โอวหยางเพ่ยเพ่ยลงมือขุดรากโสมคนอย่างระมัดระวัง ท่าทางการขุดของนางดูคล่องแคล่วและคุ้นเคยกับพวกโสมเป็นอย่างดี ใช้เวลาสักพัก ในที่สุดก็สามารถขุดรากโสมที่คล้ายคลึงกับเด็กน้อยจ้ำม่ำขึ้นมาได้สำเร็จ
หยิบผ้าเช็ดหน้าที่ยังไม่ใช้ออกมาพันโสมอายุพันปี เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย “เจ้าสามารถนำไปขายให้กับโรงหมอในตัวอำเภอ ราคาน่าจะไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึง หากมีคนต้องการอย่างเร่งด่วน ราคาคงพุ่งไปถึงพันตำลึง”
เงินห้าร้อยตำลึงสำหรับคนมั่งมีเป็นเพียงเศษเงิน ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไป สามารถนำเงินจำนวนนี้มาสร้างชีวิตมั่งคั่งได้ บางครามีเงินก็อาจหาซื้อโสมอายุพันปีไม่ได้ตามที่ต้องการ บางสกุลจึงต้องยอมเสียเงินหลายพันตำลึงเพื่อให้ได้มาครอบครองโดยเร็ว
ฮั่วหมิงจูต้องการส่งโสมคนต้นนี้ไปมอบให้กับท่านย่า แต่คิดดูแล้ว ถึงนางกับเถียนเถียนจะเป็นผู้พบเจอ คนที่ลงแรงขุดกลับเป็นท่านอาจารย์ นางจะเก็บไว้คนเดียวมันคงดูไม่ดีจนเกินไป
“เพื่อตอบแทนที่ท่านอาจารย์ช่วยรักษาศิษย์ในยามป่วย โสมรากนี้ ท่านอาจารย์เก็บไว้เถิดเจ้าค่ะ” มือน้อย ๆ ยื่นห่อโสมมอบให้กับอาจารย์ของตนเอง
“เด็กดี เจ้าเก็บเอาไว้เถิด ข้าไม่ขาดแคลนของเหล่านี้” ผลักห่อโสมแผ่วเบา เด็กคนนี้รู้ความยิ่งนัก มิน่าล่ะ นางถึงได้รู้สึกถูกชะตาด้วย
ฮั่วหมิงจูตาเป็นประกายอีกครั้ง “ท่านอาจารย์ไม่ขาดแคลนโสมหรือเจ้าคะ” ขนาดถูกปล้นสมุนไพรไปต้องมากมาย ท่านอาจารย์ยังไม่ทุกข์ร้อน สมุนไพรพวกนั้นที่ยึดคืนจากหัวขโมยมาได้ก็ตกไปเป็นของทางการ
ท่านอาจารย์ได้รับเพียงเงินตามราคาของสมุนไพร แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่ามันราคาเท่าไหร่ นอกเสียจากท่านอาจารย์กับคนของทางการ
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจแล้วนะเจ้าคะ” ฮั่วหมิงจูคิดส่งโสมคนพันปีไปมอบให้กับท่านย่า หวังให้หญิงชรายอมใจอ่อน แต่พอคิดอีกทีหรือว่านางจะเก็บโสมไว้ให้ครอบครัวตนเองดี
เด็กน้อยคิดไม่ตกจึงเลิกคิด แล้วมุ่งหน้าหาสมุนไพรต่อ มีเถียนเถียนอยู่ แน่นอนว่าฮั่วหมิงจูมักจะพบเจอโชคก้อนใหญ่อยู่ร่ำไป
