ตอนที่ 43 เริ่มบ่มเพาะ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ในตอนแรกศาสตราจารย์ออสตินว่าจะแนะนำเรื่องการเป็นนักเวท แต่เมื่อได้พูดคุยเรื่องรูนศาสตร์กับเมอร์ลิน พวกเขาก็เหมือนสหายที่ไม่ได้เจอกันมานาน สนทนาเกี่ยวกับรูนศาสตร์อย่างไม่จบไม่สิ้น
ชายชราถึงกับเอากระดานออกมาจากห้องเก็บของซึ่งมีนับสิบออกมา
สมการรูนศาสตร์มากมายถูกขีดเขียนจนเต็ม
ต้องรู้ไว้ว่ารูนศาสตร์เหล่านี้คือเนื้อหาสำหรับมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ ซึ่งเมอร์ลินยังไม่ได้เข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์เลยด้วยซ้ำ แต่กลับเข้าใจปัญหารูนศาสตร์เหล่านี้ได้
แต่สิ่งที่ทำให้ชายชราผู้เป็นมหาปราชญ์สนใจในการสนทนานี้ ทั้งๆ ที่มันเป็นเพียงเนื้อหาของมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ ซึ่งคนระดับเขามันไม่ต่างไปจากชั้นเรียนของเด็กอนุบาล
นั่นเป็นเพราะว่าแนวคิดของเมอร์ลิน
มีคำกล่าวคำหนึ่งเคยพูดว่า “อัจฉริยะมักจะขี้เกียจ พวกเขาจึงค้นหาเส้นทางที่ง่ายที่สุดไปหาผลลัพธ์”
ใช่แล้ว แม้จะเป็นหลักสูตรเดียวกัน แต่แนวคิดของเมอร์ลินกลับชักนำเส้นทางรูนศาสตร์ไปยังเส้นทางที่ต่างออกไป นั่นคือการเปิดโลกของศาสตราจารย์ออสติน
การพูดคุยรูนศาสตร์นี้ไม่เพียงแค่เมอร์ลินเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ แต่ศาสตราจารย์ออสตินเองก็ได้รับประโยชน์นี้ด้วยเช่นกัน เพราะการพูดคุยนี้ทำให้เขาเกิดแรงบันดาลใจหลายอย่าง
แรงบันดาลใจ
นี่เป็นสิ่งที่เหล่านักเวทยาศาสตร์ต้องการมากที่สุด หากขาดแรงบันดาลใจนักเวทยาศาสตร์ย่อมไม่สามารถคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ให้โลกนี้ได้
บางครั้งแรงบันดาลใจอาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่น่าตื่นตะลึงสำหรับนักเวทยาศาสตร์คนนั้นที่ได้ประสบพบมา แต่บางครั้งมันก็เกิดขึ้นด้วยเหตุการณ์ง่ายๆ อย่าง ไอแซค จ้าวแห่งแรงโน้มถ่วง ที่คิดทฤษฎีแรงโน้มถ่วงได้ตอนที่เขานอนหลับอยู่ใต้ต้นแอปเปิล แล้วแอปเปิลหล่นใส่หัวของเขาเท่านั้น
ศาสตราจารย์ออสตินตอนนี้ก็เช่นกัน แม้เขากำลังถกปัญหารูนศาสตร์หลักสูตรมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ แต่เขากลับได้แรงบัลดาลใจหลายอย่างกับเหตุการณ์นี้
แน่นอนว่าชายชรามักจะรีบจดทุกสิ่งในตอนนั้น เพราะแรงบันดาลใจแม้เกิดขึ้น แต่มันก็จะหายภายในพริบตา หากไม่รีบจดบันทึกเอาไว้ เกรงว่ามันจะหายไปในความว่างเปล่าและจะได้รับความรู้สึกเสียดายภายหลัง
แม้เมอร์ลินในตอนนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจงานวิจัยของศาสตราจารย์ออสตินมากนัก แต่เขาก็ค่อยๆ เข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ
การจมจ่อมอยู่ในศาสตร์ของวิชาการทำให้เมอร์ลินแทบจะลืมไปเลยว่าตนเองได้กลายเป็นนักเวทหนึ่งวงเวทแล้ว ซึ่งความจริงในตอนนี้เขาควรจะไปลงทะเบียนเป็นทั้งพลเมืองและนักเวทในเมืองแล้วด้วยซ้ำ
จนกระทั่งหนึ่งเดือนผ่านไป จากเดิมที่ศาสตราจารย์ออสตินสัญญาว่าจะพาเมอร์ลินลงไปด้านล่าง แต่จนบัดนี้ดูเหมือนว่าทั้งเขาและเด็กน้อยก็ได้ลืมเลือนคำสัญญานั้นไปแล้ว
แม้ในวันนั้นเมอร์ลินจะคิดขึ้นได้ แต่เมื่อเห็นปัญญารูนศาสตร์ด้านหน้า เขาก็เต็มใจที่จะละทิ้งมัน
ทำให้ตอนนี้ทั้งสองกลายเป็นผู้คลั่งรูนศาสตร์อย่างสมบูรณ์
เหตุการณ์นี้ทำให้เวลาผ่านไปอีกหลายเดือน จนเมอร์ลินอยู่ที่นี่ได้จะครบหนึ่งปี ซึ่งตอนนี้อายุของเขาล่วงเลยมาถึงสิบเอ็ดขวบเรียบร้อยแล้ว
จนในวันหนึ่งนั้นเอง ขณะที่ศาสตราจารย์ออสตินเริ่มที่จะจ่มจอมอยู่กับงานวิจัยของตนเอง ที่ชั้นบนของบ้านนอกจากจะมีห้องนอนแล้วยังมีห้องทำงานเล็กๆ ห้องหนึ่งอยู่ ชายชรามักจะใช้ห้องนั้นในการทำสมาธิแล้วตั้งใจทำงานของตนเอง
เมอร์ลินจึงทำได้แต่อ่านหนังสือและแก้โจทย์รูนศาสตร์ไปเพลินๆ จนกระทั่งวันนั้นปากกาเวทมนตร์ที่ใช้เขียนกระดานจู่ๆ พลังเวทในผลึกเวทก็หมดลง
ใช่แล้ว อุปกรณ์เวทมนตร์ทุกอย่างนั้นนั้นใช้พลังงานจากหินเวทหรือผลึกเวท และมันเป็นวัสดุสิ้นเปลือง เมื่อหมดแล้วต้องหาหินเวทชิ้นใหม่มาเปลี่ยน
ศาสตราจารย์ออสตินเองก็เป็นนักรูนศาสตร์สาขาวัสดุเวท งานวิจัยของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับวัสดุเวทหรือพลังงานทดแทน
โลกนี้มีหินเวทหลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติและให้พลังเวทในจำนวนที่แตกต่างกัน นั่นทำให้เทคโนโลยีการผลิตอุปกรณ์เวทมีความก้าวหน้า
หลังจากที่เมอร์ลินอ่านหนังสือในห้องโถงหมดแล้วและแก้โจทย์รูนศาสตร์จนปากกาเวทมนตร์หินเวทหมด เขาก็อยู่ในสภาวะนิ่งเฉย
แล้วเขาก็คิดได้ว่าตนเองลืมเรื่องบางอย่างไป
เมอร์ลินวางปากกาที่พลังเวทหมดในมือลงและเอ่ย “ดูเหมือนว่าฉันจะลืมเรื่องพลังเวทของตนเองไปเลย”
นับตั้งแต่ที่ตนเองสร้างวงเวทแรกขึ้นมา เขาก็ไม่ได้สนใจในพลังเวทของตนเองอีกเลย ในแต่ละวันเขาใช้มันแค่เปิดใช้งานอุปกรณ์เวทภายในบ้าน จนตอนนี้เมอร์ลินสามารถสั่งงานอุปกรณ์เวทเหล่านั้นให้ทำงานในบ้านทั้งหมดได้แล้ว จึงเป็นการช่วยเหลืองานบ้านของชายชราไปอีกทาง
“เจ้าขุมพลังใหญ่ๆ ภายในวงเวทของฉันนี่คงเรียกว่าหน่วยพลังเวทสินะ” เมอร์ลินกล่าวลื้อฟื้นความรู้เวทมนตร์ของตนเอง
โดยปกติแล้ววงเวทแรกของนักเวทฝึกหัดจะสามารถบรรจุได้ห้าหน่วยพลังเวท ซึ่งการใช้คาถาเวทแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้หน่วยพลังเวทเหล่านี้
คาถาเวทระดับแรกบทหนึ่งใช้พลังเวทเพียงหนึ่งหน่วยเท่านั้น นั่นหมายความว่านักเวทฝึกหัดจะสามารถใช้คาถาเวทระดับแรกได้เพียงห้าครั้งเท่านั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เมอร์ลินไม่สามารถใช้เวทแรงโน้มถ่วงได้พร่ำเพรื่อ เพราะเขาในตอนนี้มีพลังเวทเพียงหนึ่งหน่วยเท่านั้น
“ก่อนหน้านี้ศาสตราจารย์ห้ามไม่ให้ฉันดูดซับพลังเวทเพราะการดูดซับนั้นไม่ได้ทำการควบแน่นให้เป็นหน่วยพลังเวท การทำเช่นนั้นอาจทำให้วงเวทพังทลายได้ แล้วหลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้แตะต้องมันอีกเลย ดูเหมือนว่าเวลานี้คงเป็นเวลาที่ฉันจะฝึกฝนพลังเวทได้แล้ว” เมอร์ลินกล่าวกับตัวเอง
อย่างไรก็ตามการเพิ่มพลังเวทก็ไม่สามารถทำลวกๆ ได้ มันยังต้องใช้ความระมัดระวัง ยิ่งเมอร์ลินใช้เคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสตินที่เป็นเคล็ดวิชาชั้นสูงด้วยแล้ว การดูดซับที่เร็วเกินไปอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อวงเวทได้ง่าย
แต่ถึงอย่างนั้นชายชราก็เชื่อมั่นในตัวเด็กน้อย เขาจึงถ่ายถอดเคล็ดวิชาลับของตนเองให้กับเมอร์ลิน ทั้งที่โลกนี้มีผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชานี้แค่ลูกศิษย์ของเขาไม่กี่คนเท่านั้น
เมอร์ลินเดินออกไปนอกบ้าน ก่อนที่เขาจะนั่งลงบนสนามหญ้าแล้วเริ่มโคจรเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสติน