เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทพิเศษ สี่ กระบี่ชิงยาง

     

    บทพิเศษ สี่

     

    พยับแดดสายที่พาดผ่านแนวหุบเขาตวนหลินขับให้ไอละอองอุ่นระยิบระยับเหนือแมกไม้พื้นดินส่วนหนึ่งแตกระแหงแห้งแล้ง แต่ส่วนหนึ่งก็มีต้นสนสูงใหญ่เบียดแน่นบนไหล่ผาแนวป่าทึบควันบางคลุ้งลอยจากปล่องไฟของหมู่บ้านเล็กๆที่หลบซ่อนอยู่กลางเทือกเขาอันเงียบสงบ

    ร่างของโม่เหวินหานในชุดนักเดินทางเรียบง่ายประดับเพียงสายคาดเอวลายเมฆดำยืนอยู่ริมลำธารดวงตาทอดมองผิวน้ำที่สะท้อนรอยยิ้มอ่อนโยนของสตรีผู้หนึ่งซึ่งย่อตัวล้างผลไม้ป่าด้วยความเบิกบานหลิวชิงเซียงอยู่ในอาภรณ์ผ้าฝ้ายบางสีขาวแซมฟ้าเส้นผมมุ่นสูงมัดด้วยเส้นไหมหยกอ่อน ประดับด้วยปิ่นไม้เรียบง่ายที่แกะลายดอกชงโค

    “ข้าไม่คาดคิดว่าในหุบเขาจะมีหมู่บ้านอยู่ด้วยที่นี่ช่างเงียบสงบดีเสียด้วย” นางเอ่ยพลางหันไปส่งผลไม้ที่ล้างสะอาดแล้วให้เขา

    โม่เหวินหานรับไว้พลางหัวเราะเบา“โลกกว้างใหญ่มีมากกว่าสิ่งที่พวกเราคิดมากนัก”

    เสียงนั้นยังไม่ทันจางไปก็มีเสียงหวีดแหลมของธนูปะทะเปลือกไม้ดังขึ้น! ลูกธนูดอกยาวปักอยู่ไม่ห่างจากตำแหน่งของพวกเขาเพียงหนึ่งฉื่อเสียงโห่ร้องปะปนกับเสียงฝีเท้าหนักๆ เร่งดังขึ้นจากปลายหมู่บ้านยามของหมู่บ้านวิ่งกรูมาตะโกนลั่น

    “โจร! โจรภูเขา! พวกมันบุกมาอีกแล้ว!”

    กลุ่มชายฉกรรจ์นับสิบคนแต่งกายหยาบกระด้างสะพายธนูแบกดาบยาวควบม้าเข้าปล้น พวกมันแบ่งกำลังเป็นสองสายล้อมหมู่บ้านไว้ราวกับฝูงหมาป่าออกล่าท่ามกลางฤดูแล้ง แววตากระหายกล้าจ้องเขม็งไปยังเรือนเล็กๆ และชาวบ้านผู้ไร้ทางสู้หญิงสาวที่กำลังอุ้มเด็กวิ่งหนีถูกพวกมันตะโกนด่าหยาบคาย ไล่ตามบังคับให้มอบของมีค่า

    โม่เหวินหานดึงหลิวชิงเซียงหลบเข้าหลังต้นไม้ใหญ่มือวางบนด้ามกระบี่ที่ข้างเอว เสียงเขาต่ำลึก “ดูเหมือนพวกมันจะลงมือไม่ใช่ครั้งแรกประมาทไม่ได้ พวกมันน่าจะรู้เส้นทาง”

    นางเม้มริมฝีปากก้มมองฝักกระบี่ข้างเอวเขาแล้วกระซิบ “ข้าไม่ประมาทอยู่แล้วแต่ให้ดูเฉยๆ ได้อย่างไร?”

    โม่เหวินหานพยักหน้าช้าๆ“ไม่อาจปล่อยให้ชาวบ้านตกอยู่ในอันตรายได้แต่ต้องให้มีความสูญเสียน้อยที่สุด” เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก้าวออกจากเงาไม้ด้วยท่วงท่าสงบสง่า พลางตะโกนเสียงดังกังวาน “พวกเจ้ามากันมากมาย เพื่อสิ่งใด? ต้องการทรัพย์สินเงินทองเท่านั้นหรือ?”

    เสียงนั้นแผ่กังวานราวสายลมทะลุผืนฟ้ากลุ่มโจรชะงักทันที พวกมันบางส่วนจับดาบเตรียมบุกแต่เมื่อเห็นบุรุษสูงสง่ามีรัศมีที่ทรงอำนาจท่าทางมั่นคงเยียบเย็นปานธารหิมะพวกมันกลับชะงัก

    หัวหน้าโจรเดินแหวกผู้คนออกมาผิวคล้ำแผ่นหลังหนา ใบหน้ามีรอยแผลเก่าที่แก้มถึงปลายคางมุมปากยกยิ้มเหี้ยมมือถือดาบยาวแดงคล้ำที่เปล่งไอความร้อนออกมาตลอดเวลา

    “เหอะ! เจ้าคนเดียวคิดจะขวางข้ารึ?” เขาหัวเราะเยาะแล้วชี้ปลายดาบ “หุบเขานี้เป็นของพวกข้าเจ้าคิดว่ามีสิทธิ์สั่งใครได้หรือ?”

