เ้าของร่างบางนั่งก้มหน้าก้มตาตวัดพู่กันคัดลอกตำราอย่างไม่สนใจว่ามีคนเดินเข้ามาหยุดมองอยู่ครู่ใหญ่เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่เงยหน้าขึ้นมาง่ายๆ จึงกระแอมไอเรียกลูกสาวของตนเอง
“เหนียงเอ๋อร์”
“ท่านพ่อ”มู่ฟางเหนียงเงยหน้าขึ้นดวงตากลมเป็ประกายมีแววประหลาดใจที่เห็นบิดายืนจ้องหน้านางอยู่
“ท่านพ่อกลับมาแล้วหรือเ้าคะ เอ...นี่เวลาใดกันลูกยังไม่ได้เตรียมอาหารเลย”
“สองวันมานี้ พ่อเห็นเ้าตั้งหน้าตั้งตาคัดลอกตำราแทบทั้งคืนทั้งวันเ้าอยากได้ตำราแพทย์เล่มนี้จริงๆ รึ”
ผู้เป็พ่อได้แต่ส่ายหน้าไปมาจริงอยู่ว่าฐานะของสองพ่อลูกจะซื้อหนังสือแต่ละเล่มนั้นเป็เื่ที่ต้องคิดหนักแต่ก็มิได้หมายความว่าจะไม่สามารถซื้อมาได้ สองสามวันก่อน ลูกสาวไปดูอาการเคอหลิ่งหลินที่จวนแม่ทัพจ้าวได้ตำราแพทย์มาสามเล่ม ได้ยินว่าฮูหยินอี้ซิ่วให้ยืมอ่าน จะคืนเมื่อใดก็ได้แต่ลูกสาวของเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาอ่านและคัดลอกบางส่วนที่นางไม่เคยรู้มาก่อน
“ที่ผ่านมาเราสองคนพ่อลูกอยู่ไม่เป็หลักแหล่งสองปีมานี้เราอยู่ติดที่ไม่ได้โยกย้ายไปไหน ลูกก็เลยอยากสะสมตำราแพทย์เหล่านี้ทั้งความรู้ที่ท่านพ่อมี ข้าก็คัดลอกไว้เป็ตำราศึกษาทบทวนความรู้แต่ท่านพ่อไม่ต้องห่วงนะเ้าคะ ถ้าถึงเวลาที่เราต้องเดินทางลูกจะเป็คนแบกหนังสือเหล่านี้เอง”
มู่หยางซัวมองลูกสาวที่แย้มยิ้มราวกับไม่น้อยเนื้อต่ำใจที่ตนเองต้องระหกระเหินติดตามบิดาไม่ได้ความอย่างเขา เขานั่งลงใกล้ๆ ลูกสาว ปีนี้นางอายุสิบหกแล้วเป็สาวสวยงดงามแต่ยังสวมเสื้อผ้าเก่าๆ เต็มไปด้วยรอยปะชุน มือทั้งสองก็หยาบกระด้างเพราะต้องช่วยงานเขาอยู่เสมอ
“ลูกขอโทษ” นางเอ่ยเสียงแ่ แล้ววางพู่กันในมือลง
“ขอโทษเื่อันใดกัน”ผู้เป็พ่อขมวดคิ้วอย่างงุนงง
“ลูกควรจะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรกับท่านไม่ควรเอาแต่ขลุกอยู่กับการคัดลอกตำราเหล่านี้”
“พ่อไม่ได้คิดเื่นั้น”มู่หยางซัวส่ายหน้าไปมา “ลูกอยากอยู่ที่นี่ไหม”
“อยู่ที่นี่?” นางทวนคำ ทำหน้างุนงงกับสิ่งที่ได้ยิน“ท่านพ่อหมายถึงอะไรเ้าคะ”
“เราเดินทางกันมานานแล้วถ้า...ถ้าลูกอยากอยู่ที่นี่ พ่อจะลองปรึกษากับเศรษฐีกู่หลิน ขอผ่อนซื้อบ้านหลังนี้ให้เ้าอยู่”
“ซื้อบ้านให้ลูกอยู่? แล้วท่านพ่อล่ะเ้าคะ”
“พ่อก็อยู่กับเ้านั่นแหละ” ผู้เป็พ่อหัวเราะออกมา
