***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ออฟซิเดียน]
“นี่มันเป็นการเที่ยวสวนสนุกชัด ๆ เลยไม่ใช่หรือยังไงดอง! ”
เรียกได้ว่าการผจญภัยของพวกเขาต่างกับของพวกฉันราวฟ้ากับเหว
“ฟังดูไม่มีอันตราย เจ้าสัตว์เฮเดสเองก็โง่กว่าที่คิด แถมอาการบาดเจ็บของไฮเจนกับแฟตยังเกิดจากอุบัติเหตุทำตัวเองเสียส่วนใหญ่ แสดงว่าที่โฮปแขนหักกับเยลโล่ที่โดนน้ำกรดลวกทั้งตัวมา ก็ไม่ต่างกันสินะดอง? ”
ฉันหันไปมองโฮปกับเยลโล่
ด้วยวิทยาการณ์ของพวกเรา บาดแผลแค่นั้นสามารถรักษาให้หายได้ภายในหนึ่งวันอยู่แล้ว
แต่ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นหรืออาการร้ายแรงเร่งด่วน พวกแพทย์มักจะเสนอให้ร่างกายรักษาด้วยตัวเองตามธรรมชาติมากกว่า
ดังนั้นโฮปกับไฮเจนจึงอยู่ในสภาพที่ต้องมีผ้าพันแผลเอาไว้
ส่วนเจ้าเยลโล่นั้น มันอยู่ในสภาพที่ผิวพรรณสมบูรณ์แบบไร้บาดแผล เพราะว่าได้รับการรักษาปลูกผิวหนังใหม่ทั้งหมด
ถ้าไม่บอกว่าโดนน้ำกรดลวกทั้งตัวมา ก็จะไม่มีทางรู้ได้เด็ดขาดดอง
สิ่งเดียวที่ต่างไปจากเดิม มีเพียงแค่หัวเกรียนเพราะถูกตัดหัวล้านมาในตอนรับการรักษาเท่านั้น
“เถียงไม่ออกเลยแฮะตรู”
โฮปพูดพึมพำเบา ๆ ออกมาด้วยใบหน้าของคนสำนึกผิด
“อย่ากล่าวหากันอย่างงั้นสิปิว! อันตรายนะมีแน่นอน! ปิว! ”
แต่เยลโล่โต้กลับด้วยน้ำเสียงที่ดุเดือด
ดูเหมือนคำพูดของฉันจะไปดูถูกศักดิ์ศรีบางอย่างของเขาเข้าให้ละมั้ง ดอง~
“งั้นก็เล่ามาได้เลย! ดอง~”
ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวจึงถูกส่งต่อจากซุนไกท์ไปเป็นเจ้าเยลโล่แทน
***เจ้าแห่งขาวลือ [เยลโล่ คาร์เนชั่น]
“จงฟังเรื่องราวการผจญภัยอันกล้าหาญของภูติสุดแกร่ง [เยลโล่ คาร์เนชั่น] คนนี้ซะปิว! ”
เรื่องราวมันมีอยู่ว่า---
---ให้ตายสิ ไม่น่าเชื่อว่าแฟตคนนั้นจะมาตกม้าตายเอาง่าย ๆ
ดูเหมือนตอนแรกเธอจะเข้าใจผิดไปเอง ว่า [รถไฟเหาะ] คันนี้ จะจอดที่อีกจุดใกล้ทางออกของสวนสนุก
แต่กลายเป็นว่ามันทำเพียงวิ่งร่อนไปทั่วสวนสนุก แล้วพากลับมาจุดเริ่มต้นเสียอย่างงั้น ปิว~
เอาเถอะ
สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง
แฟตคนฉลาดของพวกเราเองก็คงมีพลาดกันได้บ้างละนะ
สภาพของแฟตตอนนี้ คือกำลังนั่งตายซากด้วยความอับอายจากความผิดพลาดของตน อยู่ที่หัวมุมของลานเทียบท่ารถไฟเหาะละ ปิว~
“ฉันคนนี้… มาพลาดท่าง่าย ๆ กับของแบบนี้…. ขอตายดีกว่าค่ะ…”
ดูท่าจะเป็นหนักเอาการแฮะ
แถมพอมองไปรอบตัว ยังพบว่าแต่ละคนมีอาการที่ไม่สู้ดีเท่าไหรนัก
พรุนที่ยังคงเมารถไม่สร่าง
โฮปกับไฮเจนที่วิ่งไปคายอาหารเช้า (อ้วก) อยู่ตรงมุมของลาน
โทแพนที่ขาสั่นเป็นเจ้าเข้าอยู่ข้าง ๆ ไพไรต์
หน่อย… มีสาวน่ารักมาเกาะแบบนี้ แม่งน่าอิจฉาจริงวุ้ย!