    ในเมื่อเจรจาไม่ได้โม่เหวินหานก็ไม่ได้ตอบให้เสียวาจาอีกเพียงชักกระบี่ขาวออกมา รังสีเย็นเฉียบแผ่ไปทั้งบริเวณราวน้ำแข็งแทรกสายลมกลุ่มโจรถอยกรูดหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว หลิวชิงเซียงก้าวมาข้างกายเขาสายตาวาวดั่งคมมีด

    “พวกเจ้ามิรู้จักคุณธรรมมิสนใจชีวิตคน!เช่นนี้จึงต้องมีผู้ลงโทษ!”

    ยังไม่ทันที่พวกโจรจะเอ่ยสิ่งใดเสียงกระบี่ฟันเปรี้ยงดังขึ้น โม่เหวินหานเคลื่อนตัวเป็นเงาวูบหลบธนูห้าดอกอย่างแม่นยำ ก่อนพุ่งเข้าประชิดกลุ่มโจรกระบี่ขาววาดเป็นวงโค้งกระแทกคมดาบของโจรนายหนึ่งแตกครึ่ง ร่างโจรล้มกลิ้งไปทันที

    หลิวชิงเซียงพุ่งเข้าร่วมวงสู้เสื้อคลุมยาวปลิวสะบัดประหนึ่งวิหคโผบิน มือเรียวถือมีดสั้นคู่วาดเป็นระลอกคลื่นฟันข้อมือโจรสองคนที่พยายามจะลอบแทงโม่เหวินหานข้างหลัง

    เสียงโลหะปะทะกันดังสนั่นระลอกแล้วระลอกเล่ากระบี่ขาวของโม่เหวินหานเฉียบคมดั่งตัดลม แต่ทุกครั้งที่ปะทะกับดาบเหล็กไฟของหัวหน้าโจรกลับเกิดเสียงกึกใหญ่และมีรอยร้าวเล็กๆ ผุดขึ้นตามใบกระบี่

    “อาชิง! ถอยออกไปก่อน!” เขาตะโกนพลางเบี่ยงตัวรับการโจมตีจากด้านข้าง

    หลิวชิงเซียงเห็นดาบของเขามีรอยร้าวก็หน้าซีดถอดสีนางพุ่งตัวกลับมาข้างเขาแล้วตวัดมีดสั้นฟันข้อเท้าของหัวหน้าโจรจนเซถลา

    โม่เหวินหานฉวยโอกาสนั้นฟาดกระบี่เข้าไปเต็มแรงที่ดาบของหัวหน้าโจรเสียง ‘เปรี้ยง!’ ดังสนั่น แต่กระบี่ขาวเหล็กหิมะหักเป็นสองท่อนปลายกระบี่กระเด็นตกพื้น แต่ดาบใหญ่ของหัวหน้าโจรก็ชะงักร่วงจากมือด้วยแรงสวนกลับของโม่เหวินหานพริบตาก่อนล้มลงเพราะแผลที่ข้อเท้าจากหญิงสาวที่ฟันก่อนหน้าแม้อาวุธหักครึ่งแต่ไม่ใช่ว่าไร้พิษสงโม่เหวินหานปลิดชีพหัวหน้าโจรด้วยกระบี่ที่เหลืออยู่ที่กลางหัวใจ

    เสียงเงียบงันทั้งหุบเขา

    โจรที่เหลือยืนตัวแข็งหนึ่งในพวกมันสั่นสะท้านมองหัวหน้าของพวกตนหมดลมหายใจล้มลง “ท่านหัวหน้า..แพ้แล้ว?”

    โม่เหวินหานยืนถือด้ามกระบี่ที่เหลือเพียงครึ่งดวงตานิ่งสงบ เขาหันไปพูดกับพวกโจร “ถ้ายังไม่อยากตายตามเขาไปก็จงทิ้งอาวุธและมอบตัวเสียแต่บัดนี้”

    กลุ่มโจรมองหน้ากันอย่างลังเลเพราะหัวหน้าพวกมันเก่งกาจเพียงไหนพวกมันรู้ดี แต่ชายหญิงสองคนนี้กลับสังหารได้ไม่ลำบากบางส่วนจึงพากันทิ้งดาบทิ้งธนูแต่บางส่วนก็วิ่งหนีอย่างไม่ยอมถูกจับคนที่ไม่ยอมสุดท้ายก็ถูกทั้งสองตามจับกลับมาได้อยู่ดี

    หลังเหตุการณ์สงบหลิวชิงเซียงก็เดินมาเก็บปลายกระบี่ที่หักขึ้นมาดวงตาเศร้าลึกขณะวางมันลงบนมือของเขา “กระบี่ขาวหิมะของท่าน..”

    โม่เหวินหานมองมันนิ่งๆ“กระบี่นี้เป็นเพื่อนร่วมชีวิตข้ามานับสิบปีผ่านศึกมาก็ไม่น้อย คงถึงเวลาแล้ว” แล้วก็หันไปมองดาบที่ร่วงอยู่ใกล้ๆร่างนิ่งสนิทของหัวหน้าโจร ดาบนั้นประกายสีแดงคล้ำ เหมือนเหล็กไฟ “ดาบนั้นทำจากเหล็กไฟปะทุเป็นธาตุที่ต้านพลังกระบี่ข้า..”

    เปลวไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวอ่อนแสงตามแรงลมที่ลอดช่องไม้ผุภายในกระท่อมซอมซ่อของชาวบ้านบัดนี้มีเพียงเสียงหรีดเรไรแว่ววังเวงกับเงาร่างสองร่างใต้แสงสลัวหลิวชิงเซียงย่อตัวลงหน้าตะเกียงไฟใช้ผ้าสะอาดพันนิ้วมือจุ่มยาลงในถ้วยเคลือบดินเผา กลิ่นยาสมุนไพรฉุนร้อนลอยคลุ้งแผ่วเบาเมื่อนางหันไปเห็นโม่เหวินหานนั่งพิงผนังกระท่อมด้วยใบหน้านิ่งสงบมือซ้ายวางเหนือข้อมือขวาที่แดงช้ำอยู่ นางจึงขยับไปนั่งข้างๆแล้วจับข้อมือเขาอย่างเบามือ

    “ตอนที่ท่านรับดาบของมันดาบเหล็กไฟแรงปะทะจนกระบี่ท่านหักได้ แรงคงไม่เบาเลยสินะ” น้ำเสียงนางอ่อนโยนสายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย

    โม่เหวินหานคลี่ยิ้มบาง“หากข้าไม่ยกกระบี่ขึ้นรับปะทะตรงนั้นเจ้าคงต้องสู้คนเดียวแล้ว”

    หลิวชิงเซียงเลิกคิ้วดวงตาเปล่งประกาย “ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าหากอยู่ข้างท่าน ต่อให้คนทั้งโลกมาด้วย ข้าก็ไม่ถอย” กล่าวพลางลูบยาอย่างเบามือลงบนข้อมือเขาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวจะทำให้เขาเจ็บ

    เมื่อบรรจงพันผ้าเสร็จนางนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบาๆ “แต่ท่านไร้อาวุธแล้วเช่นนี้เราคงต้องเข้าเมืองใหญ่หาช่างตีอาวุธฝีมือเยี่ยมเสียกระมัง”

    โม่เหวินหานพยักหน้าเบาๆ“อืม ก็ควรไป..”

    หลิวชิงเซียงคลี่ยิ้มบางคล้ายโล่งใจที่อีกฝ่ายไม่ได้เศร้าโศกนักที่กระบี่คู่ใจมานานหักไปต่อหน้าแต่แล้วจู่ๆ ดวงตานางก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางหันมามองเขานิ่งๆดุจเพิ่งระลึกสิ่งหนึ่งขึ้นได้ “ว่าแต่..” นางชะงักไปเล็กน้อย “ข้านึกขึ้นได้ กระบี่ชิงยาง..กระบี่ประจำกายของเทพจักรพรรดิกระบี่นั้น..มันอยู่ที่ใด? ท่านทิ้งไว้บนสวรรค์หรือ?”

    โม่เหวินหานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ“ไม่” เสียงเขาเรียบเฉย “ตอนรู้ว่าต้องลงมาจุติข้าก็ส่งมันมาก่อน”

    “ส่งมาที่โลกมนุษย์?”

    “อืม แต่ข้าไม่กล้านำติดตัวมากระบี่นั้นไม่เหมาะให้ใช้ในโลกมนุษย์” เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น“หากมันถูกใช้โดยไม่มีผู้ควรกระทั่งพลังแห่งสวรรค์ยังอาจโกรธเกรี้ยว”

    “เช่นนั้น..ท่านซ่อนไว้ที่ใด?” นางถาม ดวงตาเปล่งประกายอย่างอยากรู้

    “ยอดเขาอู๋อวี๋” โม่เหวินหานกล่าวชัดถ้อยชัดคำ

    หลิวชิงเซียงเงียบไปชื่อนั้นไม่ใช่คำที่ได้ยินกันบ่อยๆ ยอดเขาอู๋อวี๋ เขาที่สูงชัน ลี้ลับ ยากเข้าถึงตั้งอยู่กลางป่าลึกทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นอิงหนาน ห้อมล้อมด้วยเทือกเขาทอดตัวยาวหลายร้อยลี้บรรดานักพรตและนักเดินทางต่างกล่าวขานว่าสถานที่นั้น ‘หากผู้ใดไม่อาจปล่อยวางตนเองก็ไม่มีวันขึ้นถึงยอด’

    “ท่านถึงกับเลือกที่นั่นเลยหรือ?” นางเอ่ยเบาๆ

    “เพราะไม่มีที่ใดปลอดภัยกว่า” โม่เหวินหานกล่าว “ยอดเขานั้นมีบึงฟ้ากลับอยู่ลึกเข้าไปภายใน หากใจผู้เรียกยังไม่มั่นคงกระบี่ก็จะไม่ปรากฏแม้จะอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม”

    “บึงฟ้ากลับ” หลิวชิงเซียงทวนคำ “ข้าเคยได้ยินว่าน้ำในบึงสะท้อนฟ้าแต่ไม่สะท้อนผู้ยืนอยู่หากจิตยังสั่นไหว สิ่งที่สะท้อนออกมาคือความหลอกลวงไม่ใช่ความจริง”

    โม่เหวินหานพยักหน้า“และหากผู้ใดก้าวลงไปโดยที่ใจยังสับสนอาจจมหายไปตลอดกาล”

    หลิวชิงเซียงยิ้ม“แล้วท่านคิดว่าข้ามั่นคงพอหรือไม่?”