“ก็ท่านพูดเหมือนจะให้ลูกอยู่คนเดียวนี่เ้าคะ”นางเบ้ปากน้อยๆ “ท่านอยู่ไหน ลูกอยู่นั่น ยกเว้นท่านพ่อจะมีภรรยาใหม่แล้วไม่ให้ลูกอยู่ด้วย”
“เ้านี่ก็ชอบผลักไสให้พ่อมีภรรยาเสียจริง”
“ก็ลูกเป็ห่วงท่านนี่นะ”นางหัวเราะออกมา ยังไม่ทันจะพูดอะไรต่อ เสียงร้องเรียกอยู่หน้าบ้านก็ดังขึ้นครู่ต่อมาเ้าของเสียงก็วิ่งถลาเข้ามาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ
“พี่ฟางเหนียง”
“มีอะไรรึเสี่ยวจิง” มู่ฟางเหนียงถามเด็กชายวัยสิบขวบที่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“วัว...วัวของข้ามันเจ็บท้องั้แ่เมื่อคืนตอนนี้มันยังไม่ออกลูกมาให้ข้าเลย”
“เ้าตัวนั้นนะเหรอ”นางถามอย่างนึกได้ บ้านของเสี่ยวจิงอยู่ไม่ไกลนักนางจำได้เพราะว่าเด็กชายมักมาคุยเล่นกับนางบ่อยๆบางทีก็จูงมือนางไปดูวัวที่พ่อยกให้เขาเป็ของขวัญ
“วัวของข้า วัวของข้า”เด็กน้อยได้แต่พูดซ้ำๆ ยกแขนขึ้นปาดน้ำตาจนแก้มเปื้อนเปรอะมอมแมมไปหมด
“ไม่เป็ไรๆ เดี๋ยวข้าจะไปดูเอง”นางจับมือเด็กน้อยแล้วลุกขึ้น “ท่านพ่อ เดี๋ยวข้ามานะ ท่านหิวก็อุ่นกับข้าวกินไปก่อนนะเ้าคะ”
มู่หยางซัวโบกมือไล่ให้นางรีบออกไปไม่เช่นนั้นเด็กชายคงร้องไห้จนตาบวมปูดเป็แน่ มู่ฟางเหนียงถูกเด็กชายจูงมือแล้วลากให้นางวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วและตามประสาเด็กที่มักจะใช้เส้นทางลัดมุดรั้วบ้านผู้อื่น แม้ต้องคลานสี่เท้าคล้ายสุนัขก็ตามทีหญิงสาวก็ยอมทำตามด้วยรู้ว่าเด็กน้อยร้อนใจนัก เขาหมายมั่นจะเป็คนเลี้ยงวัวั้แ่รู้ว่าวัวของตัวเองตั้งท้อง เขาก็ดูแลมันอย่างดีมาตลอด เห็นวัวท่าทางไม่สบายก็มาตามนางไปดูทั้งที่ก็รู้ว่าเป็หมอรักษาคน ไม่ใช่หมอรักษาวัว แต่เอาเถิด เด็กก็คือเด็กเขามีความตั้งใจมุ่งมั่นดี นางก็ต้องสนับสนุนแม้ต้องคลานจนเจ็บเข่าอย่างนี้พอพ้นรั้วก็แหวกกอหญ้าสูงท่วมศีรษะ แล้วก็ถึงเขตบ้านของเสี่ยวจิง เขาจูงมือนาง กำมือของนางแน่นราวกับกลัวว่านางจะหนีไปเสียก่อน
แม่วัวกระสับกระส่าย ส่งเสียงร้องตลอดเวลาเสี่ยวจิงหาหญ้าหรือฟางข้าวปูรองไว้ก่อนแล้ว นางเห็นคนอื่นเฝ้ายืนมองอย่างจนปัญญาทำอย่างไรแม่วัวก็ไม่อาจเบ่งลูกออกมาได้เสียทีหรือจะต้องเสียทั้งแม่และลูกไปพร้อมกัน
“มาเถอะ ช่วยกันเอาเชือกมัดมันไว้ก่อนเดี๋ยวมันจะถีบผู้อื่นเข้า” นางร้องสั่งให้พ่อของเสี่ยวจิงผูกเชือกล่ามแม่วัวไว้นางเดินอ้อมไปด้านหลังยกหางวัว เพ่งมองอย่างพิจารณาปกติลูกวัวจะยื่นขาหน้าออกมาก่อน แต่นี่...
