Secret Dungeon

วันที่ 1

"โอว โอว โอวววว"
"ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ดินแดนแห่งการถือกำเนิดอันกระจ้อยร่อยของข้า" เสียงที่ฟังดูเป็นมิตรดังก้องขึ้น
"ครั้งนี้เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างงั้นหรือ ? เดี๋ยวก่อนนะข้าขอดูบันทึกเสียหน่อย"
"ฮืมมม..............ไม่มี..................ไม่มี....................ไม่มีอย่างงั้นรึ ?"
"นานมากทีเดียว เป็นเวลานานจนข้าเกือบจะจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไหร่กันที่มีเผ่าพันธุ์ใหม่ๆได้โอกาสเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ได้"
"ถือเป็นโชคดีของพวกเจ้าเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีบางคนถือกำเนิดขึ้นใหม่ในเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้า ถึงอย่างนั้นด้วยความต่ำต้อยของเผ่าพันธุ์เจ้าก็คงไม่มีใครรู้หรอกว่า เผ่าพันธุ์เจ้านั้นโชคดีมากขนาดไหน"
"เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะแนะนำพวกเจ้าอย่างเป็นทางการก่อนแล้วกัน ตัวข้ามีนามว่า อาบรัม เป็นเจ้าของดินแดนแห่งการถือกำเนิดแห่งนี้ ที่นี่จะมอบโชคลาภและวาสนาให้แก่ผู้มาเยือน ทั้งอาวุธ ยุทโธปกรณ์ พลังมากมายให้พวกเจ้าได้เลือกสรรค์ แต่สิ่งที่ดีที่สุดของที่นี่หาใช่สิ่งของเหล่านั้นไม่ การได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่ต่างหากคือสิ่งที่ทุกเผ่าพันธุ์ที่มาเยือนต่างต้องการ"
"เนื่องจากเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้ามาเยือนเป็นครั้งแรก และข้าคิดว่าพวกเจ้าคงไม่รู้ว่าการถือกำเนิดขึ้นใหม่อีกครั้งคืออะไร การถือกำเนิดขึ้นใหม่ คือการตายและเกิดขึ้นมาใหม่อย่างที่ชื่อของพวกมันได้บอกในตัวเองอยู่แล้ว หากถามว่าข้อดีของมันคืออะไร ? ข้ากล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่มีใครเคยผิดหวังกับมันมาก่อน"
"ข้าจะสาธยายให้พวกเจ้าฟังแล้วกัน ตั้งใจฟังให้ดีๆเพราะข้าจะพูดแค่รอบเดียว"
เสียงของวานรที่มีขนสีขาวทั่วทั้งตัวเงียบไปทันทีหลังจากที่บอกให้ตั้งใจฟัง ใช่แล้วเสียงและคำพูดทั้งหมดออกมาจากวานรตัวหนึ่งที่ยืนรออยู่ก่อนแล้วในบริเวณที่ทุกคนเข้ามาถึงในดันเจี้ยนพิเศษ มันมีขนาดตัวที่ทัดเทียมกันกับพวกเขา และมีท่าทางที่เป็นมิตรอย่างมาก ในสถานที่ที่พวกเขามาถึงมันเต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และมีขนาดที่ยาวอย่างมาก มันสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าจนไม่อาจมองเห็นยอดของมันได้ บรรยากาศมืดครึ้ม แต่ก็มีแสงรอดผ่านอยู่ทั่วบริเวณ ทำให้มองเห็นได้ไม่ต่างจากตอนกลางวันมากนัก
เสียงของวานรที่เรียกตัวเองว่าอาบรัม แฝงไปด้วยพลังบางอย่างจนทำให้ พวกเขาทั้งสิบคนต่างยืนฟังอย่างสงบ ไม่เว้นแม้แต่หลิน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องขัดหรือไม่ฟังในสิ่งที่วานรพูด ในเมื่ออีกฝ่ายมาดีและยังแนะนำตัวเองรวมไปถึงพวกเขาอย่างสุภาพ หากมีใครสักคนไม่พอใจ คงต้องทบทวนแล้วว่าใครกันแน่ที่เป็นปัญหา ?
