต่ำเล็กน้อยแววตาใต้กรอบผมหน้าสีดำคู่นั้นหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด

             

            ขณะที่ริวกำลังจมดิ่งลงสู่ความอ้างว้างฝ่ามือหนาๆของรุ่นพี่ที่มาด้วยกันก็เอื้อมมาวางแหมะลงบนบ่าของเขาเบาๆ และตามมาด้วยเสียงเรียก

             

            “ริว”

             

            เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือกขึ้นสุดตัวร่างกายผวาเล็กน้อยจากสัญชาตญาณระแวง ก่อนจะรีบหันไปหาเจ้าของฝ่ามือ

             

            “คะ... ครับ!”

             

            “เป็นอะไรหรือเปล่านั่น”ธันวาถาม พลางใช้สายตาคมกริบจ้องตรงมาที่ใบหน้าของริวอย่างเจาะจงเพื่อประเมินอาการ

             

            “เปล่าครับ... ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ”ริวรีบปฏิเสธละล่ำละลัก

             

            ธันวาเลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย “เหรอ...แล้วทำไมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นล่ะ”

             

            “เอ่อ ผมก็แค่... ไม่รู้สิครับ...”ริวพึมพำตอบเสียงแผ่ว แววตาที่ทอประกายหม่นเศร้ายังคงปิดไม่มิด

             

            ธันวาที่เแบบนั้นแล้ว หันมองตามทิศทางสายตาก่อนหน้านี้ของริวทันทีนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนของประธานหนุ่มกวาดมองฝ่าความวุ่นวายไปหยุดอยู่ที่จุดเด่นจุดเดียวกัน...

             

            เขาเห็นเพียงภาพสองแม่ลูกคู่หนึ่งกำลังยืนคุยกันกระหนุงกระหนิงอยู่ข้างรถยนต์ก่อนที่เขาจะหันกลับมามองรุ่นน้องตรงหน้าอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ

             

            “ไม่เห็นมีอะไรแปลกเลยนี่นา...ก็แค่แม่ยืนคุยกับลูกธรรมดา”

             

            ริวส่ายหน้าไปมาเบาๆพยายามสะบัดความรู้สึกกะอักกะอ่วนเมื่อครู่ออกไปจากหัวก่อนจะฝืนคลี่ยิ้มบางๆส่งให้รุ่นพี่

             

            “ไม่มีอะไรหรอกครับ”

             

            เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของริวที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันจากเศร้าสร้อยกลับมาทำเป็นปกติในพริบตา ธันวาก็แอบแปลกใจลึกๆในใจแต่เพราะไม่อยากให้ริวต้องอึดอัดใจไปมากกว่านี้ประธานหนุ่มจึงเลือกที่จะเงียบและไม่เซ้าซี้ถามต่อ

             

            ทั้งสองคนยืนรออยู่ริมทางเดินครู่หนึ่งไม่นานนัก รถตู้สีดำคันหรูติดฟิล์มทึบ เป็นรถคันเดียวกับที่ริวเคยนั่นตอนไปช่วยงานที่บ้านของธันวาครั้งก่อน

             

            รถคันนั้นก็ขับเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบตรงหน้าอย่างนิ่มนวลชายที่เป็นคนขับรีบก้าวลงมาเปิดประตูผู้โดยสารตอนหลังให้ทันที

             

            “เชิญครับ” ชายคนดังกล่าวพูดขึ้นพลางผายมือเชิญด้วยท่าทางสุภาพ

             

            ธันวาพยักหน้ารับแล้วก้าวขาเดินนำเข้าไปในรถก่อนตามมาด้วยริว ทว่าก่อนที่เท้าของเด็กหนุ่มจะก้าวผ่านหน้าคนเปิดประตูรถริวกลับชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย ค้อมตัวลงต่ำแล้วหันไปสบตากับอีกฝ่าย

             

            “ขอบคุณครับ...”

             

            คำพูดเล็กๆน้อยๆนั้นทำเอาคนขับรถถึงกับชะงักไปเพราะไม่ค่อยมีใครก้มหัวขอบคุณเขาแบบนี้ เพียงเท่านี้ริวก็ก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนเบาะแถวถัดไปที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับธันวาแล้วขยับตัวเข้าชิดริมหน้าต่าง มือข้างหนึ่งยกขึ้นเท้าคางนัยน์ตาสีเข้มมองเหม่อออกไปนอกกระจกหน้ารถอย่างเงียบงันเหมือนครั้งก่อน

             

            ธันวาเหลือบมองท่าทางนิ่งๆของรุ่นน้องที่นั่งอยู่เบาะฝั่งตรงข้ามเงียบๆแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากทำลายความเงียบนั้น ไม่กี่อึดใจต่อมาล้อรถก็เริ่มหมุนและเคลื่อนตัวออกจากหน้าโรงเรียนเวชจุฬาลักษณ์

             

    ณคฤหาสน์จุฬาลักษณ์

             

            ประตูรั้วหน้าบ้านบานใหญ่เปิดแยกออกจากกันโดยอัตโนมัติรถตู้เคลื่อนตัวผ่านเข้ามาอย่างช้าๆ ก่อนจะจอดสนิทลงตรงลานกว้างหน้าคฤหาสน์ทั้งธันวาและริวก้าวเท้าลงจากรถสายลมยามเย็นพัดผ่านร่างโชยเอาความเงียบสงบของนี้มาต้อนรับทั้งสองก็เดินตรงเข้าไปด้านในทันที