ซุนไกท์ ชายกอลิล่าผู้ที่ดูขยาดรถไฟเหาะจนไม่กล้ายืนเข้าใกล้
วานาดิไนต์ที่ยังคงนั่งคาอยู่บนรถเพราะหมดสติไปแล้ว
“ [เครื่องกำลังจะออกตัว ขอให้ทุกท่านรัดเข็มขัดด้วยค่ะ] ”
เสียงของเครื่องเล่นดังขึ้นมาจากลำโพงที่ติดอยู่กับเสา
ลำโพงของอารยะธรรมนี้ประหลาดมาก เพราะมันใช้แค่เส้นด้ายบาง ๆ สีดำเพียงเส้นเดียว ขึงจากบนลงล่างตามความยาวของเสาในการให้เสียงออกมาเท่านั้น
ว่าแต่รถไฟเหาะกำลังจะวิ่งออกไปอีกรอบอย่างงั้นหรือปิว?
“อ๊ะ? ”
พี่หมีของพวกเรากลับมามีสติอีกครั้งในระหว่างที่รถเริ่มวิ่งออกไป
“เดียวก่อน! ขอลงไปก่อน! ข้าไม่เอาอีกรอบ ไม่อ้าววววววว! ”
เขากรีดร้องลั่นเลย ปิว~
เป็นผู้ชายตัวใหญ่แท้ ๆ แต่ทำเป็นขี้ขลาดไปซะได้ปิว
สู้เราไม่ได้เลยนะ ของแค่นี้ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลยปิว~
แบบนี้คงมีแต่เราที่ทุกคนสามารถพึ่งพาได้สินะ ปิว~
เพราะทุกคนไม่อาจทำหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่มได้แล้วยังไงละ!
ในตอนที่คิดเช่นนั้น ก็เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้น
มีเฮเดสขนาด 5 เมตร ตัวหนึ่ง ถูกจาฝูงขนาด 15 เมตร ซัดลอยขึ้นท้องฟ้ามากระแทกใส่เสาค้ำของรางรถไฟเหาะ
ดูเหมือนว่าจะเกิดสงครามขนาดย่อมระหว่างพวกมัน เพื่อแย่งชิงสิ่งของที่ทอประกายแสงอยู่ในสวยสนุกแห่งนี้
ร่างสีขาวของเฮเดสกระทบกับผิวเสาเหล็กสีเทาจนเกิดเป็นรอยยุบ แล้วตามมาด้วยเสียงของโครงสร้างที่ล้มตัวลงมาราวกับเป็นโดมิโน่
เส้นทางได้ขาดลงกลางคัน พร้อมกับที่รถไฟเหาะพุ่งดิ่งลงพสุธาอย่างน่ากลัว
“แวกกกกก! ”
เสียงของพี่หมีกรีดร้องดังลั่นอย่างน่าสงสาร ก่อนจะเงียบหายไปท่ามกลางกลุ่มควันจากการถล่มลงมาของโครงสร้างเมื่อกี้นี้
“ทุกคน รีบไปช่วยพี่หมีของพวกเราเร็ว! ปิว~”
เราตัดสินใจทำหน้าที่เป็นผู้นำกลุ่มด้วยการสั่งการออกไปก่อนใคร
ปีกภูติของเราถูกกางออกกว้าง แล้วเตรียมทำการโบยบินออกไปในทันทีที่สั่งการเสร็จ
“เดียวก่อนเยลโล่ พวกเราบินไม่ได้นะเฟ้ย! ”
“เออ ลืมไปเลยแฮะ ปิว~”
โฮปรีบวิ่งเข้ามารั้งตัวเราเอาไว้ ไม่ให้บินออกไปจากลานเทียบท่ารถไฟ
“ช่วยไม่ได้แฮะ งั้นวิ่งไปก็ได้ ปิว~”
ดังนั้นจึงเปลี่ยนแผนมาวิ่งด้วยเท้าแทน
พวกเราเริ่มออกตัววิ่งลงไปชั้นล่างกันอย่างรวดเร็ว