    “เจ้านั้นหรือ..” เขาหัวเราะเบาก่อนจะเคาะที่หน้าผากหญิงสาวอย่างเอ็นดู“เจ้าจิตแน่วแน่ยิ่งกว่าผู้ใดที่ข้าเคยรู้จัก”

    นางยิ้มตอบรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยประกายถูกอกถูกใจ “เช่นนั้นเราจะไปยังยอดเขาอู๋อวี๋กันไปปลดผนึกกระบี่ชิงยางของท่านได้หรือไม่ท่านผนึกมานับพันปีป่านนี้จิตกระบี่ก็คงโศกาน่าดู”

    โม่เหวินหานมองสายตาที่เจอสิ่งถูกใจแม้เขาตั้งใจว่าจะเก็บมันไว้เช่นนั้นแต่เขากลับพยักหน้าออกมาอย่างง่ายดายเพราะดวงตาเปล่งประกายของนางเพียงคนเดียว “หากเจ้าต้องการเช่นนั้น”

    มาถึงเชิงเขาไม่ใช่เรื่องยากแต่ไปถึงยอดเขาอู๋อวี๋ชูสูงเหนือเมฆาโดยที่ทั้งสองเป็นมนุษย์เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องไม่ง่าย

    ป่าด้านเชิงเขาเย็นผิดแผกจากแดดอ่อนช่วงย่ำเย็นของฤดูร้อนไม่นานนักเมื่อเหยียบย่างผ่านแนวเถาวัลย์แห้งกรังที่เป็นเสมือนเขตแดน พื้นดินใต้เท้าค่อยๆเปลี่ยนจากดินแข็งเป็นหญ้านุ่มชื้น ราวเหยียบผืนผ้าไหมหมักน้ำค้าง

    “นี่หรือป่าหลับลึก?” หลิวชิงเซียงเบือนมองรอบด้านพุ่มใบเข้มจัดแน่นจนแสงลอดแทบมิได้

    โม่เหวินหานพยักหน้าช้าๆ“ป่าที่แม้เซียนก็ยังหลงผู้ใดมีอดีตฝังใจจักต้องเผชิญมัน หากใจไม่แน่วแน่ก็อาจหลงหลับอยู่ตลอดไป”

    เสียงของเขาเยือกเย็นทว่าไม่ทันขาดคำแสงสลัวก็ฉายผ่านช่องว่างในหมู่ไม้ แล้วทุกสิ่งรอบตัวพลันบิดเบี้ยว กลิ่นหอมอ่อนๆไม่รู้ที่มาลอยมาแตะปลายจมูก

    หลิวชิงเซียงมองหาต้นตอของกลิ่นฉับพลันสายตาเบื้องหน้าก็พลันกลายเป็นภาพบ้านเรือนในเมืองชายแดนยามหนาวจัดชาติหนึ่งในวันที่นางยังเป็นเพียงสาวน้อยกำพร้าเดินฝ่าหิมะเพื่อส่งของไปขายแทนมารดาที่ป่วยหนัก นางๆ ค่อยจมดิ่งไปในวันวานนึกถึงอ้อมกอดอบอุ่นของมารดาที่เลือนหายไปนานปรากฏขึ้นตรงหน้า มารดายิ้มให้นางเรียกชื่อนางอย่างอ่อนโยน "เสี่ยวติง เจ้ากลับมาแล้ว.."

    หัวใจนางแทบแตกสลายความคิดถึง ความอบอุ่นและความเจ็บปวดที่ซ่อนเร้นประดังประเดเข้ามาเป็นคลื่นหลากหลายในเวลาเดียวกันนางยื่นมือหมายสัมผัสอีกฝ่าย ทว่ามือกลับทะลุผ่านภาพมายาราวหมอกควันภาพของมารดาในชติภพที่แล้วๆ ที่นางสัมผัสไม่ได้

    อีกด้านหนึ่งโม่เหวินหานยืนอยู่ท่ามกลางสนามรบเปลวเพลิงโหมไหม้แผ่นดิน เขามองเห็นตัวเองเมื่อร้อยปีก่อน สวมชุดเกราะนักรบขุนพลทั้งหลายล้มตายเป็นเงาความรู้สึกผิดอันหนักอึ้งผุดขึ้นตามภาพความทรงจำที่ย้ำเตือนว่าแม้แข็งแกร่งเพียงใดเขาก็ปกป้องใครไว้ไม่ได้แม้แต่คนเดียว หลายชีวิตล้มตายมีเพียงเขาที่ต้องก้าวผ่านไปเกียรติยศชื่อเสียงที่ว่างเปล่า

    เขาหลับตาลงสูดลมหายใจยาว“เงาของอดีตทำร้ายเราไม่ได้หน้าที่จบลงไปแล้ว..”ชายหนุ่มตั้งสมาธิอยู่กับปัจจุบันแล้วเสียงหนึ่งดังขึ้นเหนือภาพมิติที่เขาอยู่เสียงที่เกิดขึ้นจริง “ท่านแม่!” เสียงของหลิวชิงเซียง เสียงนั้นชัดเจนแทรกผ่านภาพหลอนเสียงของนางเศร้าโศกติดอยู่ในอดีต

    โม่เหวินหานลืมตาขึ้นสายตาพลันกลับสู่ความจริงทันที หลิวชิงเซียงยืนอยู่ด้านหน้า ใบหน้าเปียกน้ำตานางยื่นมือพยายามไขว่คว้าบางสิ่ง

    เขาจึงรีบคว้ามือนางเขาไว้ใช้มือปิดตานางแล้วกระซิบเรียกให้นางตื่น “สิ่งที่เห็นลวงตาสัมผัสถึงข้าสิอาชิง ข้าจะกอดเจ้าไว้เอง” เขาดึงนางเข้ากอดแนบอก“อยู่กับข้า..พวกเราอยู่ด้วยกัน” หลังจากนั้นหมอกลวงก็จางหายหลิวชิงเซียงจับมือเขาออกแล้วค่อยๆ ลืมตา..

