ตอนที่5 พวกเราถูกหลอกแล้ว
ติงห่าวหรานหรี่ตามองแผ่นหลังของเสิ่นอี้ด้วยความแปลกใจเขาไม่คาดฝันว่าชายหนุ่มอดีตลูกจ้างที่ยากจนของบริษัทจะมีเงินเก็บมากมายได้ พลางคาดเดาไปว่าชายหนุ่มอาจยักยอกเงินบริษัทไปเพราะอีกฝ่ายทำงานเป็ผู้ช่วยอยู่แผนกการเงินพอดีจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาพ่อตนทันที
“พ่อครับพนักงานบริษัทที่เพิ่งปลดออกเมื่อวานนี้มีใครส่อแววพิรุธหรือขโมยเงินบริษัทไหมครับ?”
เขาไม่เชื่อว่าเสิ่นอี้จะมีเงินเก็บมากเพียงนี้ถึงแม้ว่าเขาเพิ่งจะเข้ามาช่วยกิจการที่บริษัทได้เพียงสองเดือนก็ตาม
ถึงอย่างนั้นเขาเรียนรู้งานแต่ละแผนกจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเวลาไม่นานซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าชายหนุ่มอดีตลูกจ้างได้รับเงินเดือน ๆ ละสี่พันหยวนเท่านั้นฉะนั้นไม่น่าที่จะมีเงินเก็บจำนวนมากได้ในสภาพเศรษฐกิจที่สินค้าทุกอย่างราคาแพงเกือบเท่าตัวในเมืองหลวงอย่างนี้
ติงหานผู้เป็ประธานบริษัทชิงหวาแอดเวอร์ไทซ์ซึ่งเป็บริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโมษณา เขาตอบกลับลูกชายตาม
จริงพร้อมกล่าวถามด้วยความสงสัยว่า
“ไม่มีหรอกเสี่ยวหรานพ่อตรวจบัญชีเองทุกเดือน ตัวเลขไม่มีผิดพลาดแน่นอน มีแต่ลูกค้าเราลดลงกับคู่แข่งมีมากขึ้นเท่านั้นว่าแต่ทำไมถึงถามอย่างนี้หรือ?”
ติงห่าวหรานขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัยในความร่ำรวยของเสิ่นอี้มากขึ้นเขาเคยอ่านประวัติของพนักงานในบริษัททุกคนโดยพบว่าข้อมูลของเสิ่นอี้ไม่มีอะไรน่าสนใจสักนิดเป็เพียงเด็กกำพร้าที่เรียนเกือบไม่จบทว่าเป็คนซื่อที่พ่อรับเข้าทำงานด้วยความสงสารซึ่งประวัติการทำงานก็ไม่มีอะไรโดดเด่นมากพอที่จะได้โบนัสสูง
เขาถอนหายใจอย่างจำนนที่ไม่สามารถหาข้อสงสัยเชื่อมโยงไปถึงเงินจำนวนมากของอีกฝ่ายได้เลย
“ที่รักคะไหนคุณว่าจะซื้อโทรศัพท์ให้ฉันไงละคะ?”
จ้าวเฟยเซียนมองเห็นโอกาสที่จะได้โทรศัพท์จากแฟนหนุ่มเธอรีบอ้อนขอเขาทันทีอย่างมีความหวัง
“ไว้คราวหน้าละกันพอดีพ่อบอกให้ผมไปพบลูกค้าแทน เดี๋ยวผมไปส่งคุณที่บริษัทก็แล้วกันนะ”
ติงห่าวหรานปฏิเสธแฟนสาวโดยตรงเขาเริ่มเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายหญิงสาวมากขึ้นเพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีฐานะทางสังคมสูงมากพอที่จะเทียบเคียงเขาได้โดยเขาคิดที่จะคบเธอไว้เป็เพียงคู่ขาคลายเหงาเท่านั้น
จ้าวเฟยเซียนหลุบเปลือกตามองลงพื้นโดยไม่กล้าแสดงท่าทางไม่พอใจออกมาเธอแอบคิดอย่างกังวลใจที่พบว่าท่าทีของแฟนหนุ่มเปลี่ยนไปทำให้เธอรีบปรับท่าทีตนเองเพื่อไม่ให้เขาสลัดตนทิ้งไปว่า
“ได้ค่ะเซียนเอ๋อร์เข้าใจที่รักดี การพบลูกค้าจะช่วยให้บริษัทก้าวหน้าขึ้นเซียนเอ๋อร์ยินดีค่ะ”
เธอลอบจิกเล็บเข้าอุ้งมือตนเองอย่างไม่พอใจแต่ต้องฉีกยิ้มหวานเอาใจแฟนหนุ่มซึ่งคำตอบของเธอทำให้ติงห่าวหรานยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจเขาจุมพิตแก้มหญิงสาวเพื่อเอาใจ ก่อนเอ่ยชวนเธอกลับบริษัทว่า
“ดีมากที่รักงั้นพวกเราไปกันเถอะ ผมจะได้ไปพบลูกค้าทันเวลา”
..........