"ข้อดีข้อที่หนึ่งของการถือกำเนิดใหม่และเป็นข้อสำคัญที่สุดคือ หากมีใครสักคนในเผ่าพันธุ์ของเจ้าถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง จะทำให้คนในเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้ามีโอกาสที่จะถือกำเนิดใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเผ่าพันธุ์ของเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมจนไม่มีเผ่าพันธุ์ใดที่จะมารังแกพวกเจ้าได้โดยง่ายอีกต่อไป"
"โดยโอกาสที่ข้าพูดถึงก็คือ ดินแดนแห่งการถือกำเนิดใหม่ แห่งนี้ เผ่าพันธุ์ของเจ้าจะมีโอกาสอย่างมากที่จะได้เข้ามาเพื่อรับโอกาสนั้น แต่จะเป็นที่แห่งนี้หรือไม่นั้นแล้วแต่โอกาสที่พวกเจ้าจะได้รับ เพราะดินแดนแห่งการถือกำเนิดใหม่นั้นมีอยู่มากมายนัก แต่ถึงแม้จะมีมาก มันก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีโอกาสได้เข้ามาจะได้ถือกำเนิดใหม่"
"ข้อดีข้อที่สองกับการถือกำเนิดใหม่นั้นคือพวกเจ้าจะได้รับพลังที่เหนือกว่าพลังทั้งหมดที่พวกเจ้าเคยครอบครองมาในชีวิตนี้ พลังบางอย่างเป็นสิ่งที่พวกเจ้าไม่อาจจิตนาการถึงมันได้ และสถานที่แห่งนี้พวกเจ้าก็มีโอกาสที่จะได้รับพลังเหล่านั้น แต่ก่อนหน้านั้นพวกเจ้าจะต้องถือกำเนิดขึ้นใหม่ให้ได้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าก็ไม่อาจใช้พลังเหล่านั้นได้"
"ข้อดีข้อที่สามคือร่างกายของพวกเจ้าจะถูกพัฒนาขึ้นอีกระดับ ความแข็งแกร่งทางด้านร่างกาย การตอบสนอง ความทนทานรวมไปถึงกระบวนการความคิดและการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว จะทำให้พวกเจ้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จนแทบจะกลายเป็นคนละคน สิ่งนี้หากไม่ได้รับรู้ด้วยตัวเอง คงจะอธิบายออกมาด้วยคำพูดยาก"
"ส่วนข้อสุดท้ายเป็นข้อที่สำคัญเช่นเดียวกับข้อที่หนึ่ง แต่ข้าจะบอกแก่คนที่สามารถผ่านเงื่อนไขของข้าและได้รับการถือกำเนิดใหม่เท่านั้น"
เมื่อได้ฟังสิ่งที่วานรอาบรัมอธิบายให้ฟัง ทุกคนต่างแสดงสีหน้าแตกต่างกันออกไป สำหรับเรื่องที่ได้ฟังนั้นแน่นอนว่ามันย่อมเป็นข่าวดีกับทุกคนมากกว่าที่จะเป็นข่าวร้าย และมันไม่ใช่แค่ข่าวดีธรรมดา สำหรับผู้ที่มีความสามารถมันย่อมเป็นข่าวที่ดีมากจนยอมแลกด้วยทุกสิ่งที่มีเพื่อให้ได้มันมา หากเรื่องนี้ถูกกลับไปบอกเล่า มันจะต้องกลายเป็นข่าวที่สั่นสะเทือนทั้งกองทัพอย่างไม่ต้องสงสัย
"มาด้วยกัน 10 คนงั้นรึ พวกมาครั้งแรกนี่มาน้อยจริงแฮะ" วานรอาบรัมหยิบบางอย่างคล้ายหนังสือขึ้นมาและใช้นิ้วของตัวเองจดบันทึก มันมองมาที่พวกเขาก่อนจะพูดขึ้น
"เดี๋ยวนะ พวกเจ้ามีคนที่ถือกำเนิดแล้วครั้งหนึ่งมาด้วยอย่างงั้นรึ ? ไม่เลวเลย ข้ากำลังต้องการคนอยู่พอดี"