ตอนที่ 13: วันแห่งอิสรภาพ
ซองเอกสารสีน้ำตาลประทับตราครุฑจากสำนักงานคณะกรรมการวิชาชีพ ถูกฉีกเปิดออกด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น เมื่อกระดาษแผ่นบางที่อยู่ด้านในถูกดึงออกมาปรากฏสู่สายตา รอยยิ้มกว้างก็จุดประกายขึ้นบนใบหน้าของฉันทันที
'ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะสาขาจิตวิทยาคลินิก'
ชื่อและนามสกุลของฉันถูกพิมพ์เอาไว้อย่างชัดเจนและสง่างามบนกระดาษแผ่นนั้น มันคือเครื่องการันตีความสำเร็จทางสติปัญญา ความอดทน และความมุ่งมั่นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ในที่สุด... พราวรินทร์คนนี้ก็ก้าวขึ้นมาเป็นนักจิตวิทยาคลินิกอย่างเต็มภาคภูมิ
ฉันวางใบอนุญาตอันทรงเกียรตินั้นลงบนโต๊ะทำงาน หยิบสมุดบัญชีเงินฝากหลายเล่มออกมาเปิดดูตัวเลขในหน้าสุดท้าย จำนวนเงินที่ปรากฏอยู่หลักเจ็ดหลักตอนปลายๆ มันเกิดจากการเก็บหอมรอมริบเงินเดือนประจำ เงินช่วยเหลือโครงการวิจัย และที่สำคัญที่สุด... ค่า 'สปอนเซอร์ส่วนตัว' เดือนละสองแสนบาทที่คุณหมออนันต์เปย์ให้ฉันอย่างสม่ำเสมอตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมา
ผู้หญิงบางคนอาจจะมองหาความมั่นคงจากการแต่งงานกับผู้ชายรวยๆ สักคน ยอมทนเป็นช้างเท้าหลังและแบกรับความคาดหวังของคำว่าแม่ศรีเรือน
แต่สำหรับฉัน... ความมั่นคงที่แท้จริง คือการมีเงินเป็นล้านในบัญชีชื่อตัวเอง มีอาชีพที่มีเกียรติรองรับ และมีปีกที่แข็งแรงพอจะโบยบินไปที่ไหนก็ได้ตามใจปรารถนา โดยไม่ต้องง้อผู้ชายหน้าไหนทั้งนั้น!
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากแท็บเล็ตเครื่องบางที่วางอยู่ข้างๆ ดึงความสนใจของฉันให้หันไปมอง หน้าจอแสดงการแจ้งเตือนข่าวสารจากเพจสังคมไฮโซชื่อดัง ฉันปัดหน้าจอเพื่อเปิดเข้าไปดูรูปภาพที่กำลังเป็นกระแสไวรัลในเช้าวันนี้
'วิวาห์หวานแห่งปี! ศัลยแพทย์มือทองควงทายาทผู้อำนวยการโรงพยาบาล เข้าพิธีฉลองมงคลสมรสสุดอลังการ'
รูปภาพพรีเวดดิ้งและภาพบรรยากาศงานแต่งงานที่ถูกจัดขึ้นอย่างหรูหราในโรงแรมระดับห้าดาว ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอ คุณหมออนันต์ในชุดสูททักซิโด้สีขาวสะอาดตา ยืนเคียงข้างเจ้าสาวแสนสวยในชุดราตรีฟูฟ่อง ทั้งคู่ส่งยิ้มหวานให้ช่างภาพ ดูเหมาะสมและเพอร์เฟกต์ราวกับกิ่งทองใบหยก
คอมเมนต์ใต้โพสต์นั้นเต็มไปด้วยความชื่นชมและคำอวยพรจากชาวเน็ตที่มองเห็นแค่เปลือกนอกอันแสนสวยงาม
ฉันหลุดขำออกมาเบาๆ นึกสมเพชความหน้าไหว้หลังหลอกของสังคมชั้นสูง
เบื้องหน้า... คุณหมออนันต์คือเจ้าบ่าวที่แสนดีและอบอุ่น แต่เบื้องหลัง... เมื่อคืนก่อนวันแต่งงาน เขายังแอบหนีมานอนกกกอดและพร่ำบอกรักฉันอยู่บนเตียงในคอนโดมิเนียมของฉันอยู่เลย
ความรักจอมปลอม... การสร้างภาพเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ... และการใช้ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องประดับบารมี... มันช่างเป็นเรื่องตลกขบขันที่ฉันดูมาจนเบื่อหน่ายแล้ว
และตอนนี้... เมื่อฉันได้กอบโกยทุกอย่างที่ต้องการจนครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ก็ถึงเวลาเสียที ที่ฉันจะปิดกล้อง ละทิ้งบทบาทของเล่นลับๆ และดึงตัวเองออกมาจากวังวนความสัมพันธ์ที่ไม่มีวันพัฒนาไปสู่แสงสว่างนี้
...