“เสี่ยวจิงไปเอาน้ำมันหมูมาเร็ว”นางสั่งเด็กชาย เสี่ยวจิงรีบวิ่งไปทันที “ช่วยกันจับแม่วัวให้ดีข้าต้องล้วงไปดึงขาลูกวัวเสียก่อน”
นางม้วนแขนเสื้อขึ้นจนถึงโคนแขนทั้งสองข้างท่อนแขนกลมเล็กดุจลำเทียน เมื่อเสี่ยวจิงถือหม้อใส่น้ำมันมาถึงนางก็ให้เด็กชายชโลมทั่วมือและแขนนางสบตากับผู้ใหญ่ที่ช่วยกันจับแม่วัวเป็เชิงให้สัญญาณแล้วสอดมือเข้าไปในช่องคลอดของวัวลูบคลำจนรู้ว่าไหล่วัวติดอยู่ นางจึงออกแรงดึงขาหน้าของวัวให้ค่อยๆ ออกมาอย่างช้าๆ
“ออกมาแล้วๆ”เด็กชายร้องอย่างดีใจที่เห็นลูกวัวหลุดออกมา แม่วัวร้องอย่างเ็ปสะบัดไปมาจะเหยียบลูกเข้าให้นางต้องรีบลากออกมาให้พ้นรัศมีเท้าของมันแม่วัวสาวท้องแรกยังตื่นใไม่ยอมมาเลียลูกวัว มู่ฟางเหนียงมองหาเศษผ้าสักผืน แต่ด้วยความร้อนใจนางจึงฉีกชายกระโปรงของตนรีบเช็ดเมือกออกจากตัวลูกวัว
“โชคดีที่ไม่มีเมือกอุดรูจมูก”นางพึมพำ ไม่นานนักลูกวัวก็ค่อยๆ ยืนขึ้น แม้แข้งขาจะสั่นก็ตามแม่วัวเริ่มใจเย็นแล้วเดินมาเลียลูกของตนลูกวัวเดินมุดเข้าไปดูดนมจากเต้าของแม่ทันที
“เย้ๆ วัวของข้า”เสี่ยวจิงดีใจะโโลดเต้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาร้องไห้จนตาบวมช้ำ
“ขอบคุณแม่นางมู่ ลำบากเ้าจริงๆ”
“ไม่เป็ไร ข้าทำเท่าที่พอทำได้”นางถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วก็ก้มมองสภาพตัวเองที่เปื้อนเปรอะคราบคาวเืกับน้ำคร่ำของแม่วัว
“เชิญเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถิดเอาชุดของลูกสะใภ้ข้าก็ได้ นางกับเ้ารูปร่างพอๆ กัน”
“เห็นทีต้องรบกวนแล้ว”ดูสภาพนางตอนนี้แล้วคงกลับบ้านไปแบบนี้ไม่ได้แน่ นางยิ้มน้อยๆแล้วเดินตามมารดาของเสี่ยวจิงไปในบ้านนางเช็ดเนื้อตัวเอาคราบคาวออกแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่
“ข้าซักเสื้อผ้าชุดนี้แล้วจะเอามาคืนนะ”นางเอ่ยบอกเมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว
“ถ้าไม่รังเกียจก็ขอยกชุดนี้ให้เ้าตอบแทนที่เ้าอุตส่าห์มาช่วยทำคลอดแม่วัวให้”
“ข้าไม่ได้รังเกียจแต่ข้าเกรงใจข้าเห็นเสี่ยวจิงร้องไห้อย่างนั้นจะไม่ช่วยก็ไม่ได้”นางหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงเด็กผู้ชายคนนั้นที่พยายามทำเข้มแข็งแต่ร้องไห้จนมอมแมมไปหมด