"ท่านโนอาร์ ท่านกลัทโทนี่ย์ พอจะมีเส้นทางลัดไปตรงนั้นไหมครับ!? "
ไพไรต์หันไปถามน้องเมดสุดสวยในตอนที่มาถึงชั้นล่างสุด
"เชื่อมต่อข้อมูลกับระบบควบคุมเตาที่ 3… อยู่ทางนั้นค่ะนายท่าน"
เมดแมวสีเงินตอบบุรุษสิงโตด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น แล้วใช้นิ้วที่เรียวบางเต็มไปด้วยขนฟูหลังมือ ชี้ไปทางเครื่องเล่นที่อยู่ทางด้านขวามือของพวกเรา
มันเป็นเครื่องเล่นที่แปลกตามาก ปิว~
มันมีวงแหวนโลหะหนาหนึ่งเมตร กำลังลอยตัวสูงประมาณแปดเมตรอยู่เหนือแท่นบางอย่างที่มีสีขาว
วงแหวนนั้นถูกออกแบบให้มีผิวแข็งกระด้าง มีขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางภายในราวสิบเมตร และมีแสงสีแดงแทรกตามผิวสีดำของมัน
เป็นการออกแบบที่ให้ความรู้สึกของเครื่องจักกลดุดันน่ากลัว และให้ความรู้สึกที่ล้ำสมัยในเวลาเดียวกัน
"วิ่งไปที่แท่นสีขาว แล้วจิ้มตำแหน่งลงบนแผนที่ค่ะ เดียวมันจะส่งท่านไพไรต์ไปที่หมายเองค่ะ"
"อืม? "
หนูทดลองยาคนแรกคือไอหน้าหล่อสิงโต
เขาเดินขึ้นแท่นสีขาวด้วยความสงสัย
เมื่อรองเท้าผ้าใบของเขาเหยียบลงบนแผ่นสีขาวตรงพื้น แท่นนั้นก็ส่องเส้นแสงสีแดงเจิดจ้าขึ้นมารอบตัว
เส้นแสงสีแดงที่ก่อตัวขึ้นมานั้น เริ่มรวมตัวกลายเป็นภาพแผนที่สามมิติขึ้นมาตรงหน้าของเขา
"สุดยอด… สมกับเป็นดินแดนของเทพเจ้า… "
ไพไรต์พึมพำออกมาอย่างชื่นชม
แต่สำหรับเราแล้ว มันก็แค่ภาพโฮโลแกรมเท่านั้นเอง ปิว~
ไพไรต์ใช้นิ้วจิ้มลงบนจุดที่พี่หมีร่วงลงไป
แล้วทันใดนั้น…
" [พร้อมเคลื่อนย้าย ขออวยพรให้ผู้เล่นตื่นเต้น ระทึกใจและสนุกสนานค่ะ] "
ก็มีเสียงชวนน่ากังวลเช่นนั้นเกิดขึ้น
ถึงจะเห็นเราเป็นแบบนี้ แต่วิชาภาษานี่เราติดท๊อปของรุ่นเลยนะเออ~
เราพูดได้ทุกภาษา แถมภาษาของชนเผ่าท้องถิ่นยังเข้าใจง่ายกว่าภาษาอังกฤษของเผ่ามนุษย์อีก
"เดียว---"
เสียงของพี่สิงโตปลิวหายไปกับสายลม
ร่างสีทองของเขาถูกวงแหวนจักกลลอยฟ้าดูดขึ้นไปอย่างรุนแรง
มันดูดแล้วดีดตัวเขาไปที่อีกวงซึ่งลอยห่างออกไปราวสิบเมตรในอากาศ แล้วถูกดีดออกไปอีกรอบสู่วงถัดไป
เขาถูกกระทำซ้ำเช่นนี้ติดต่อกัน จนดูเหมือนว่ากำลังบินไปในอากาศ ผ่านรูตรงกลางของวงแหวนจักกลเหล่านั้น
"$###$! "
ชายสิงโตกรีดร้องไม่เป็นภาษา