    เพียงพ้นแนวป่ามายังมิทันพักเหนื่อยอากาศที่เหมาะสมในวันฟ้าสว่างพลันแปรเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น ลมเหนือกระโชกแรงหิมะเริ่มโปรยปราย

    “พายุหิมะในฤดูร้อนหรือ?” หลิวชิงเซียงกระชับเสื้อคลุมแนบชิดกายยิ่งขึ้นเส้นผมยาวสะบัดตามแรงลมจนพันทั่วใบหน้า

    “สายลมจะยิ่งพัดแรงกว่าเดิมถ้าใจหวาดกลัว” โม่เหวินหานเอ่ยขณะเหยียบย่างขึ้นบนลานหินที่เริ่มถูกปกคลุมด้วยหิมะหนา“เราต้องเดินไปพร้อมกัน อย่าแยกกัน”

    เสียงหิมะบดใต้เท้าดังทุกย่างก้าวยากเย็นขึ้นทุกที เสื้อผ้าของทั้งสองชุ่มเย็นจัดจากหิมะที่ละลายท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของพายุราวเสียงโหยไห้ของวิญญาณไร้ญาติ

    หลิวชิงเซียงล้มลงครั้งหนึ่งมือทั้งสองทาบพื้นแข็งเย็นจัดจนแทบปวดชา แต่เสียงหนึ่งก็เอื้อนเอ่ยเหนือศีรษะ “จับมือข้าไว้”

    นางเงยหน้าขึ้นเห็นโม่เหวินหานยื่นมือมาให้ ชุดคลุมเขาพลิ้วสะบัดกลางพายุแววตาเขายังนิ่งแน่วไม่สั่นไหว “ถ้ายิ่งไปอากาศยิ่งหนาวเราควรทำอย่างไร”

    “เราก็แค่หยุดพัก” เขาพูดแล้วฉุดนางขึ้นมาข้างกายแล้วเอาเสื้อคลุมโอบรอบร่างบางอีกชั้น“เจ้าอย่าหวั่นไหวอากาศที่นี่ยิ่งโหมหนักถ้าเจ้ายิ่งหวาดกลัว สงบใจเอาไว้..”

    หลิวชิงเซียงพ่นลมอุ่นออกมาใส่มือที่เย็นเฉียบแล้วกอดเอวคนรักเดินเคียงกันฝ่าพายุหิมะท่ามกลางหิมะพร่างพรายแสนหนาวเย็นนางรู้สึกได้ถึงฝ่ามืออุ่นร้อนที่กุมมือของนางแน่นหนาไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไรที่ฝ่ามือยังคงอุ่นอยู่เช่นนี้แต่ความอุ่นเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

    แล้วเพียงไม่นานพายุหิมะพัดแรงก็เริ่มซาแสงทองที่ขอบฟ้าเริ่มปรากฏผ่านม่านเมฆ แม้จะผ่านด่านสองแห่งแรกมาด้วยสภาพร่างกายเปียกชื้นและเหน็ดเหนื่อยทว่าใจของโม่เหวินหานและหลิวชิงเซียงกลับแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน

    เมื่อฝ่าพ้นหิมะที่ถาโถมจากลานหิมะคลั่งออกมาทั้งสองก็พบเบื้องหน้าเป็นแนวทางหินทอดยาวทอดผ่านช่องเขาลึกบนฟ้าไร้แม้เมฆกลับมีเสียงฟ้าคำรามดังก้องราวสวรรค์ลงโทษสรรพสิ่งทางหินตรงหน้านั้นเป็นดั่งสะพานธรรมชาติระหว่างสองฝั่งผาสูงมีเพียงแผ่นหินกว้างไม่ถึงสองจั้งเชื่อมยาวไปไกลสุดสายตา ขณะยืนอยู่ตรงต้นทางทั้งสองก็มองเห็นได้ชัดว่าฟ้าผ่าลงมาตรงทางนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    "ที่นี่คือทางหินกลางสายฟ้า" โม่เหวินหานกล่าวเสียงนิ่ง "ทุกก้าวต้องแม่นยำ ไม่เช่นนั้นสายฟ้าอาจจะปลิดลมหายใจสิ้น"

    หลิวชิงเซียงมองเส้นทางตรงหน้าด้วยแววตาจริงจังนางเห็นรอยเผาไหม้บนหินดำเป็นทางยาว รอยแตกร้าวจากแรงฟ้าฟาดยังใหม่สดหยาดเหงื่อผุดขึ้นบนขมับนางโดยไม่รู้ตัว

    "ข้าจะนำหน้า" โม่เหวินหานหันมาเอ่ยขณะยื่นมือออกมา "เจ้าตามหลังมาจับชายเสื้อข้าไว้หากมีสิ่งใดผิดปกติ ข้าจะหยุดทันที"