ด้านเสิ่นอี้ที่ตัดสินใจเดินทางไปบริษัทก่อนเพราะกังวลเื่ของติงห่าวหราน
ระหว่างนั่งในรถแท็กซี่เขากดสั่งซื้อเสื้อผ้าจำนวนหลายชุดให้ไปส่งที่หอพักรวมทั้งค้นหาที่อยู่ใหม่ให้สมฐานะและเป็ไปตามภารกิจจากระบบโกลาหลโดยเขาสามารถทำภารกิจบางอย่างเสร็จเรียบร้อยพอดีเมื่อเดินทางมาถึงอาคารที่ทำการของบริษัท
เขาลงไปยืนอยู่หน้าบริษัทโดยยอมจ่ายเงินให้แท็กซี่เพิ่มเป็ค่าเสียเวลาเพราะไม่้าหิ้วถุงอุปกรณ์ของแถมโทรศัพท์เข้าไปด้วยซึ่งเขาตั้งใจใช้บริการรถแท็กซี่ของลุงใจดีต่อ
จากนั้นเขารีบเร่งเข้าไปในบริษัทเพื่อติดต่อขอรับเงินชดเชยก่อนที่ติงห่าวหรานหรือแฟนเก่าตนจะกลับเข้าบริษัทแล้วอาจสร้างเื่วุ่นวายให้กับตนได้
พลันเหลือบมองเห็นความวุ่นวายภายในแผนกการเงินที่มีพนักงานบริษัทหลายคนซึ่งถูกเลิกจ้างเหมือนกับเขาพอดีเสิ่นอี้เหลือบมองเห็นเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งที่เขาเป็หนี้หนึ่งพันหยวนนั่งร้องไห้อยู่บนพื้นด้วยท่าทางน่าสงสารทำให้เขาปราดเข้าไปสอบถามด้วยความสงสัยว่า
“เสี่ยวคุนนายเป็อะไร? ทำไมมานั่งร้องไห้อย่างนี้ละ?”
เสี่ยวคุนเงยหน้ามองเพื่อนร่วมชะตากรรมพลางโผเข้ากอดแล้วละล่ำละลักบอกอย่างเสียใจและผิดหวังเป็อย่างยิ่งว่า
“เสี่ยวอี้พวกเราถูกหลอกแล้ว เ้าหน้าที่การเงินให้พวกเราเซ็นเอกสารเปล่า ตอนที่เข้าทำงานวันแรกนายจำได้ไหม?ปรากฏว่าลายเซ็นพวกเราไปอยู่ในสัญญายินยอมรับสภาพพวกเราจะไม่ได้รับเงินชดเชยนั่นซี”
ฉงคุนร้องไห้หนักกว่าเดิมโดยมีเสียงร้องไห้ของพนักงานชายหญิงอีกหลายคนร้องเป็เพื่อนเหตุเพราะหลักฐานที่ถูกมัดมือชกเมื่อนานมาแล้วได้ส่งผลทางกฎหมายต่อทุกคนในวันที่ถูกเลิกจ้างเช่นนี้
เสิ่นอี้กำหมัดแน่นอย่างไม่ยอมแพ้เขากำลังลุกขึ้นเตรียมไปต่อว่าและอาละวาดแทนเพื่อนอีกหลายคน
พลันมีเสียงราบเรียบของระบบดังขึ้นเพื่อเตือนสติเขาว่า“โอนเนอร์ไม่จำเป็ต้องเสียเวลาเจรจากับคนโกง สู้เอาเวลาไปทำภารกิจพิเศษให้สำเร็จโดยเร็วดีกว่าไม่อย่างนั้นเงินรางวัลอาจถูกริบคืนโปรดสังเกต.....ระยะเวลาของภารกิจเริ่มนับถอยหลังแล้ว”
เสิ่นอี้จ้องมองภาพฮอโลแกรมในหัวตนเองที่ระยะเวลาของภารกิจแรกและภารกิจพิเศษซึ่งใช้เวลาเท่ากันกำลังมีตัวเลขนับถอยหลังลงเรื่อยๆ ทำให้เขาตัดสินใจเลือกสิ่งที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดก่อน