ร่างขนฟูสีทองวิ่งตัดผ่านอากาศต่อเนื่อง วาดเป็นเส้นโค้งสวยงาม แล้วตกลงไปที่หมายซึ่งห่างออกไปไกลเกินขอบเขตที่สายตาจะมองเห็นแล้ว
เพราะเห็นว่าดูตลกดี เลยใช้กล้องแอบบันทึกภาพของยอดบุรุษสิงโตนั้นเอาไว้อย่างเงียบ ๆ
เดียวกลับไปแล้ว เอาไปตั้งกระทู้เล่นทีหลังดีกว่า ฮิ ฮิ ฮิ
" [เชิญท่านต่อไปค่ะ] "
เสียงของเครื่องเล่นดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง
"... นี่เขาทำเป็นเครื่องขนส่งดี ๆ ไม่เป็นหรือยังไงกันคะ? "
แฟตที่อยู่ในสภาพสองขาสองแขนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวัง
เนื่องจากเผ่ามนุษย์มดมีหกขา และพวกเขาสามารถใช้ขาแมลงเหล่านั้นแทนแขนได้ทั้งหมด เลยทำให้ปกติเห็นว่ายืนสองขาและมีสี่แขนกัน
ดังนั้นจึงไม่แปลก ที่ต่อให้ขาขาดสองข้างไปแล้ว จึงยังเห็นเธอเดินไปมาได้อย่างปกติแบบนี้
"งั้นตาต่อไปขอเป็นเรานะ ปิว! "
เพราะไม่มีใครลองของต่อจากไพไรต์ เราเลยอาสาเองเสียเลยปิว
เราขึ้นไปบนแท่น แล้วใช้นิ้วจิ้มลงไปบนโฮโลแกรม
" [ที่หมาย สวนน้ำดอกบัวค่ะ] "
"ปิว? "
จิ้มผิดที่ซะอย่างงั้น
"โอ๊ววว! "
พอรู้ตัวอีกที ภาพรอบตัวก็เป็นเส้นแสงไปแล้ว
ความรู้สึกที่ถูกแรงดึงดูดจับเหวี่ยงกลางอากาศนั้น ช่างเร้าใจอย่างบอกไม่ถูก
สายลมพุ่งปะทะผ่านใบหน้าอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกที่เรากับชีวิตถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย
หัวใจที่เต้นเร็วขึ้นจนปีกภูติส่องแสงสว่างอย่างรุนแรงออกมา
"มันโว้ย! ฮะ ฮะ ฮะ! "
มันเป็นความรู้สึกที่สนุกอย่าบอกใครเลยละปิว!
"ตรงนั้นคือแท่นจอดสินะปิว? "
การถูกจับเหวี่ยงด้วยแรงดึงดูดเริ่มช้าลง จนภาพรอบตัวกลับมาเป็นปกติ
แท่นสีขาวขนาดใหญ่ที่มีวงแหวนแสงสสีแดงได้มาปรากฏขึ้นตรงพื้นดินข้างหน้า
มันเป็นแท่นจอดที่ตั้งบนใจกลางทะเลสาบ---
*เปรี๊ยง! *
มีเฮเดสขนาด 5 เมตร ตัวหนึ่งกระโจนขึ้นมาจากผิวน้ำด้านข้าง
มันกระโจนตัวได้สูงอย่างน่าทึ่ง แล้วใช้ขากรรไกรอันแข็งแกร่งกัดวงแหวนจักกลตัวสุดท้ายก่อนถึงแท่นจอด แล้วลากวงแหวนนั้นกลับลงไปในทะเลสาบด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
เออ… นั่นไม่ใช่ของ ๆ แกนะเฟ้ย!
ไม่มีวงแหวนวงสุดท้ายสุดท้าย แล้วแบบนี้จะพุ่งลงไปที่ไหนกันละเนี่ย?
