หลังจากหลับไปด้วยหัวใจหนักอึ้งหนึ่งราตรี
เช้าวันรุ่งขึ้นหัวใจของฉิงเฟิ่งก็คล้ายมีหินก้อนโตโยนลงมาถมเพิ่มก้อนแล้วก้อนเล่า บุรุษแปลกหน้าที่นางไม่รู้จักกระทั่งชื่อยังคงจำอะไรไม่ได้อยู่เช่นเดิม ดวงตากระจ่างใสจ้องนางตาไม่กะพริบ
“เ้าบอกว่า..เ้าทำให้ข้าเป็เช่นนี้”
นางพยักหน้า แม้จะไม่ได้มีเจตนา แต่ถึงอย่างไรนางก็ทำให้เขากลายเป็เช่นนี้ ในใจจึงรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
“ข้าไม่รู้ว่าท่านเป็ใคร เหตุใดจึงมาอยู่ในป่าโลหิต ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวท่านเลย แต่ข้าก็ไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่ได้นาน”
“ความหมายของเ้าคือ?”
“สามวัน หากสามวันนี้ไม่มีคนออกตามหาท่าน ไม่มีคนรู้จักของท่านโผล่มา ข้าจะไปทันที และจะพาท่านไปด้วย”
ไม่แน่ว่าระหว่างทางอาจจะมีผู้ใดรู้จักเขา แต่ถ้าไม่มี หากนางเสร็จธุระที่หอเฟิงฟู่แล้วจะลองพาเขาไปสำนักโอสถสักครา ที่นั่นมีหมอเทวดาผู้เลื่องชื่ออยู่ การฟื้นความจำของเขาคงไม่หมดหนทางเสียทีเดียว
“หากข้าจำไม่ได้ไปชั่วชีวิตและไม่มีผู้ใดตามหา เ้าจะทำอย่างไร”
ฉิงเฟิ่งเงยหน้าไปสบตากับดวงตาสีนิลที่มองนางอยู่ก่อนแล้ว
“วางใจเถอะ หากทั้งชีวิตนี้ท่านไม่อาจจำได้ ตราบใดที่ท่านยัง้าข้า ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งท่าน”
หนึ่งคำมั่นถูกเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่ากลับหนักแน่นดังภูผา ั์ตาคมพลันปรากฏประกายประหลาดวูบผ่าน
“เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว” เสียงทุ้มกระซิบแ่เบา
นี่ แล้วจะเรียกเขาว่าอะไรเล่า
คำพูดของเสี่ยวหยวนเตือนฉิงเฟิ่งให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ นางเงยหน้าจากผลไม้ในมือไปถามบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้าม เหลือบมองหมั่นโถวเย็นชืดที่ถูกแตะต้องไปไม่ถึงครึ่งแวบหนึ่ง
“ข้าควรเรียกท่านว่าอะไร”
“แล้วแต่เ้าเถอะ”
นางมองเขาอย่างครุ่นคิด ไม่นานก็นึกได้ชื่อหนึ่ง
“หยางิดีหรือไม่”
“หยางิ…” เปลือกตาสีซีดหลุบลง “..ชื่อนี้ดียิ่งนัก”
เมื่อตกลงเื่ชื่อเรียบร้อย นางก็ออกไปหาผลไม้ป่ามาเพิ่ม ปล่อยให้หยางิอยู่กับเสี่ยวหยวนที่เอาแต่โอดครวญเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ชื่อของตนจนนางปวดหัว ชื่อเสี่ยวหยวนไม่ดีตรงที่ใดกัน นางกลับเห็นว่าเหมาะกับเ้าตัวกลมยิ่งนัก
อีกหนึ่งอย่างที่นางรับรู้เกี่ยวกับเสี่ยวหยวนคือมันไม่สามารถพูดออกเสียงได้ ทำได้เพียงสื่อสารทางจิตเท่านั้น หากอยากพูดกับผู้ใดก็แค่ส่งเสียงให้คนผู้นั้นได้ยินเพียงคนเดียวแบบที่ทำกับนาง เ้าตัวน้อยยังคุยโวอีกด้วยว่าเป็เพราะมันอยู่ในร่างนี้ จึงไม่อาจแสดงความสามารถที่แท้จริง หากเป็ร่างเดิม พูดให้คนทั้งเมืองไฉ่หงได้ยินยังนับว่าเป็เื่เล็กน้อยที่มันสามารถทำได้
เป็อีกครั้งที่เสี่ยวหยวนพูดเหมือนร่างนี้หาใช่ร่างที่แท้จริงของมัน ทว่ายังไม่ทันได้ถามให้กระจ่าง หยางิก็ได้สติเสียก่อน บทสนทนาจึงถูกทิ้งค้างไว้เช่นนั้น