จากนั้นเขาหยิบเงินหนึ่งสองพันหยวนออกมาจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ฉงคุณพร้อมบอกเพื่อนอย่างจริงใจว่า
“เสี่ยวคุนฉันคืนเงินที่เป็หนี้ให้นายและแถมดอกเบี้ยให้ด้วย อย่าเสียเวลาที่นี่อีกเลยหากต้องฟ้องร้องกัน พวกเราจะเอาหลักฐานที่ไหนไปสู้?หรือจะเอาเงินที่ไหนไปจ้างทนายความ?กลับบ้านของเราดีกว่า”
เขาไม่อยากยอมรับความพ่ายแพ้ต่อกลโกงจากทางบริษัททว่าเขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องได้รับผลตอบแทนที่สาสมแน่นอนทั้งนี้เขาไตร่ตรองตามคำเตือนของระบบแล้วพบว่า ภารกิจพิเศษและภารกิจอื่นในอนาคตต่างหากคือความจำเป็เร่งด่วนในชีวิตของเขา
“ขอบใจมากเสี่ยวอี้นายไม่เหมือนเสี่ยวอี้คนเดิมเลย หรือว่าอกหักแล้วก็เลยเปลี่ยนไปแต่ก็ดี.....ดูแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมนะ”
เสี่ยวคุนเช็ดหน้าตาพลางกล่าวแสดงความแปลกใจในท่าทีของเสิ่นอี้เพราะเสิ่นอี้คนเดิมจะต้องมานั่งร้องไห้กับพวกตนแล้ว ไม่ใช่เป็คนมาปลอบใจเพื่อนคนอื่นอย่างนี้อีกทั้งยังนำเงินที่เคยเป็หนี้สินต่อกันมาชำระและยังแถมดอกเบี้ยให้อีกเท่าตัวทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งใจในวันที่หนาวเหน็บเช่นนี้
จากนั้นเสิ่นอี้และเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายคนต่างทยอยออกจากบริษัทโดยเขาไม่คิดที่จะหันหลังกลับไปดูอีก
เสิ่นอี้รีบกลับไปจ่ายหนี้สินที่ค้างคากับเจ้ไฝให้เรียบร้อยโดยปล่อยห้องรกรุงรังทิ้งไว้ก่อนซึ่งเขาวางแผนที่จะกลับมาจัดการให้ดีหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจพิเศษแล้ว
โชคดีที่บริษัทขนส่งจัดส่งเสื้อผ้ามาให้เขาทันเวลาก่อนออกเดินทางโดยเขานำเสื้อผ้าและรองเท้าชุดใหม่ติดตัวไปด้วยอีกสามชุดช่วยให้เขาไม่ต้องทนใส่ชุดเดิมที่เริ่มส่งกลิ่นเหม็นจนแทบอาเจียนได้
จากนั้นมุ่งหน้าตรงไปยังเมืองซีอานด้วยรถไฟความเร็วสูงเขาไม่กล้านั่งเครื่องบินเพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัยซึ่งเป็ความคิดหลักของเสิ่นอี้จากดาวเอวาชายหนุ่มเดินทางตรงไปยังสถานที่ที่เคยเป็เมืองหลวงในยุคสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งเขามีความหวังว่าตนจะค้นพบเทเลพอร์ตได้ทันตามกำหนด
..........