    "ท่านระวังด้วย" หลิวชิงเซียงตอบยกมือจับมือเขาไว้แน่นครู่หนึ่ง

    เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่ทางหินนั้นสายลมก็เปลี่ยนเป็นแรงขึ้นทันที กระแสลมจากช่องเหวหมุนวนกระแทกเสื้อผ้าทั้งสองจนสะบัดอากาศรอบข้างเริ่มมืดครึ้มอย่างไร้เหตุผล ฟ้าผ่าครั้งแล้วครั้งเล่าลงมาใกล้จนแทบเผาไหม้ชายผ้าทุกก้าวที่เหยียบลงเสียงหินแตกร้าวดังกังวานราวยมบาลเรียกกระซิบ..ผู้ใดก็ไม่อาจจะรอด

    “อย่าเพิ่งก้าวต่อ” โม่เหวินหานเอ่ยอย่างฉับพลันพลางชูมือบังร่างหลิวชิงเซียงไว้

    เสียงฟ้าคำรามแหวกอากาศพาดลงตรงหน้าไม่ถึงหนึ่งจั้งแรงสะเทือนสั่นสะเทือนไปทั่วร่างหินใต้ฝ่าเท้าเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นจนทำให้หูอื้อในพริบตา

    "ยังดีที่รู้ทัน" หลิวชิงเซียงพึมพำเมื่อโม่เหวินหานหันมาก้มมองสำรวจนางสายตาเขาแฝงความเป็นห่วงไว้อย่างปิดไม่มิด

    "สายฟ้าตกลงทุกสิบสองจังหวะลมหายใจ" เขาเอ่ย "ต้องหยุดยืนในจังหวะที่สิบพอก้าวถึงครึ่งทาง ทุกอย่างจะเริ่มเร็วขึ้น"

    "จังหวะลมหายใจสิบสองครั้งหรือ.." หลิวชิงเซียงพึมพำซ้ำคล้ายจำแนกกฎนี้ไว้

    ทั้งสองก้าวไปอีกครั้งอย่างช้าๆโม่เหวินหานคอยสังเกตจังหวะฟ้าเปรี้ยงและพยักหน้าให้หลิวชิงเซียงเคลื่อนไหวตามเขานับจังหวะในใจ ตาไม่กะพริบ เสียงสายฟ้ากลายเป็นท่วงทำนองแห่งการเอาชีวิตรอด

    ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเขาหยุดหลบและเคลื่อนกายทันเวลาแม้บางคราปลายชายแขนเสื้อจะโดนลมสายฟ้าเฉียดจนไหม้ จนสุดท้ายทางหินทอดยาวก็สิ้นสุดทั้งสองพ้นออกมาจากแผ่นหินเมื่อยามฟ้าผ่าครั้งสุดท้าย โม่เหวินหานดึงมือของหลิวชิงเซียงออกมานางยกมือขึ้นมากุมพลางหอบหายใจยาว แววตานางผ่อนลงด้วยความโล่งใจ

    “เจ้าเก่งมาก” เขาเอ่ยชม

    "ข้าผ่านเพราะท่านคอยจับจังหวะ ข้าจะเก่งได้อย่างไร" หลิวชิงเซียงเอ่ยตอบยิ้มๆคำยกยอเกินจริง

    "เจ้าเก่งที่เชื่อมั่นข้าอย่างไร" เขาพูดยกยออีกก่อนเอื้อมมือมาซับเหงื่อให้นางอย่างเบามือ

    เสียงสายฟ้าค่อยๆจางหาย พื้นหินเบื้องหลังหลอมรวมเข้ากับขุนเขาอีกครั้งราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นทว่าเมื่อมองไปยังเบื้องหน้ากลับเห็นปากถ้ำเบิกออกกว้าง เสียงลมกรีดร้องลอดออกมาจากความมืดด้านในเหล่าเสียงโหยหา ทั้งแหลม ทั้งต่ำ ล้วนปะปนจนกลายเป็นเสียงของ ‘ถ้ำหมื่นเสียง’

    ทันทีที่ก้าวเข้าใกล้ปากถ้ำก็ดูเหมือนจะเคลื่อนไหว ลมหอบแรกพัดโหมเข้ามาราวกับแรงคนผลัก ร่างหลิวชิงเซียงสั่นเล็กน้อยเมื่อเสียงลึกลับดังขึ้นจากภายใน

    "เจ้า..ชิงเซียง..เจ้ามาหรือ.." เสียงนั้นมิใช่เสียงโม่เหวินหานแต่กลับเป็นเสียงของมารดานางในวัยเยาว์ มารดานางสิ้นใจไปตั้งแต่นางอายุเก้าปี

    "ชิงเซียง..กลับไป..อย่าเข้ามา.." นางสะดุ้งอีกครั้งก่อนหันขวับไปมองโม่เหวินหานแต่อีกฝ่ายก็เหมือนเงียบงัน เหมือนตกอยู่ในภวังค์

    โม่เหวินหานเองก็ได้ยินเสียงร้องนั้นแต่เป็นเสียงของประชาชนที่เคยสังเวยเพราะการตัดสินใจของตนในอดีตเสียงแหลมต่ำแทรกประสาทขับไล่เขา เขากัดฟันแน่นพยายามตัดเสียงเหล่านั้นทิ้งไม่ยอมฟัง

    ทั้งสองชะงักฝีเท้าไม่ก้าวเดินต่อก่อนจะหันมามองกันเสียงที่ได้ยินทำให้จิตใจหดหู่ก่อนที่จะถอยออกมาจากปากถ้ำเพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงเหล่านั้นหลิวชิงเซียงพิงกำแพงหินขณะพักก้มมองพื้นคิดถึงเสียงมารดาแต่มารดานางกลับขับไล่นางต่างๆ นานา ทั้งบอกว่านางทอดทิ้งมาใช้ชีวิตสุขสบายถึงจะรู้ว่านั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่นางก็ไม่อยากได้ยิน..