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เสี่ยวจิงไปส่งเ้า”
มู่ฟางเหนียงยิ้มฝืดเื่นางเป็คนหลงทิศหลงทางนั้นเป็ที่รู้กันไปทั่วอยากจะห้ามแต่แม่ของเสี่ยวจิงก็เดินเร็วๆ ไปตามลูกชายแล้วเด็กชายรีบวิ่งมาหาพร้อมรอยยิ้ม
“ขอบคุณพี่ฟางเหนียง”
“เื่เล็กน้อย”นางยิ้มเอ็นดูเด็กชาย “เสี่ยวจิง คราวนี้ไม่มุดรั้วอีกแล้วนะเดี๋ยวเสื้อผ้าของแม่เ้าจะขาดเป็ริ้วๆ ข้าเย็บแผลคนได้แต่เย็บผ้าไม่เก่งเท่าแม่ของเ้า”
“ข้าทราบแล้ว”
เขายื่นมือไปจับปลายนิ้วมือของนางแล้วจูงให้เดินไปด้วยกัน หญิงสาวหัวเราะเสียงใสออกมาแต่ก็ยอมเดินตามอย่างว่าง่ายมือข้างหนึ่งของนางจึงมีมือของเสี่ยวจิงจับไว้ ส่วนอีกข้างนางก็ถือเสื้อผ้าชุดเดิมออกมาด้วย
“เสี่ยวจิงเ้าไม่ต้องจูงมือข้าก็ได้”
“เดี๋ยวพี่สาวหลงทาง”
“เ้าเดินข้างๆ แบบนี้ ข้าไม่หลงหรอกนะ”นางหัวเราะแต่ก็รู้สึกว่าเขาเป็คนดี ไม่ล้อนางเหมือนผู้อื่น
“ท่านพ่อกับท่านแม่บอกว่าท่านเป็หมอหญิงที่เก่งมากทำไมท่านกลับจำเื่เส้นทางไม่ได้ล่ะ” เขาถามด้วยความอยากรู้
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”นางยิ้มเศร้าออกมา ก็พยายามแล้วนะขนาดใกล้แค่นี้นางยังจำไม่ได้ว่าต้องเลี้ยวซ้ายก่อนหรือเลี้ยวขวาก่อนกันแน่
“คงเพราะแบบนี้กระมัง พี่สาวถึงยังไม่แต่งงาน”
“หือ” นางเลิกคิ้วอย่างงุนงง“เ้าว่าอะไรนะ”
“พี่สาวก็สวยนะ แต่ยังไม่แต่งงาน คงเพราะพี่สาวหลงทางง่ายนี่เอง”
“คงจะใช่กระมัง” นางเออออไปอย่างนั้นแต่ก็อดขำกับความคิดของเด็กชายไม่ได้
“แต่พี่สาวไม่ต้องห่วงนะรอข้าโตกว่านี้อีกนิด ข้าจะแต่งงานกับท่านเอง”
“เ้าแน่ใจที่พูดแล้วรึ”นางกลั้นหัวเราะ ยิ่งเห็นท่าทางจริงจังของเขาแล้ว นางก็ต้องกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่นนี่นางคงไปอวดบิดาให้สบายใจได้แล้วกระมังว่ามีหนุ่มน้อยมาขอนางแต่งงานแล้ว
“เอาละ เ้าส่งข้าแค่นี้ก็พอแล้ว”นางเอ่ยบอกเมื่อเดินพ้นสี่แยกแล้ว
“ได้อย่างไรข้าต้องไปส่งพี่สาวถึงบ้าน”