ช่วงบ่ายของวันถัดมา ฉันนัดคุณหมออนันต์มาพบที่ร้านคาเฟ่กระจกใสสไตล์มินิมอล ซึ่งตั้งอยู่ในย่านพรีเมียมห่างไกลจากโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่ บรรยากาศภายในร้านเงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัว เหมาะสำหรับการพูดคุยเรื่องสำคัญ
ฉันเลือกสวมชุดเดรสสายเดี่ยวสีแดงเบอร์กันดีที่ขับผิวให้ดูขาวผ่อง ดีไซน์เรียบหรูแต่แฝงความเซ็กซี่อย่างมีระดับ จับคู่กับรองเท้าส้นสูงสีดำเงาที่ช่วยเพิ่มความสง่างามและความมั่นใจในทุกย่างก้าว เมคอัพบนใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างพิถีพิถัน เน้นดวงตาที่คมกริบและริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด
วันนี้... ฉันไม่ได้มาในมาดของนักจิตวิทยาสาวแสนอ่อนหวานและช่างเอาใจ แต่ฉันมาในฐานะ 'นางพญา' ที่พร้อมจะประกาศชัยชนะและเดินจากไปอย่างผู้เหนือกว่า
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงโปร่งของคุณหมออนันต์ที่รีบเร่งเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มแสนรักและโหยหา แม้ดวงตาจะดูอิดโรยจากการรับแขกในงานแต่งงานเมื่อคืนก็ตาม
"พราว... รอนานไหมครับ พี่คิดถึงพราวแทบแย่" เขาเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน เอื้อมมือหมายจะมากุมมือของฉันที่วางอยู่บนโต๊ะ
แต่ฉันกลับขยับมือหนีอย่างนุ่มนวล หยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบด้วยท่วงท่าที่สง่างามและเยือกเย็น "ไม่นานค่ะคุณหมอ... นั่งก่อนสิคะ พราวมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย"
สรรพนามที่เปลี่ยนไป และท่าทีที่เย็นชาของฉัน ทำให้รอยยิ้มของคุณหมอหนุ่มใหญ่เจื่อนลงไปเล็กน้อย เขายอมทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม มองหน้าฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและกังวลใจ
"พราว... โกรธพี่เรื่องงานแต่งงานเมื่อคืนเหรอครับ พี่อธิบายได้นะ พราวก็รู้ว่ามันเป็นแค่หน้าที่... หัวใจของพี่มีแค่พราวคนเดียวนะ" เขาพยายามจะอธิบาย น้ำเสียงร้อนรนจนสูญเสียมาดศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็นไปจนหมดสิ้น
ฉันส่ายหน้าเบาๆ คลี่ยิ้มบางๆ ที่ไม่มีความโกรธเคือง หรือความน้อยเนื้อต่ำใจเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย "พราวไม่ได้โกรธค่ะคุณหมอ... พราวเข้าใจเหตุผลของคุณหมอดี และพราวก็ยินดีด้วยกับงานแต่งงานที่สมบูรณ์แบบของคุณหมอนะคะ"
ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบคีย์การ์ดคอนโดมิเนียมที่คุณหมออนันต์เคยเช่าไว้ให้เป็นรังรักของเรา วางมันลงบนโต๊ะ เลื่อนไปตรงหน้าเขาอย่างช้าๆ
"แต่พราวคิดว่า... เราควรหยุดเรื่องบ้าๆ นี้ได้แล้วล่ะค่ะ" น้ำเสียงของฉันเด็ดขาดและหนักแน่น "พราวสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผ่านแล้วนะคะ และพราวก็เพิ่งตอบตกลงรับงานใหม่ เป็นนักจิตวิทยาประจำโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในเครือข้ามชาติ... พราวจะย้ายออกจากคอนโดพรุ่งนี้เช้า และเรา... ไม่จำเป็นต้องพบกันอีกแล้วค่ะ"
คำพูดของฉันราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจของคุณหมออนันต์ ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความช็อกและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
"พราว... พูดเล่นใช่ไหมครับ? พราวล้อพี่เล่นใช่ไหม?" เขาละล่ำละลักถาม มือหนาสั่นเทาขณะเอื้อมมาคว้าคีย์การ์ดใบนั้นไว้แน่น "พี่ไม่ให้พราวไป! พี่อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพราว... พราวก็รู้ว่าพี่ทนอยู่กับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ พี่รักพราว... พี่รักพราวคนเดียวนะ!"