"แว๊กกกกก! "
ปลายทางที่ไร้การควบคุมคือทะเลสาบที่เต็มไปด้วยดอกบัวสีดำสวยงาม
ต่อให้พยายามใช้ปีกภูติควบคุมการลอยตัวแค่ไหน ก็ไม่อาจต่อต้านแรงเฉื่อยที่เหลือจากการเหวี่ยงออกมาเมื่อกี้ได้
“อั๊ก! ”
ร่างกายของเรากระแทกเข้าใส่ใจกลางของดอกบัวใบหนึ่งเต็มแรง
คลื่นทะเลสาบแตกตัวออกสาดกระเซ็นขึ้นสูงเป็นกำแพงน้ำราวสี่เมตร
ทั้งที่รุนแรงขนาดนี้ แต่ร่างกายของเรากับดองบัวสีดำ กลับไม่มีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นเลย
ราวกับว่าดอกบัวดอกนี้คอยช่วยดูดซับแรงกระแทกทั้งหมดเอาไว้ให้แทนแล้ว
“รอดตายแล้วปิว…”
เราคิดเช่นนั้น
แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่
“อ๊ะ? ”
ระยางปลายแหลมรอบเกสรมันทิ่มลงมาบนร่างกายของเรา
เจ็บ ๆ ๆ!
มันแทงทะลุคอ แขน กับขา จนเลือดไหลลงมาเป็นสาย
กลีบดอกบัวสีดำหุบปิดลงจนโลกทั้งใบนั้นมืดมิด
ของเหลวที่ร้อนระอุจำนวนมากเริ่มถูกเติมถ่ายเข้ามาข้างในดอกบัว
รู้สึกว่าผิวทั้งร่างถูกแผดเผา กัดกร่อน
เป็นความเจ็บปวดที่สุดจะบรรยายได้
นี่เรากำลังจะตายเช่นนั้นหรือปิว?
เรามีความฝันหนึ่งที่อยากทำก่อนตาย
นั่นคือการกอดผู้หญิงสวย ๆ สักครั้งในชีวิตละ ปิว~
เพราะแบบนี้ เราจึงจะมาตายตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาดปิว!
จงเค้นพลัง!
ถ้าหากว่าพลังมีไม่พอ ก็จงแผดเผาร่างกายด้วยพลังใจของตัวเองซะ!
นึกถึงภาพงดงาม (18+) ของหญิงสาวเผ่ามนุษย์เผ่ายักษ์ เผ่าภูติที่เก็บเอาไว้ในคอมซะสิ!
จงนึกถึงงานวาดภาพโดจินของสาว ๆ หูสัตว์ (18+) ที่เก็บเอาไว้ในคอมซะสิ!
เจ้ายังไม่ได้เปิดดูสักรูปเลยนะเยลโล่!
“ย๊ากกกกกก! ”
ปีกภูติทั้งสองของเราส่องแสงเจิดจ้าออกมาเป็นสีทอง
เส้นผมสีเงินได้ฉับพลันเปลี่ยนเป็นสีทองคำสุกสว่าง
ปีกภูติที่โปรงแสงถูกย้อมไปด้วยทองคำส่องประกายแสง
นี่มัน… ร่างของ [ภูติในตำนาน-ซุปเปอร์ภูติ] เช่นนั้นหรือปิว!?
รู้สึกได้เลยว่าทั่วทั้งร่างกายกำลังเปี่ยมไปด้วยพลังงานจำนวนมาก
“ควบคุมประกายไฟฟ้า! ”
สิ่งแรกที่เราทำ คือการใช้ปีกภูติควบคุมอากาศโดยรอบเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า
ควบคุมอุณหภูมิ มวลน้ำ อากาศ ให้ทั้งหมดเสียดสีกันอย่างรุนแรงจนเกิดเป็นประจุไฟฟ้า
ประจุบวกกับลบที่ต่างกันสุดขั้วได้ถือกำเนิดขึ้น และเริ่มส่องเป็นกระแสไฟฟ้าออกมารอบตัวของเรา
“ซุปเปอร์ภูติขั้นที่ 2! ปิว! ”
พลังที่ระเบิดออกมานั้น ทำให้กลีบของดอกบัวแตกกระจายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ร่างของเราที่ถูกหุ้มไปด้วยกระแสไฟฟ้านั้น กำลังลอยตัวขึ้นสูงอยู่ ณ ใจกลางทะเลสาบ
“นั่นมัน! ”
เมื่อเบนสายตามองออกไป ก็พบว่าพรรคพวกของตนเองกำลังถูกพวกเฮเดสล้อมเอาไว้ โดยมีตัวจ่าฝูงรวมอยู่ในนั้นด้วย
