ภายในพรรคพยัคฆ์ทมิฬสาขาแคว้นหนาน หวังลี่เหยานั่งอ่านข้อมูลที่องครักษ์ของนางนำมามอบให้ หลังจากที่ได้อ่านจนจบ นางแทบจะไม่เชื่อสิ่งที่เห็นที่มีอยู่ในมือ
' พี่สาวของนาง หวังเฟิงเฟิง' พี่สาวผู้งดงาม อ่อนโยนของนางเป็นคนสั่งฆ่านาง ภาพที่นางมี พี่สาวนางแม้ไม่สนิทมากนักเพราะนางต้องหลบซ่อนตัวภายในค่ายกล เพียงแต่ทุกครั้งที่พบเจอหวังเฟิงเฟิงไม่เคยทำให้นางรู้สึกว่าหวังเฟิงเฟิงเกลียดนางมากถึงเพียงนี้
หวังลี่เหยาหลับตาลงปิดกั้นน้ำตาที่กำลังจะใหล รู้สึกสงสารบิดามารดาจับใจ ขนาดนางไม่ได้ผูกพันกับหวังเฟิงเฟิงมาก นางยังเจ็บปวดถึงเพียงนี้ แล้วพ่อกับแม่ของนางล่ะ จะเสียใจขนาดไหนเมื่อทราบความจริงทุกอย่างว่าบุตรสาวที่พวกเขารักเหมือนลูกกลับมาทำร้ายพวกเขาแบบนี้
เพียงเพราะผู้ชายคนเดียวถึงกับทรยศความรักของคนในครอบครัวเพื่อผู้ชายคนนั้น 'หนานกงอี้' คนผู้นี้เป็นคนขอราชโองการประหารชีวิตตระกูลนาง ทั้งที่บิดานางจงรักภักดีต่อราชวงศ์นี้แค่ไหนฟ้าดินย่อมรู้ดี ในเมื่อภักดีแล้วไม่ได้ดี ก็อย่ามาว่านางร้าย ร่างบางกำมือแน่น แววตาที่เคยเป็นประกายบัดนี้ดำมืดลงหลายส่วน
นางพึ่งรู้ว่าการเกลียดใครบางคน จนอยากให้ตายรู้สึกอย่างนี้นี่เอง หากไม่ได้เว่ยหานฟงคอยช่วยเหลือ ต่อให้นางมีพลังวิเศษแล้วยังไง นางคงไม่รอดเงื้อมมือคนผู้นั้นเป็นแน่!!
“เหยาเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าจะจัดการอะไรต่อจากนี้”ชายหนุ่มเดินมานั่งข้างนางเพื่อให้กำลังใจ เขารู้ดีว่าอะไรก็ไม่เจ็บปวดเท่ากับคนในครอบครัวของตนหักหลังแล้วหวังฆ่าให้ตาย
“ข้าเกลียดหวังเฟิงเฟิงที่ทรยศความรู้สึกของท่านพ่อท่านแม่ข้า ข้าเกลียดฮ่องเต้ที่สั่งประหารตระกูลข้า แล้วข้ายังเกลียดคนผู้นั้นที่เป็นต้นเหตุให้เกิดเรื่องราวนี้ขึ้น แต่ข้าจะทำอะไรได้เจ้าคะ ฝ่ายนั้นคือใคร แล้วข้าเป็นใคร หากพลังของข้าสามารถฆ่าพวกมันได้ข้าจะไม่ลังเลเลย” อารมณ์ของนางตอนนี้พุ่งพล่านไปหมด โมโหจนหน้าแดงไปหมด
“ทำไมจะทำไม่ได้ ขอเพียงเจ้าต้องการ พรุ่งนี้พี่จะทำราชวงค์หนานหายไป ก็ย่อมได้”คำพูดที่เฉยชา ราบเรียบเหมือนกับว่าจะถามนางว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร ไม่ใช่เรื่องจะลบราชวงศ์หนานออกจากแคว้น ทำให้หวังลี่เหยาสงสัยในตัวของเขาว่าที่แท้เขาเป็นใครกันแน่ รู้ว่าเขามีคนเก่งมากในมือมากมาย แต่จะถึงขนาดสู้กับทหารหลายแสนคนของแคว้นหนานได้จริงหรือ
นางหันไปมองหน้าเว่ยหานฟงตรงๆด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง นางรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้มาเจอกับเขา กำแพงในใจของนางค่อยๆ ทลายลงที่ล่ะชั้นๆ จนแทบไม่เหลือกำแพงใด เขายอมเผชิญหน้ากับอันตรายพร้อมกับนาง เขาทุ่มเทให้นางขนาดนี้นางจะไม่หวั่นไหวได้หรือ
ตอนนี้นางเริ่มคิดถึงการอยู่ร่วมกันกับเขาในหัว ลบความตั้งใจแรกของนางว่าจะไม่แต่งงานกับผู้ใด ชาติที่นางเป็นลียานางก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร ชาตินี้ที่เป็นหวังลี่เหยาก็เช่นกัน ความรู้สึกที่มีคนให้พักพิง พึ่งพา มันเป็นแบบนี้นี่เอง
“ขอบคุณพี่หานฟงมากเจ้าคะ แต่คงไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นเจ้าคะ ข้าไม่อยากให้ประชาชนแคว้นหนานเดือดร้อนหากขาดผู้นำ เพียงแต่ชื่อหนานกงชิงกับหนานกงอี้ต้องไม่มีชีวิตอยู่ แค่นั้นจะได้ไหมเจ้าค่ะ”
“ได้สิ จบเรื่องนี้แล้วเจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อไป” แววตาที่มองนางเปี่ยมได้ด้วยความหวัง
“ข้าจะกลับไปอยู่หุบเขาพิษเจ้าคะ ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับข้า อีกอย่างข้าไม่อยากอยู่เป็นเป้านิ่งให้คนอื่นมาทำร้ายข้า ข้าอยากอยู่เงียบๆ อย่างสงบ ไม่อยากจะวุ่นวายกับโลกภายนอก”
ครั้นไม่ได้ยินนางเอ่ยถึงตัวของเขาเลยเว่ยหานฟงก็หน้าเสีย
“แล้วพี่เล่า? เจ้าจะไม่แต่งงานกับพี่รึ” เสียงทุ้มเอ่ยถามแผ่วเบาจนเกือบไม่ได้ยิน
“อีก6วันข้าจะถึงวันปักปิ่น”
ปากนางเอื้อนเอ่ยแต่ไม่ยอมมองสบตาเขา ทำเป็นมองนั้นมองนี้เหมือนไม่สนใจแต่ใบหน้าน้อยกลับมีร่องรอยสีแดงพาดผ่าน
เว่ยหานฟงทำหน้างุนงงไม่เข้าใจเหตุใดนางถึงไม่ตอบเรื่องที่เขาถามกลับไปตอบเรื่องอื่น
หวังลี่เหยาเห็นคนตรงหน้าทำหน้ามึนงงก็ขัดใจ
'ซื่อบื่อจริงเชียว เก่งทุกอย่างแต่เรื่องแค่นี้ไม่รู้เนี่ยนะ! '
“ข้าบอกว่าอีก6วันข้าถึงวันปักปิ่น นั้นก็หมายความว่า ข้าสามารถแต่งงานได้แล้ว คนบ้า!”
พูดเสร็จร่างของคนตัวเล็กก็วิ่งอย่างคนเสียอาการออกไปทันที
‘ทิ้งให้คนบ้ายืนยิ้มกว้างอยู่คนเดียว'