สมุนไพรที่ขึ้นชื่อว่าเทพเจ้าแห่งชีวิตอย่าง ‘เห็ดหลินจือ’ ก็ถูกเถียนเถียนค้นพบ
[นายท่าน ป่าบริเวณนี้มีราชาสมุนไพรชุกมาก]
หลายครั้งที่ผ่านมา เถียนเถียนติดตามนายท่านขึ้นมาเก็บสมุนไพรบนเขาตลอด ป่าบริเวณอื่นไม่มีสมุนไพรหายากเหมือนป่าบริเวณนี้
ป่าแถวนี้คือขุมทรัพย์ที่ผู้คนควรออกล่าตามหาสมุนไพรราคาสูง ตอนนี้ฮั่วหมิงจูกับโอวหยางเพ่ยเพ่ยเก็บสมุนไพรกันอย่างมีความสุข
ระหว่างเก็บสมุนไพร ฮั่วหมิงจูได้ยินเสียงนกร้องจนหนวกหู นางเงยหน้ามองนกที่โผบินอยู่บนท้องฟ้า สักพักมันก็บินกลับเข้าไปภายในถ้ำที่อยู่บริเวณหน้าผาติดกับทะเล
[เถียนเถียน นั่นคือนกชนิดใด]
ฮั่วหมิงจูมองเห็นนกที่บินว่อนอยู่บนท้องฟ้าไม่ชัด
เถียนเถียน [นกนางแอ่น]
นกนางแอ่น! ฮั่วหมิงจูผุดลุกขึ้นอย่างกะทันหัน นกนางแอ่นคือนกที่ใช้น้ำลายสร้างรัง นางพยายามคิดว่ายุคนี้รู้จักรังนกแล้วหรือยัง พอคิดว่ายุคนี้ยังไม่รู้จักว่ารังนกนั้นมีประโยชน์ ฮั่วหมิงจูจึงตื่นเต้นจนหัวใจเต้นโครมคราม
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ต้องการเข้าไปในถ้ำ”
ถ้ำที่ลูกศิษย์ต้องการเข้าไปเป็นถ้ำที่อยู่ติดกับหน้าผา ทางเข้าค่อนข้างอันตรายเพราะมันทั้งเล็กและแคบ ถ้าพลาดพลั้งอาจพลัดตกลงไปในท้องทะเลที่อยู่เบื้องล่าง
“มันอันตราย เจ้าเข้าไปไม่ได้”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยเคยมาสำรวจภายนอกของถ้ำแห่งนี้แล้ว ทางเข้าค่อนข้างอันตรายนางจึงไม่ต้องการให้ลูกศิษย์เสี่ยง ขนาดชาวบ้านยังไม่เข้าไปในถ้ำแห่งนี้เลย
“ไม่มีทางอื่นเลยหรือเจ้าคะ” ฮั่วหมิงจูก้มหน้าเศร้าได้ไม่นานต้องสะดุ้งกับน้ำเสียงอันดุดัน
“ผู้ใดหลบอยู่!” โอวหยางเพ่ยเพ่ยตวัดสายตาไปยังหลังพุ่มไม้ “หากไม่ออกมา ข้าจะไม่ปรานีพวกเจ้าอีกต่อไป” เข็มที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อเลื่อนลงมาอยู่บริเวณปลายนิ้วมือ
พุ่มไม้หนาทึบสั่นไหวอยู่เพียงชั่วครู่ ร่างของสองพี่น้องสกุลเสวี่ยก็ปรากฏขึ้น
“พวกข้าเองขอรับ” ต้าเสวี่ยตื่นตระหนกกับน้ำเสียงดุดันของท่านหมอเทวดา
“พวกเจ้ามาทำอันใดที่นี่ เหตุใดถึงทำตัวลับๆ ล่อๆ” หรี่สายตาจับผิดเด็กทั้งสอง
“เอ่อ….”