พวกเขาต่างบาดเจ็บหนัก และเริ่มหมดแรงที่จะต่อกรศัตรูจำนวนมากตรงหน้า
ดังนั้นเราจึงรวมพลังเอาไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของตนเอง
“พลัง-”
ประกายไฟฟ้าจำนวนมากถูกรวบรวมเอาไว้ในฝ่ามือทั้งสองข้างจนเกิดเป็นพลังงานมหาศาลสีทองขนาดใหญ่
คลื่นพลังงานไฟฟ้านั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่ายี่สิบเมตร
“-มหาคลื่นอสนีบาต! ”
สายฟ้าสีเหลืองทองขนาดใหญ่กว่ายี่สิบเมตรสองเส้นถูกยิงออกมาจากฝ่ามือทั้งสองข้าง
เสียงระเบิดกัมปนาทดังกึกก้องราวกับว่าโลกทั้งใบจะปริแตก
ทุกสิ่งทุกอย่างถูกย้อมไปด้วยแสงสีทองอร่ามงดงาม
ลำแสงอันไร้เหตุผลได้กวาดทุกสิ่งตรงหน้า
กวาดทุกสิ่ง… สู่โลกแห่งความตาย
ร่างของเฮเดสที่ใหญ่โตถึง 15 เมตร ถูกแสงสีทองนั้นกลืนกินหายไปจากโลก
ไม่มีสิ่งใดที่รอดจากการโจมตีนั้นของเราไปได้---
--- “และด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงปลอดภัยด้วยพลังของเรายังไงละปิว! ”
“เยลโล่สุดยอดไปเลยดอง! ”
ลิลลี่ดูประทับใจกับเรื่องเล่าของเรามากทีเดียว
เยี่ยม! ดูท่าจะสร้างคะแนนความนิยมจากเธอได้มากเลยทีเดียว ปิว~
แต่ว่า…
“โกหกหน้าด้าน ๆ เลยนะแก”
“อย่าไปเชื่อนะคะ”
เจ้าพวกคนที่เหลือดันไม่ช่วยรับมุขตามนี่สิปิว…
“โกหกหรือ? ดอง? ”
ลิลลี่หันไปถามพรุนด้วยใบหน้าที่ไร้เดียงสา
เป็นใบหน้าที่น่ารัก ที่ทำให้หัวใจของเราหวั่นไหวเสมอทุกครั้งที่เห็นตั้งแต่เข้าเรียนวันแรกแล้ว
“ความจริงคือหลังจากที่เยลโล่จิ้มแผนที่ผิด แล้วถูกดอกบัวเฮเดสจับกิน พวกเราก็ต้องแยกเป็นสองกลุ่มเพื่อไปช่วยเขาออกมากัน โดยที่พวกไพไรต์ไปช่วยวานาดิไนต์ออกมาจากซากรถไฟเหาะ ส่วนพวกเราไปช่วยเยลโล่ออกมาจากดอกบัวค่ะ”
พรุนแฉเราออกมาเช่นนั้น
“มันไม่มีหรอก ที่ว่าโดนฝูงเฮเดสล้อมนะ เจ้าพวกเต่างี่เง่ามันเอาแต่สู้กันเองกับจ่าฝูงอยู่ พวกเราเลยสบายไปเลย ส่วนเจ้าเยลโล่นะ นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังต้องมาลำบากพรุนช่วยแบกมันเพราะมันสลบไม่ได้สติไปตั้งแต่ตอนนั้นนะ”
ก่อนจะถูกซ้ำจมดินด้วยคำพูดของโฮป
“ลำบากแย่เลยนะดอง”
“ใช่ ลำบากมากเลยละ”
ดวงตาสีมรกตใต้แว่นสายตาของลิลลี่ได้กลายเป็นสายตาที่กำลังเวทนาให้กับบางสิ่งบางอย่างไปแทนแล้วละปิว…
ให้ตายสิ อุสาคิดว่าจะใช้โอกาสนี้เรียกคะแนนความนิยมมาจากเธอสักหน่อยแท้ ๆ เชียว
ลูกครึ่งภูติที่หน้าตาสวยงาม เก่ง รวย ร่าเริง ขี้แกล้งคน ยิ่งหายากอยู่ด้วยนะปิว
พรุนกับโฮป… หน่อย… ไม่ช่วยตบมุขแต่ยังบังอาจมาแฉความจริงของเราอีก!
ก็ได้ งั้นรอให้ถึงคืนนี้ก่อนเถอะพวกเอ็ง รับรองสนุกแน่นอน ปิว~
วะ ฮะ ฮะ ฮะ!