             

            บรรยากาศภายในคฤหาสน์ยังคงเงียบเชียบเหมือนครั้งก่อนหน้าที่ริวเคยมาแสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟคริสตัลระย้าสะท้อนลงบนพื้นกระเบื้องลายหินอ่อนสีขาวผนังรอบด้านตกแต่งแบบเรียบง่ายทว่ากลับแฝงความหรูหรามีระดับช่วยให้บรรยากาศโดยรอบดูนุ่มนวลละมุนตา

             

            แต่... สำหรับริวแล้วไม่มีสิ่งใดในคฤหาสน์หลังที่จะดูเด่นไปกว่าปลอกแขนสีสภานักเรียนสีแดงที่ติดอยู่แขนซ้ายของรุ่นพี่ที่เดินนำอยู่ด้านหน้าอีกแล้วเพราะมันทำให้นึกถึงความทรงจำที่ดีและแย่ในเวลาเดียว แต่เขาก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านแล้วเดินตามหลังรุ่นพี่ไปตามทางเดินยาว

             

            เดินมาไม่ไกล ธันวาหยุดยืนอยู่หน้าห้องเก็บของห้องหนึ่งมือหนาผลักบานประตูออกเบาๆเผยให้เห็นภายในห้องที่อัดแน่นไปด้วยพร็อพตกแต่งงานขนาดใหญ่จำนวนมากรวมถึงต้นไม้ใบไม้ปลอมที่กองสุมกันอยู่

             

            ทันทีที่ริวก้าวขาตามเข้าไปกลิ่นอับและละอองฝุ่นหนาทึบที่ฟุ้งกระจายในอากาศก็ลอยเข้ามาเตะจมูกเข้าอย่างจัง

             

            “ฮัด... ชิ!” ริวรีบยกมือขึ้นปิดจมูกและปากของตัวเองเอาไว้แทบไม่ทัน

             

            ธันวาที่เดินตามเข้ามาเห็นท่าทางนั้นพอดีเขาขยับเข้าไปใกล้กองพร็อพแล้วลองเอื้อมมือไปปัดฝุ่นที่เกาะหนาเตอะออกเบาๆจนมันฟุ้งขึ้นมาทำให้ริวก็จามขึ้นอีกครั้ง

             

            “ฮะ… ฮัดชิ”

             

            ธันวาหันมอง “แพ้ฝุ่นเหรอริว”

             

            “ก็นิดหน่อยครับ... ไม่เท่าไหร่”ริวพึมพำตอบในลำคอ เสียงเริ่มอู้อี้

             

            “ห้องนี้ฝุ่นหนามาก งั้นน้องออกไปรอข้างนอกก่อนก็ได้เดี๋ยวพี่ยกออกไปให้” ธันวาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงนัยน์ตาฉายแววเป็นห่วงอย่างเจาะจง

             

            “มะ… ไม่เป็นไรครับผมช่วยดีกว่าจะได้เสร็จไวๆ”

             

            “ไหวแน่นะ”ธันวาเลิกคิ้วถาม พลางยืนกอดอกมอง

             

            “ผมไหวครับ”

             

            แม้ปากจะบอกว่าไหวแต่ก็จามออกมาอยู่เรื่อยๆไม่หยุด จนปลายจมูกเริ่มเป็นสีแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัดธันวาได้แต่ส่ายหัวเบาๆอย่างช่วยไม่ได้กับความรั้นของรุ่นน้องตรงหน้าแต่ลึกๆในใจกลับแอบเอ็นดู

             

            จากนั้นทั้งสองคนก็เริ่มลงมือช่วยกันยกขนพร็อพและของตกแต่งเหล่านั้นไปไว้ที่ท้ายรถตู้เหมือนครั้งก่อนเสียงฝีเท้าของคนสองคนดังสะท้อนก้องไปตามทางเดินหินอ่อนสลับเดินเข้าเดินออกอยู่หลายรอบจนกระทั่ง ของในห้องเก็บของถูกขนออกไปจนครบ

             

            “เสร็จซะที เฮ้อ...”ธันวาเปรยขึ้นพลางทิ้งแผ่นหลังพิงกับประตูท้ายรถ หอบหายใจเบาๆด้วยความเหนื่อยล้า

             

            “พร็อพพวกนี้สภาพมันอาจจะดูไม่ได้หน่อยแต่พอเอาไปถึงโรงเรียนเดี๋ยวค่อยให้พวกไอ้เบนซ์มาช่วยกันฉีดน้ำล้างฝุ่นออกน่าจะดูดีขึ้นเยอะ”

             

            “ก็... คงงั้นครับ”ริวตอบพลางซับจมูกที่ยังแดงอยู่

             

            ธันวาเหลือบมองสภาพรุ่นน้องสะบักสะบอมขำๆ“ช่างมันเถอะ เข้าไปนั่งตากแอร์เย็นๆในบ้าน จะได้หายเหนื่อย”พูดจบประธานหนุ่มก็เดินนำกลับเข้าไปด้านใน

    คล้ายกับเรื่องเด็กใหม่ ตอน การล้างแค้นของนักมายากล ที่คุณอ่าน

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828