"แต่คุณหมอเพิ่งจะเข้าพิธีแต่งงานกับเธอไปเมื่อคืนนี้เองนะคะ" ฉันตอกกลับด้วยความจริงที่แสนจะเยือกเย็น "ชีวิตของคุณหมอมีความมั่นคง มีหน้ามีตา มีอนาคตที่รุ่งโรจน์รออยู่... ส่วนพราว ก็มีเส้นทางชีวิตและอนาคตของพราวที่ต้องก้าวเดินต่อไป... เราสองคน เป็นแค่ทางผ่านที่บังเอิญมาบรรจบกันในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นค่ะ... จบกันด้วยดีเถอะนะคะ"
ฉันลุกขึ้นยืน คว้ากระเป๋าสะพายเตรียมตัวจะเดินออกจากร้าน
ทว่า... เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
พรึ่บ!
ศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาล ผู้ซึ่งมีหน้ามีตาและมีคนนับหน้าถือตามากมาย กลับทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นร้านคาเฟ่! เขาเอื้อมมือมาคว้าจับชายกระโปรงเดรสของฉันเอาไว้แน่น น้ำตาแห่งความลูกผู้ชายไหลรินออกมาอาบสองแก้มอย่างไม่อายสายตาพนักงานร้านและแขกโต๊ะอื่นที่เริ่มหันมามอง
"พราว... พี่ขอร้อง... อย่าทิ้งพี่ไปเลยนะ" หมออนันต์สะอื้นไห้ตัวโยน เสียงของเขาสั่นเครือและเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส "พี่ทิ้งทุกอย่างได้! พี่จะหย่ากับเขา พี่จะลาออกจากโรงพยาบาล พี่จะพาพราวหนีไปเปิดคลินิกที่ต่างจังหวัด... ขอแค่พราวอย่าทิ้งพี่ไป พี่อยู่ไม่ได้จริงๆ... ฮึก... พี่อยู่ไม่ได้!"
ผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งในสติปัญญา ผู้ชายที่มีอีโก้สูงเสียดฟ้า และเคยมองว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ได้ด้วยเงินและสถานะทางสังคม...
บัดนี้... เขากำลังคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอน ฟูมฟายราวกับเด็กน้อยที่กำลังจะถูกแย่งของเล่นชิ้นโปรดไป
ฉันก้มลงมองภาพอันน่าสมเพชนั้นด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเห็นใจ ไร้ซึ่งความสงสาร มีเพียงความรู้สึก 'สะใจ' ลึกๆ ที่แล่นพล่านอยู่ภายในอก
นี่แหละคือจุดจบของพวกผู้ชายที่คิดว่าตัวเองเก่งกาจและสามารถใช้เงินซื้อทุกอย่างได้! เมื่อพวกเขาหลงใหลและเสพติดมารยาของผู้หญิงจนถอนตัวไม่ขึ้น พวกเขาก็พร้อมที่จะยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งศักดิ์ศรีของความเป็นคน
"ปล่อยเถอะค่ะคุณหมอ... พราวต้องไปแล้ว"
ฉันดึงชายกระโปรงของตัวเองออกจากมือที่สั่นเทาของเขาอย่างเยือกเย็นและไร้เยื่อใย ไม่ก้มลงไปมองและไม่แม้แต่จะยื่นทิชชูให้เขาซับน้ำตา ฉันหมุนตัวเดินสะบัดส้นสูงหกนิ้วเสียงดังป๊อกๆ ตรงออกไปจากร้านคาเฟ่อย่างสง่างาม
ฉันเดินก้าวขึ้นไปนั่งบนเบาะหนังสีแดงของรถสปอร์ตคันหรูซึ่งจดทะเบียนไว้ในชื่อของฉันเอง สตาร์ตเครื่องยนต์จนเสียงท่อระบายไอเสียแผดคำรามลั่น ขับทะยานออกไปสู่ท้องถนนอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้คุณหมออนันต์ผู้เคว้งคว้างคุกเข่าร้องไห้อยู่ที่ลานจอดรถตามลำพัง
ประตูปูมหลังพาร์ทที่สามของฉันถูกปิดตัวลงอย่างถาวร...
และตอนนี้... ปีกของฉันพร้อมที่จะก้าวบินสู่อิสรภาพ และเริ่มต้นสวมหน้ากากนักจิตวิทยาอุตสาหกรรมในสมรภูมิใหม่ เพื่อตามล่าเป้าหมายที่แท้จริงและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต...
ผู้ชายที่แสนดีและอบอุ่นของ...ใครสักคน... แล้วเจอกันเร็วๆ นี้ค่ะ!