สองพี่น้องมองหน้ากัน ไม่รู้จะบอกออกไปว่าอย่างไร พวกตนสองพี่น้องออกมาล่าสัตว์ป่า เพื่อนำพวกมันมาผ่าร่างเรียนรู้ สิ่งที่พวกตนสองคนทำ ในสายตาของชาวบ้านเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากลัว จึงต้องหาที่ลับๆ ทำมัน
“พวกเจ้าบอกข้ามาเถิด ข้ามิใช่คนปากมาก”
โอวหยางเพ่ยเพ่ยลดเสียงดุดันลง ชื่อเสียงของเด็กน้อยสองคน นางพอได้ยินมาบ้าง บิดาของเด็กสองคนเป็นนักชันสูตรศพอยู่ในศาลาว่าการอำเภอจางหลิน กลับต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหัน เด็กน้อยทั้งสองจึงคิดอยากเจริญรอยตามหน้าที่การงานของบิดา แต่ผู้เป็นมารดากลับไม่ยอม
“พวกข้ามาชันสูตรซากนกขอรับ” ต้าเสวี่ยตอบเสียงแผ่วเบา
“ชันสูตรซากนก เจ้าไม่กลัวติดโรคจากนกหรือ” โอ้! เจ้าเด็กสองคนนี้ ควรมีผู้ชี้แนะจริงจังเสียที โอวหยางเพ่ยเพ่ยมองหน้ามอมแมมของทั้งสอง
สองพี่น้องส่ายหน้า หลังจากนั้นเสี่ยวเสวี่ยจึงหันไปทางฮั่วหมิงจู
“น้องสาวหมิงจู เจ้าอยากเข้าไปในถ้ำมิใช่หรือ พวกข้าสองคนรู้จักทางเข้า” เด็กน้อยตรงหน้าคือผู้มีพระคุณต่อครอบครัวพวกตน ครั้งนั้นถ้าไม่ได้เด็กคนนี้กับบิดาของนางเข้ามาช่วยเหลือ พวกตนและมารดาคงถูกพวกมือปราบข่มเหงและฆ่าตาย
“พวกท่านเคยเข้าไปในถ้ำแห่งนี้หรือ” ฮั่วหมิงจูตื่นเต้น แววตารอคอยคำตอบของนาง ทำให้สองพี่น้องนึกเอ็นดู
“ใช่ พวกข้าแอบเข้าไปชันสูตรซากนกอยู่บ่อยครั้ง”
เสี่ยวเสวี่ยกอดอกด้วยความมั่นใจ ถ้ำแห่งนี้ไม่มีผู้ใดอยากเข้าใกล้ เพราะปากทางเข้ามันอันตราย แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่รู้ว่ายังมีทางเล็กๆ อีกเส้นที่สามารถเข้าไปในถ้ำได้
“ท่านอาจารย์” ฮั่วหมิงจูหันไปอ้อนโอวหยางเพ่ยเพ่ย
“พวกเจ้านำทางพวกเราไป หากทางเข้าที่พวกเจ้าสองคนค้นพบอันตราย ข้าจะไม่อนุญาตให้หมิงจูเข้าไป”
พี่น้องสกุลเสวี่ยเดินนำหน้าทั้งสองไปยังทางเข้าถ้ำ บริเวณที่มีพุ่มไม้ขึ้นหนาทึบติดกับถ้ำ คือเส้นทางที่สองพี่น้องใช้เทียวเข้าไปในถ้ำ หลังจากมุดเข้ามาในพุ่มไม้หนาทึบ จึงเห็นช่องว่างระหว่างพุ่มไม้กับถ้ำ
สองพี่น้องเสวี่ยดันก้อนหินให้ขยับไปทางด้านซ้าย ช่องว่างจึงปรากฏขึ้น
“พวกเราเข้าไปในถ้ำทางนี้” เสี่ยวเสวี่ยชี้ให้ทั้งสองดูเส้นทางที่พวกตนสองพี่น้องเข้าไปด้านใน
“พวกเจ้านำทางเข้าไป” โอวหยางเพ่ยเพ่ยบอกเด็กทั้งสองที่คุ้นเคยเส้นทาง