    แล้วจู่ๆนางก็คิดอะไรขึ้นมาได้ แล้วถ้าไม่ได้ยินเล่า เรื่องนี้ไม่ยากเสียหน่อย..

    หลิวชิงเซียงเงยหน้าอย่างมีความหวังขึ้นหาบุรุษข้างกาย“ข้ารู้วิธีแล้ว” แล้วนางก็ก้มลงหยิบก้อนดินมาปั้นเป็นก้อนกลมเล็กๆสองก้อนแล้วยื่นให้โม่เหวินหาน เขาก็เข้าใจสิ่งที่นางต้องการสื่อทันทีเขาคว้าก้อนเล็กๆ ที่ปั้นมาปิดหูอย่างที่นางต้องการจากนั้นหลิวชิงเซียงของปั้นอีกสองก้อนให้ตัวเอง

    แม้จะได้ยินเสียงดังแว่วๆมาบ้าง แต่สุดท้ายก็เป็นคล้ายเสียงนกร้องกระซิบหากันเท่านั้นคู่รักสองสามีภรรยาจึงผ่านด่านถ้ำหมื่นเสียงมาได้ง่ายกว่าที่คาดคิดเพราะวิธีกึ่งโกงนิดๆ

    ผ่านไปหลายชั่วยามนับตั้งแต่ทั้งสองเริ่มเดินทางขึ้นเขาอู๋อวี๋เวลานี้ใกล้มืดแล้ว ใต้ม่านฟ้าสีเทา แสงอาทิตย์ใกล้หมดวันทั้งสองร่างยืนอยู่หน้าผากว้างทอดยาวสุดสายตาหินแกร่งสีคล้ำทอดตัวยาวไปจนสุดขอบเหว บัดนี้ถึงด่านสุดท้ายของยอดเขาอู๋อวี๋ ‘ผาชะงักใจ’

    เบื้องหน้าไม่ใช่เส้นทางทว่าเป็นเวิ้งเหวลึกที่กว้างใหญ่ราวโลกแยกออกเป็นสองซีกพวกเขามองออกไปไกลจนสุดปลายตา เห็นอีกฟากหนึ่งของเขาสูงตระหง่านแต่อยู่ห่างจนดูราวกับเป็นภูเขาคนละลูก ทางที่ทอดไปเหมือนสิ้นสุดที่นี่ดุจดั่งสวรรค์จงใจหยอกล้อ บอกว่า “จงหยุดเพียงเท่านี้เถิด”

    หลิวชิงเซียงยืนนิ่งไปหลายอึดใจลมหายใจที่พ้นจากปลายจมูกรินระเรื่อย ดวงตากลมใสที่เคยแน่วแน่เริ่มหวั่นไหว “ไม่มีทางไปต่อแล้วหรือ..” เสียงนางแผ่วเบา แม้สายลมยังต้องเงี่ยหูฟัง

    โม่เหวินหานกลับไม่ตอบเขาเดินไปถึงขอบผาแล้วนั่งลงด้วยปลายเท้า ค่อยๆ วางฝ่ามือแนบหินเส้นเอ็นบนแขนเคลื่อนไหวคล้ายกระแสพลังที่แล่นผ่าน “ทางอยู่ตรงหน้า” เขาพูดเสียงเรียบแต่สะท้อนดังก้องหุบเขา“ต้องข้ามไป”

    หญิงสาวเบือนหน้ามองเขานิ่งอึ้งในแววตา "ข้ามหรือ? แต่มันกว้างเช่นนี้ต่อให้มีวิชาตัวบางก็ไม่ใช่ว่าเหาะได้" นางถามแต่สีหน้ากลับไม่หวาดหวั่นนัก

    โม่เหวินหานยื่นมือมาหา“หุบเขาที่แห่งนี้เป็นสถานที่วัดความแข็งแกร่งของจิตใจและปัญญาจากด่านแรกตลอดมาถึงไม่ใช่นักพรตหรือเซียนก็ผ่านได้ ด่านนี้ก็ต้องเป็นเช่นกัน”

    ประโยคนั้นราวสายฟ้ากลางใจหลิวชิงเซียงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง นางชะโงกหน้าลงไปมองในเหวลึกเพียงชั่วครู่จากลมสงบก็มีลมตีแรงขึ้นมาจนนางต้องรีบหดศีรษะกลับ ก่อนจะหันมามองชายหนุ่มพร้อมยกยิ้มมุมปากขึ้น“เข้าใจแล้ว..ถ้าอย่างนั้นไปด้วยกัน”

    โม่เหวินหานคว้ามือคนรักมากุมไว้แน่นแล้วทั้งสองจึงกระโจนหมายจะขอบผาอย่างมั่นใจร่างทั้งสองร่วงสู่ความว่างเปล่าเพียงอึดใจแต่ทันใดนั้นแรงต้านบางอย่างก็เกิดขึ้นใต้ฝ่าเท้าสายลมล่องหนปรากฏพัดแต่เสื้อผ้ากลับไม่สะบัดปลิวค่อยๆดึงร่างพวกเขาให้พุ่งสูงแทนการตกลง ลอยข้ามเหวไปยังอีกฟากได้อย่างอัศจรรย์