แม้ยังรู้สึกค้างคาใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเทียบกับเื่ที่นางทำคนความจำเลอะเลือนแล้ว เื่นี้ไม่จำเป็ต้องรีบร้อนนัก ยังมีเวลาอีกมากให้ถามไถ่
พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสามวัน
บริเวณใกล้ไกลยังคงไร้เงาของมนุษย์คนอื่นนอกจากนางกับหยางิเช่นเดิม ดังนั้นเช้าตรู่วันที่สี่ ฉิงเฟิ่งจึงออกเดินทางต่อ นางตั้งใจจะไปที่แคว้นโจวก่อน นำสมุนไพรบางส่วนไปขายให้ร้านขายสมุนไพรหรือไม่ก็ร้านขายโอสถ จากนั้นก็ก็ค่อยหารถม้าสักคัน หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด อย่างเร็วนางจะไปถึงแคว้นเหลียงภายในครึ่งเดือนอย่างช้าหนึ่งเดือน ถึงตอนนั้นอายุครรภ์ของนางก็คงราว ๆ สามเดือน ยังมีเวลาเตรียมหลายสิ่งหลายอย่างไว้รอชีวิตน้อย ๆ ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้น
หลังจากเดินทางได้สี่วันอย่างราบรื่นไร้สัตว์อสูรรบกวน ไม่คาดคิดว่าวันที่ห้าความสงบจะถูกทำลายลง
“อ๊ากกกกกกก”
เสียงกรีดร้องดังแทรกความเงียบสงัด พวกฉิงเฟิ่งที่กำลังนั่งพักพลันลุกขึ้นยืนขึ้นพร้อมกัน เสี่ยวหยวนะโผลุงหูตั้งชัน
ข้าไม่ได้ยินเสียงสัตว์อสูร
ฉิงเฟิ่งขมวดคิ้ว ไม่ว่าเบื้องหน้าจะเป็สิ่งใด ด้วยกำลังของนางมีแต่ต้องหลีกเลี่ยง ในท้องนางมีหนึ่งชีวิต อีกทั้งยังมีหยางิที่ไม่แน่ว่าจะใช้วรยุทธได้ ทะเล่อทะล่าเข้าไปย่อมไม่ส่งผลดี
ทว่านางช้าไปก้าวหนึ่ง
ตุบ!
“อึก..ชะ ช่วย…อ่อก!”
ร่างหนึ่งลอยละลิ่วมาตกลงเบื้องหน้านาง มือเปื้อนเืพยายามเอื้อมมาหา ร้องขอให้ช่วยเสียงกระท่อนกระแท่นก่อนจะกระอักเืออกมาคำโต สิ้นใจไปทั้งที่ตาเหลือกค้าง ปลายนิ้วเปื้อนเืหยุดห่างจากปลายเท้านางเพียงหนึ่งฉื่อ
เสียงบางอย่างดังแหวกอากาศตรงมาที่นาง
ฉิงเฟิ่งพลิ้วกายหลบทันท่วงที มีดสั้นในมือฟันสวนกลับไปฉับไวและแม่นยำ บนพื้นมีปลายของเถาวัลย์เส้นหนึ่งหล่นอยู่
เถาวัลย์กินคน!
เสียงของเสี่ยวหยวนดังขึ้นพร้อม ๆ กับที่มีเสียงลมถูกบางอย่างตัดผ่านอีกครั้ง เถาวัลย์เส้นหนาพุ่งมาหานางสี่เส้นพร้อมกันราวกับเกาทัณฑ์ที่ถูกยิงมาจากสี่ทิศ
ฉิงเฟิ่งเหินร่างขึ้นไปในอากาศ หยิบแส้ในแหวนมิติออกมาแล้วหมุนตัวตวัดแส้ในมือออกไป ปลายเถาวัลย์สี่เส้นขาดสะบั้นลงพร้อมกัน ห่างออกไปไม่ไกลพลันมีเสียงหวีดแหลมของอะไรบางอย่างดังเสียดแทงเข้าไปในโสตประสาทก่อนจะเงียบไป นางทิ้งตัวลงไปยืนบนพื้น เอียงหูสดับฟัง ทว่ากลับไม่ได้ยินเสียงใดเลย กระทั่งลมก็ยังไม่มี
ทันใดก็มีเสียงใบไม้ขยับเสียดสีราวกับถูกพายุโหมกระหน่ำทั้งที่ลมยังคงนิ่งสนิทดังมาจากรอบทิศ นางยังไม่ทันขยับกาย เอวก็พลันถูกมือหนึ่งเกี่ยวไว้
เป็หยางิที่เหินร่างพานางขึ้นมาทันท่วงที เมื่อมองลงไปในใจก็พลันหนาวเยือก พื้นดินที่นางเคยยืนบัดนี้เต็มไปด้วยเถาวัลย์นับร้อยพุ่งมาจากทุกทิศทางจนมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเส้นเถาวัลย์ยั้วเยี้ย ฉิงเฟิ่งเผลอยกมือขึ้นจับที่ท้องอย่างลืมตัว เมื่อครู่แม้จะเพียงแวบเดียว แต่นางเห็นว่าบนร่างของชายผู้เคราะห์ร้ายคนนั้นมีรูขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้าอก คงเป็ฝีมือของเถาวัลย์พวกนี้เป็แน่
“เผา”
ข้างหูได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยหนึ่งวาจา เบื้องล่างพลันแปรเปลี่ยนเป็ทะเลเพลิง ปลายเถาวัลย์ที่พุ่งตามขึ้นมาหงิกงอดิ้นพล่านกลืนหายไปในเพลิงไฟ
เดี๋ยว…
“เสี่ยวหยวนเล่า”
ข้าอยู่นี่ เ้าบอกให้เขาจับจ้าดี ๆ ได้หรือไม่ คอข้าจะหลุดอยู่แล้ว
ฉิงเฟิ่งถอนใจอย่างโล่งอก นางนึกว่าเ้าตัวน้อยจะกลายเป็หมูย่างไปเสียแล้ว
หยางิเหินร่างผ่านต้นไม้ต้นแล้วต้นเล่า ก่อนจะทิ้งตัวลงไปหยัดยืนอยู่บนพื้นดินใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งอย่างนุ่มนวล แขนที่โอบรอบเอวนางผละออกไป เสี่ยวหยวนเองก็ถูกปล่อยเช่นกัน ดวงตากลมโตของมันถลึงมองหยางิอย่างมุ่งร้าย แต่บุรุษหนุ่มหาได้สนใจมันไม่
“เมื่อครู่ท่านใช้เคล็ดวิชาอะไรหรือ ร้ายกาจนัก” ฉิงเฟิ่งเอ่ยถามเสียงเรียบ ความสงสัยในใจยากจะปล่อยผ่าน
“เป็เพียงค่ายกลธรรมดา”
“ท่านจำสิ่งใดเกี่ยวกับตนเองไม่ได้เลย แต่กลับใช้ค่ายกลได้คล่องแคล่วเช่นนี้ไม่นับว่าประหลาดหรือ” นางจ้องเขานิ่งงัน ไม่ยอมละสายตาไปจากใบหน้านั้น ตั้งใจเก็บทุกรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผ่านตา
ั์ตาสีนิลมองสบประสานกับนางไม่ถอยหนี
“ข้าเพียงจำเื่เหล่านี้ได้เลืองราง มันผุดขึ้นมาตอนที่เห็นเถาวัลย์พวกนั้น”
จ้องตากันอยู่ครู่หนึ่งก็เป็นางที่รั้งสายตากลับมาก่อน ไม่มีเหตุผลอะไรที่คนผู้นี้ต้องโกหกนาง
ทว่า..ไม่เห็นใช่ว่าจะไม่มี เพียงแต่ตอนนี้นางไม่หลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าเขาโกหก ในเมื่อเขายืนยันว่าไม่ได้ทำ นางจะเอาสิ่งใดไปแย้งได้เล่า หากเขามีจุดประสงค์ที่เข้ามาอยู่ใกล้นางจริง วันหน้าย่อมไม่อาจปิดต่อนางได้แน่
ใต้หล้าไม่มีความลับ
แม้แต่เื่ของนางเอง ไม่ช้าไม่เร็วก็ต้องถูกล่วงรู้เข้าสักวัน
เื่ของหยางิก็เช่นกัน
“ขอบคุณท่านที่ช่วยชีวิต บุญคุณนี้อย่างไรข้าต้องตอบแทนแน่”
นางก้มศีรษะของคุณเขาจากใจจริง เื่ที่เคลือบแคลงก็อีกเื่ เื่ที่นางรอดชีวิตมาได้เพราะเขามีส่วนช่วยก็เป็อีกเื่
“คำพูดนี้เ้าไม่จำเป็ต้องพูด”
ฉิงเฟิ่งส่ายหน้า “สำหรับข้า คำพูดนี้ไม่พูดไม่ได้”
“เช่นนั้นข้าเองก็-”
เอ่ยได้เพียงเท่านั้นหยางิก็หยุดวาจา ดวงตาคมจ้องเขม็งไปด้านหลังนาง เสียงคล้ายใบไม้ถูกบางสิ่งเหยียบย่ำดังขึ้นแ่เบา กลิ่นคาวโลหิตลอยมาเตะจมูก นางหมุนตัวไปยังทิศทางของเสียง กระชับแส้ในมือที่ยังไม่ได้เก็บเข้าแหวนมิติไว้แน่น
ท่ามกลางเงาดำของแมกไม้ ร่างหนึ่งปรากฏกายขึ้น
_______________
น้องเฟิ่งกล่าว อะไรอีกกกกกกกกกก ส่วนเ้าตัววุ่นวายก็เกือบละ เกือบกลายเป็หมูย่างแล้วมั้ยล่ะ
น้องเฟิ่งไม่ได้โง่นะทุกคน ถ้าน้องโง่น้องคงไม่มานั่งสงสัยระแวดระวังแบบนี้ เพียงแต่เราไม่สามารถใช้ความรู้สึกไปกล่าวหาใครได้ คนมันโกหก ถ้าจะจับให้ได้หลักฐานต้องแน่นแบบดิ้นไม่หลุด ส่วนหยางิโกหกจริงไหม มีแผนจริงหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่รู้วววววววว