เวลานี้เสิ่นอี้หยุดยืนอยู่หน้าโรงแรมห้าดาวแห่งหนึ่งในเมืองซีอานเขาแหงนหน้ามองชื่อโรงแรมอย่างลังเลใจ
“โรงแรมมิราเคิลหรือ?ในเว่ยป๋อบอกว่ามีราคาแพงที่สุด ครั้งหนึ่งในชีวิตฉันอยากลองเข้าไปพักดูบ้าง ในเมื่อมีเงินแล้วขอลองใช้ชีวิตแบบคนรวยดูเสียหน่อย หวังว่าเสื้อผ้าจะไม่น่าเกลียดเกินไป”
เสิ่นอี้ก้มมองดูสภาพตนเองที่เปลี่ยนโฉมใหม่บางส่วนโดยเสื้อเชิ้ตแขนยาวและกางเกงเป็ยี่ห้อราคาแพงที่สวยงาม รวมทั้งรองเท้าผ้าใบยี่ห้อหรูที่ใส่แล้วช่วยให้เขาดูดีกว่าเดิมมากนัก
เขาตัดสินใจเดินเข้าโรงแรมไปติดต่อห้องพักทันทีโดยตั้งใจที่จะพักเพียงสองวันเพราะกลัวเงินลดลงมากเกินไป
“สวัสดีค่ะ ลูกค้า้าห้องพักแบบไหนคะ?แล้ว้าพักกี่คืน?”
พนักงานต้อนรับทักทายเสิ่นอี้อย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงนอบน้อมซึ่งชายหนุ่มรู้สึกพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง เขาตอบกลับตามที่เคยวางแผนไว้ทันทีว่า
“สองคืนครับขอเป็ห้องเตียงเดี่ยวก็แล้วกัน”
พลันมีเสียงสนทนาแ่เบาระหว่างชายสองคนซึ่งดังมาจากมุมหนึ่งของห้องโถงรับรอง บังเอิญอยู่ใกล้มุมที่เสิ่นอี้ยืนเจรจากับพนักงานต้อนรับของโรงแรมพอดีว่า
“ทางการยืนยันมาแล้วพบแหล่งสุสานแห่งใหม่ที่เพิ่งค้นพบ เห็นว่าในสุสานแห่งใหม่มีวัตถุประหลาดด้วย”
“จริงหรือ?แบบนี้ค่อยน่าสนใจ พวกเขาเปิดให้เข้าเยี่ยมชมไหม?”
“เห็นว่าจะเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้บางจุดวันพรุ่งนี้นายสนใจหรือ?”
“สนใจสิ!สุสานเดิมเคยดูมาแล้ว ฉันอยากไปดูที่ใหม่มากกว่า เผื่อมีอะไรพอจะหยิบฉวยได้”
“นายนี่.....ไม่ทิ้งนิสัยเดิมเลยนะต้องระวังให้ดีละ ทางการจับตามองคนอย่างพวกเราอยู่”
“เออน่า.....รู้แล้วงั้นพรุ่งนี้พวกเราไปแต่เช้าเลย”
เสิ่นอี้พยายามเพ่งมองชายสองคนที่นั่งสนทนากันอยู่หลังพุ่มไม้ประดิษฐ์ซึ่งเขาวิเคราะห์เสียงแล้วพบว่าน่าจะเป็ชายวัยกลางคนเพราะน้ำเสียงไม่เหมือนคนหนุ่มหรือคนชราแน่นอนโดยเขาไม่ได้สนใจฟังคำกล่าวของพนักงานต้อนรับเลย เพราะสะดุดหูกับคำว่าวัตถุประหลาดที่ทั้งสองคนเอ่ยถึง
“คุณลูกค้าคะคุณลูกค้า.....คุณคะ.....คุณ!”พนักงานหญิงจำเป็ต้องใช้เสียงสูงเพื่อเรียกสติของเสิ่นอี้ให้กลับมา
“อ๊ะ!ขอโทษครับ พอดีผมมัวคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่”
เสิ่นอี้รีบหัวหน้าไปขอโทษพนักงานโรงแรมทันทีเขารู้สึกอับอายที่ทำให้พนักงานโรงแรมและลูกค้าคนอื่นหันหน้ามองตนเป็จุดเดียวจนทำให้เขาอยากมุดตัวหนีไปจากตรงนี้ทันที