“เดินตรงไปนี่ก็ถึงบ้านของข้าแล้วข้าไม่หลงหรอก” นางส่ายหน้าไปมา แค่เดินตรงไปเรื่อยๆ ก็ถึงบ้านนางแล้วไม่ได้มีทางแยกให้นางสับสนเสียหน่อย “เ้ารีบกลับไปดูลูกวัวของเ้าเถิดเลี้ยงดูมันให้ดีจะได้มีสินสอดมาสู่ขอข้า”
“ได้ๆเช่นนั้นข้ากลับก่อนนะพี่สาว”
“ไปเถิดๆ”
นางโบกมือไล่ เห็นเขาหมุนตัววิ่งกลับไปแล้วนางก็หมุนเท้าเดินกลับมาทางเดิมของตนนึกถึงคำพูดของเด็กชายตัวน้อยแล้วอดยิ้มไม่ได้ ปีนี้นางอายุสิบหกส่วนเขาสิบขวบเท่านั้น กว่าเขาจะอายุสิบหก นางก็อายุยี่สิบสองถึงตอนนั้นเด็กน้อยคงลืมคำพูดกับท่าทีจริงจังนั้นไปแล้ว โลกของเด็กมักเป็เช่นนี้คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่ต้องระแวงระวังอันใดส่วนนางเองก็คงไม่ต้องไปใส่ใจกับคำพูดของเด็กน้อย ได้แต่เก็บมาคิดให้ยิ้มขำเป็เื่เล่าตลกของวันวานก็พอ
พอเดินคนเดียวแล้วนางก็อดท่องอาการคนป่วยไม่ได้ นางเป็อย่างนี้เสมอเดินพึมพำคนเดียวคงเพราะแบบนี้ทำให้นางมักใจลอยคิดเื่อื่นจนลืมเส้นทางที่แม้จะเดินประจำก็ยังหลงออกบ่อยไป
“ฝ่ามือบอกโรค ฝ่ามือต้องรู้สึกนุ่มนิ่ม สบาย ไม่เปียก ไม่ร้อนไม่เย็น ฝ่ามือร้อน มาจากอาการหยินพร่องของไตและหัวใจ ความหงุดหงิด ร้อนในนอนไม่หลับ หรือฝันบ่อย ฝ่ามือเย็น มาจากอาการพร่องของม้ามหรือไตหยางร่างกายอ่อนแอกลัวหนาว การดูดซึมอาหารไม่ดีเท่าที่ควรฝ่ามือชื้นเปียกมาจากหัวใจและม้ามพร่อง ไฟในหัวใจร้อน ทำให้มีความรู้สึกตื่นเต้นและเป็คนที่เหนื่อยง่าย ฝ่ามือแห้งมาจากอาการพร่องของม้ามและปอด ผิวจะแห้งกร้านและไม่สบายง่ายด้วย...”
เสียงหวานชะงักไปเมื่อเห็นงูตัวยาวกำลังเลื้อยผ่านเท้าทั้งสองหยุดนิ่งและดวงตาสีนิลหรี่ตามองว่าเป็งูชนิดใดและจะหาทางจับมันกลับบ้านด้วยทันใดนั้น มีดสั้นเล่มหนึ่งก็พุ่งฝ่ากระแสลมปักฉึกที่หัวงู! งูตัวยาวดิ้นรนอย่างน่าเวทนาเพียงอึดใจก็แน่นิ่งไป หญิงสาวอ้าปากค้าง พอได้สติก็หันขวับไปทางด้านหลังเงาร่างของบุรุษอยู่บนหลังม้าทาบทับร่างของนางหญิงสาวจ้องเขม็งจึงเห็นใบหน้าของบุรุษผู้นั้น
“คุณชายจ้าว!”
“มันตายแล้วละ” เขากล่าวย้ำเพราะเข้าใจไปว่านางกลัวจนขยับเท้าเดินต่อไม่ได้ นี่นางคงไม่ได้รอให้เขาประคองนางเดินหรอกใช่ไหม?
“ท่านทำมันตาย!” นางตวาดด้วยความโมโห
“เป็ข้า แล้วอย่างไร ถึงมันจะมีพิษหรือไม่ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็งูก็ไว้ใจไม่ได้”จ้าวจิ่นสือทำเสียงหงุดหงิด “ข้าควรได้รับคำขอบคุณหรือไม่”
“ท่านจะมาทวงคำขอบคุณทำไมกัน ในเมื่องูตัวนี้มันตายแล้ว!” นางเกรี้ยวกราดอย่างลืมรักษากิริยา “ข้ากำลังคิดจะจับมันเป็ๆ อยู่นะ”
“จับงูเป็ๆ?” เขาขมวดคิ้วแล้วตัดสินใจะโลงจากหลังม้าเขาเพิ่งกลับจากบ้านตระกูลเหวิน ผ่านเส้นทางนี้เห็นเพียงมีงูอยู่เบื้องหน้าหญิงสาวแต่ไม่รู้ว่าหญิงที่ยืนอยู่คนนี้คือบุตรสาวของท่านหมอมู่
“ใช่! ข้า-ต้อง-การ-งู-เป็-เป็”
นางพูดเน้นย้ำทุกคำแล้วถลึงตามอง เมื่อเขาก้าวมาหยุดยืนเบื้องหน้าทำให้นางรู้สึกได้ทันทีว่าความสูงของนางนั้นแค่ปลายคางของเขาเองจ้าวจิ่นสือไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินนักปกติผู้หญิงเจองูก็เอาแต่กรีดร้องน่ารำคาญ ไม่ว่าจะงูตัวเล็กหรือตัวใหญ่มีพิษหรือไม่มีพิษ นอกจากเคอหลิ่งหลินแล้ว เขาก็เพิ่งเคยเจอผู้หญิงที่ไม่กรีดร้องแต่เกรี้ยวกราดที่เขาไปฆ่างูตัวนั้นตายสนิท
“ทำดีไม่ได้ดี ไม่ช่วยเสียก็ดีหรอก” เขาพึมพำแต่จงใจให้นางได้ยินเดินไปหยิบมีดสั้นของตัวเองออกจากหัวงูเ้าปัญหาตัวนั้น เก็บมีดสั้นเข้าที่แล้วมองนางด้วยหางตา
“ตำราที่ยืมไป หวังว่าเ้าคงไม่ลืมเอามาคืนหรอกนะ”
“แน่นอน ข้ายืมสิ่งใดมา ย่อมนำกลับไปคืนในสภาพเดิมไม่มีชำรุดแน่”นางโต้กลับอย่างหงุดหงิด นี่เขาพาลหาเื่นางใช่หรือไม่
“ข้ายังไม่เห็น คงเชื่อที่เ้าพูดไม่ได้” เขาโต้กลับไม่ลดละนึกแปลกใจที่ตนเองเสียเวลาต่อปากต่อคำกับนางเช่นนี้
“อีกสองวัน ข้าจะเอาหนังสือไปคืน ท่านอยู่รอตรวจทุกหน้ากระดาษได้เลย!” นางพูดเสียงขุ่นตวัดสายตาไม่แสดงอาการหวาดกลัวและนอบน้อมอย่างที่เคยเป็มา
“ได้ ข้าจะรอเ้า” เขากระตุกยิ้มที่มุมปากแล้วะโขึ้นหลังม้ากระตุกบังเหียนแล้วควบม้าออกไปอย่างรวดเร็วไม่มีการหันมามองนางที่ยืนอยู่กับฝุ่นที่เขาทิ้งไว้
มู่ฟางเหนียงยกมือขึ้นโบกไปมาไล่ฝุ่นที่รู้ว่าเขาจงใจแกล้งนาง นางมองงูตัวนั้นที่ตายสนิทแล้วก็ถอนหายใจเบาๆใช้เสื้อเก่าที่ถือมา จับมันห่อใส่ผ้านั้นแล้วอุ้มมันกลับบ้านไปด้วยถึงตายแล้วก็ยังใช้ได้อยู่ เพียงแค่เสียดายที่ไม่ได้รีดเอาพิษงูออกมาใช้ทำยาแก้พิษ
ผู้ชายอะไรกัน โต้เถียงกับผู้หญิงแบบไม่ยอมรับความผิดของตนเองแล้วยังมีหน้ามาทวงคำขอบคุณจากนางอีก!.