    ผาที่ดูเหมือนสิ้นสุดกลับเป็นสะพานเร้นลับที่รอให้ผู้กล้าด้วยใจแท้จริงกระโจนลงเท่านั้นจึงเผยทางที่แท้

    หลังผ่านด่านทั้งห้าพวกเขาก็เดินต่อเข้าไปในป่าสนหนาทึบ กลิ่นยางสนหอมอวลปะปนกลิ่นดินชื้นยามสายบรรยากาศรอบตัวเงียบสงบอย่างน่าประหลาด จนแม้เสียงฝีเท้าบนผืนหญ้าก็ดังกังวาน

    เส้นทางเริ่มลาดต่ำลงเรื่อยๆจนในที่สุดก็เผยให้เห็นแอ่งขนาดใหญ่ที่กว้างเรียบสะท้อนกลางภูผาบึงนั้นตั้งอยู่ใจกลางปล่องเขา น้ำที่อยู่ภายในมิใช่น้ำใสธรรมดาแต่กลับเป็นสีเงินเทาสะท้อนเงาท้องฟ้าใกล้มืดมิด ทั้งที่ไร้ลมทว่าเกลียวคลื่นเบาบางกลับกระเพื่อมไปมาไม่หยุดราวกับภายในมีบางสิ่งกำลังหายใจ

    “บึงฟ้ากลับ” โม่เหวินหานพึมพำ ดวงตาสีเข้มทอดมองอย่างคุ้นเคยและเคารพ

    หลิวชิงเซียงมองบึงนั้นสีหน้าทั้งตื่นตาและสงบ “นี่หรือสถานที่ที่ท่านผนึกกระบี่ไว้”

    โม่เหวินหานพยักหน้าแล้วเขาก็เดินไปหน้าขอบบึงก่อนจะนั่งลงบนพื้นสอดสองมือประสานกันยื่นไปเหนือพื้นน้ำ หลับตาแล้วเริ่มขับวาจาดังบทโบราณ

    “แด่ฟ้าและดิน แด่ใจแห่งข้า หากตัวตนยังมีคุณแห่งเทพจักรพรรดิขอจงคืนกลับให้ หนึ่งกระบี่หนึ่งใจ คลายผนึก..”

    ทันใดนั้นทะเลสาบเงินที่เคยเงียบสงบกลับเริ่มเปลี่ยนไป ผิวน้ำกระเพื่อมรุนแรงขึ้นราวกับมีพายุเกิดจากก้นบึ้ง วงแสงสีทองพวยพุ่งจากใจบึงขึ้นกลางอากาศแสงนั้นสะท้อนภาพของโม่เหวินหานในช่วงต่างๆ ตั้งแต่ตอนเป็นเทพชั้นสวรรค์จนถึงภาพเขาในร่างมนุษย์คนหนึ่งในปัจจุบัน

    ภาพเหล่านั้นค่อยๆจางหายไปพร้อมสายหมอก ก่อนที่กลางบึงจะเปิดออก เผยแกนแสงสีทองชั่วพริบตาเสียงดังสะท้านฟ้า แล้วกระบี่หนึ่งก็ลอยขึ้นจากผิวน้ำอย่างเงียบงัน

    กระบี่นั้นเรียวยาวปลายดาบแหลมตรงสีเงินขาวประกาย ลำตัวกระบี่สลักอักษรโบราณ ‘ชิงยาง’ ด้วยลายสลักบางเฉียบแต่หนักแน่นมือจับเป็นลายเมฆฟ้าและเพลิงสุริยันทว่าความงามนั้นไม่อาจเทียบได้กับรัศมีแผ่จากกระบี่ ราวกับพลังของสายฟ้าแล่นรอบศาสตราวุธชิ้นนี้

    โม่เหวินหานยื่นมือขึ้นช้าๆแสงกระบี่คล้ายตอบรับ หันปลายเข้าหาเขา ก่อนจะค่อยๆ หมุนกลางอากาศลอยเข้ามาหาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง

    แสงที่ออกมาจากกระบี่ชิงยางหมุนวนรอบกายเขาแสงทองสายราวสายไหมล้อมรอบเขาไว้จากนั้นเขาจึงเอื้อมมืออีกข้างไปกุมมือของหลิวชิงเซียงไว้แน่นเขาอยากให้นางรับรู้ถึงพลังของชิงยางไปพร้อมๆ กันลมหอบใหญ่จากตัวกระบี่หมุนวนแล้วเคลื่อนเข้าห่อคลุมทั้งคู่สีทองเรืองรองแผ่ไหล่พวกเขาทั้งสอง โม่เหวินหานสัมผัสได้ถึงจิตกระบี่..มันรอเขามาตลอด

    โม่เหวินหานหลุบตายิ้มบางให้กระบี่ในมือพร้อมเอ่ย“ข้ากลับมาแล้ว..”

    หลิวชิงเซียงมองบุรุษข้างกายที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนแผ่ผ่านออกมาเพราะเขาจับมือนางเอาไว้นางถึงรับรู้ทั้งความรู้สึกที่กระบี่ชิงยางกลับสู่มือเจ้านายและเจ้านายที่ได้มันกลับคืน ภารกิจครั้งนี้คุ้มค่าแล้ว

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน