หลังจากการทดสอบประเภทที่1 ผ่านไป ลำดับต่อไปก็คือการทดสอบประเภทที่ 2 องครักษ์หลวง ภายนอกแม้การทดสอบทั้งสองประเภทนี้ล้วนเป็นการทดสอบหาผู้เข้ารับตำแหน่งฝ่ายบู๊
แต่ก็มีข้อแตกต่าง นั่นก็คือ ข้าราชการทหารย่อมมีเส้นทางที่ปูไปสู่การเป็นแม่ทัพ นายกองหรือแม้แต่ทหารทั่วไปที่ทำหน้าที่ปกป้อง รักษาความสงบภายในแคว้น
ส่วนองครักษ์หลวงนั้น หน้าที่หลักคือการดูแลรักษาความปลอดภัยภายในวังหลวง รวมทั้งความปลอดภัยขององค์จักรพรรดิ์ ตลอดจนเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ ลำดับขั้นต่างๆขององครักษ์ล้วนมีส่วนคล้ายคลึงกันกับข้าราชการทหาร
ถึงจะแยกหน้าที่ออกมาเช่นนี้ แต่เมื่อยามที่มีศึกสงครามหรือเหตุการณ์สำคัญที่ต้องใช้กำลังพลเป็นจำนวนมาก พวกเขาทั้งสองส่วนล้วนสามารถเกื้อหนุนกันได้ ด้วยถือเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ทั้งสิ้น
“ หลังจากนี้ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าเตรียมตัวเป็นเวลาหนึ่งเค่อ การทดสอบประเภทที่ 2 ในครั้งนี้ทุกคนสามารถใช้ศาสตร์ตราวุธได้ทุกชนิด แต่มีกฎสำคัญ คือ ห้ามโจมตีถึงแก่ชีวิต หากฝ่าฝืนจะถูกปรับตกทันทีและถูกดำเนินการตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีข้อยกเว้น เพราะฉะนั้นหากใครที่มีเจตนาอื่นซุกซ่อนอยู่ ขอให้ล้มเลิกไปซะ แยกย้ายได้!!! ”
การทดสอบในรอบนี้ผู้ที่รับหน้าที่ควบคุมก็คือแม่ทัพเฉิน เมื่อสิ้นเสียงประกาศ เหล่าผู้เข้าทดสอบต่างตื่นตัวในทันที ส่วนกฎสำคัญนั้นแน่นอนว่านี่เป็นคำสั่งของเฟยหง เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ฉวยโอกาสนี้ในการสร้างความวุ่นวาย และยังเป็นการประกาศแนวทางการทดสอบรูปแบบใหม่ที่ตัวเขาคิดขึ้นเอง
[ นายท่าน ท่านคิดดีแล้วใช่หรือไม่ ที่ท่านจะใช้สิ่งนั้นในตอนนี้ แน่นอนว่าท่านสามารถใช้ได้ แต่ที่นี่มีผู้เข้าทดสอบจำนวนมากเกินไป มันจะไม่เป็นปัญหาเช่นนั้นหรือ ]
“ นั่นก็แค่ผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่สิ่งที่ข้าต้องการจริงๆก็คือ การกระจายข่าวสารออกไปเป็นวงกว้าง ”
[ นี่นายท่านคิดจะใช้วิธีนั้นเองหรือ ช่างหลักแหลมยิ่งนัก หากแคว้นอื่นไม่สามารถรู้ถึงความแข็งแกร่งและความสามารถที่แท้จริงทั้งหมดของแคว้นเรา บวกกับข่าวลือภายนอก ย่อมต้องหวั่นเกรงและดูท่าทีจากเราก่อน นับเป็นการป้องกันการถูกโจมตีจากแคว้นอื่นโดยที่แคว้นเราไม่ต้องเคลื่อนไหวหรือลงทุนอะไรมากนะ ]
ผู้เข้าสอบทุกคนต่างรีบแยกย้ายกันไปจัดหาอาวุธเพื่อเข้ารับการทดสอบ แต่ดูเหมือนว่าเหวินอวี้จะไม่มีทีท่ารีบร้อนแต่อย่างใด
“ พี่ใหญ่ ท่านไม่ไปหาอาวุธอย่างงั้นเหรอ หากชักช้าเดี๋ยวจะไม่ทันเวลาเอานะขอรับ”
เหวินหลงกล่าวถามเหวินอวี้ด้วยความสงสัยในท่าทีที่นิ่งเฉยของเหวินอวี้ผู้เป็นพี่ใหญ่ของตน
“ หาอาวุธเช่นนั้นหรือ ไม่จำเป็นหรอก ข้ามีอาวุธอยู่กับตัวอยู่แล้ว เจ้านั่นแหละไปเตรียมตัวสอบข้อเขียนได้แล้ว อย่าได้ทำให้ท่านอาจารย์ต้องอับอายเป็นอันขาดเข้าใจหรือไม่ ”
“ เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว หากท่านมั่นใจเรื่องอาวุธแล้ว เช่นนั้นข้าขอไปเตรียมตัวสอบรอบสองก่อนนะ ”
เหวินหลงพูดจบก็เดินไปหาอู๋ซวนที่กำลังรอตนอยู่ ซึ่งเบื้องหลังของพวกเขานั้น มีหญิงสาวที่มีนามว่าอิงฮวาดูเหมือนว่ากำลังตามจับตามองเหวินหลงอยู่ห่างๆด้วยเหตุผลบางประการ
“ งั้นเราแยกย้ายกันตรงนี้นะเจ้าคะ ข้าเองก็จะไปหาอะไรทำฆ่าเวลา กว่าจะถึงช่วงที่ข้าสอบก็ยังอีกนาน ”
เมื่อเห็นว่าเหวินหลงก็แยกย้ายไปเตรียมตัวกับสหายใหม่ที่ได้จากลานประลอง ส่วนเหวินอวี้เองนั้นก็ไม่มีอะไรน่าห่วง ด้วยฝีมือของเขาแล้ว เกรงว่าเอาเวลาไปห่วงผู้เข้าทดสอบคนอื่นเสียยังดีกว่า ดังนั้นฮุ่ยหรานจึงตัดสินใจว่าจะไปเดินชมบรรยากาศรอบๆนี้ เผื่อจะมีสิ่งแปลกใหม่ใดที่น่าสนใจ
“ ตามใจเจ้าเถิด แต่ที่สำคัญแม้เจ้าจะแข็งแกร่ง แต่ก็อย่าได้ประมาท จงระมัดระวังตัวและดูแลตัวเองดีๆเข้าใจไหม หากเป็นไปได้เจ้าก็หาหมวกมาคลุมไว้เสีย ”
เหวินอวี้กล่าวกำชับผู้เป็นน้องเล็ก ตัวเขาไม่มีข้อกังขาในฝีมือของนาง แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นสตรี บางเรื่องอาจจะมีข้อจำกัดที่เป็นอันตรายต่อตัวนางได้ และรูปโฉมของนางเองก็อาจจะนำเรื่องมาให้เช่นกัน
“ ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ โปรดวางใจได้เลยพี่ใหญ่ ”
ฮุ่ยหรานพูดจบก็โค้งคำนับเหวินอวี้ด้วยท่าทีที่ซุกซน ก่อนจะรีบพุ่งตัวไปยังบริเวณร้านที่ขายเครื่องประดับและถุงหอมตามประสาสตรี หากมองจากภายนอกแล้ว ฮุ่ยหรานเปรียบเสมือนสาวน้อยแก่นแก้วทั่วไป แต่ความจริงแล้วย่อมไม่มีใครรู้ว่ามีบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มที่งดงาม เปรียบเสมือนกับดอกไม้งามที่แฝงความลึกลับเอาไว้
เมื่อระยะเวลาผ่านไปจนครบหนึ่งเค่อ เหล่าผู้เข้าสอบต่างนำอาวุธที่ตนมั่นใจพกติดตัวมา ภายใต้เงื่อนไขของการทดสอบครั้งนี้ แน่นอนว่าย่อมสร้างความเหลื่อมหล้ำให้กับผู้เข้าสอบที่มีฐานะยากจน ไม่สามารถหาอาวุธที่มีคุณภาพสูงมาใช้ได้
ซึ่งเฟยหงคิดถึงจุดนี้เอาไว้แล้ว ดังนั้นทางสนามการทดสอบจึงได้เตรียมอาวุธไว้ให้ยืมใช้ได้ทุกประเภทตามความถนัดของแต่ละคน
ในยามปกติย่อมมีเสียงคัดค้านจากขุนนางบางคนที่ต้องการใช้ข้อเสียเปรียบนี้ ในการเพิ่มโอกาสให้ลูกหลานตนเองได้มีสิทธ์รับตำแหน่งมากยิ่งขึ้น แต่จากการกำจัดขุนนางชั่ว ทำให้ไม่มีใครกล้าขัดประสงค์ของเฟยหง การกระทำดังกล่าวทำให้ชาวบ้าน และชาวยุทธ์ต่างเลื่อมใสและศรัทธาต่อเฟยหง ในฐานะจักรพรรดิ์ผู้ทรงเมตตา!!!
“ การทดสอบเข้ารับตำแหน่งองค์รักษ์จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้านี้ ขอให้ผู้เข้าแข่งขันเตรียมตัวให้พร้อม ”
เหวินอวี้ก้มหัวให้เฟยหงเล็กน้อย ซึ่งเฟยหงที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ในฐานะจักรพรรดิ์ย่อมไม่อาจแสดงกิริยาท่าทางออกได้อย่างแจ่มแจ้ง จึงทำได้เพียงพยักหน้าเป็นการให้กำลังใจเท่านั้น
“ เด็กหนุ่มผู้นั้นก็เหมาะกับองค์หญิงดีนะพะยะค่ะ ”
“ พี่อวี้ สู้ๆ ”
เฟยเฟยโบกมือให้กับเหวินอวี้ ความงามและรอยยิ้มที่สามารถทำให้ชายหนุ่มหลายคนต่างตกอยู่ในภวังแห่งความงาม สายตาทั้งหมดต่างจับจ้องมาที่เหวินอวี้ ด้วยสายตาของอิจฉาในฐานะบุรุษที่องค์หญิงน้อยให้กำลังใจแต่เพียงผู้เดียว
เหวินอวี้แม้จะเป็นบุรุษหนุ่มรูปงาม บุคลิกแฝงไปด้วยความสุขุมเยือกเย็น ฉลาดหลักแหลม แต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับความรักของชายหญิงนั้น เขานั้นว่าซื่อบื้อเสียจนท่อนไม้ยังอาย
เฟยหงส่งสายตาอันแหลคมไปที่แม่ทัพเฉิน หากสายตานี้เป็นอาวุธแม่ทัพเฉินคงโดยแทงนับสิบแผล เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาจึงแสร้งหันหน้าไปทางอื่นพลางผิวปาก คล้ายกับเรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับตนเองสักนิด
ส่วนเฟยเฟยก็หัวเราะยิ้มชอบใจออกมา และในที่สุดการสอบองค์รักษ์ก็เริ่มต้นขึ้น!!!
“ การทดสอบเพื่อคัดเลือกองค์รักษ์หลวง ขอเริ่มการทดสอบ ณ บัดนี้!! ”
ตึง!!!
ม่านหลังสีฟ้าปรากฎขึ้นก่อนจะค่อยๆล้อมรอบสนามประลองเอาไว้ สร้างความแตกตื่นให้กับผู้เข้ารับการทดสอบและผู้ชมโดยรอบที่มาติดตามชมการคัดเลือกในครั้งนี้
หลังจากม่านสีฟ้าถูกสร้างขึ้นมา พลันเกิดสิ่งที่ทำให้ผู้คนล้วนตกตะลึง เนื่องจากการปรากฏของสัตว์อสูรขนาดตัวเท่ามนุษย์ และระดับพลังที่ทุกคนสัมผัสได้ชัดเจนก็คือ ชนชั้นสีเขียวขั้นปลาย!!!
ปรากฏการณ์นี้สร้างความตระหนกตกใจให้แก่ผู้คน ไม่เว้นแม้กระทั่งอู่เจ๋อ ที่เป็นศิษย์เอกของพรรคเซียนกระบี่ไร้เงา ตัวเขานั้นแม้จะศึกษาเคล็ดวิชาต่างๆมามากมาย แต่ก็ไม่เคยทราบว่าจะมีเคล็ดวิชาใดที่อัญเชิญสัตว์อสูรออกมาจำนวนมากในคราวเดียวกันได้ขนาดนี้ มิหนำซ้ำดูท่าแล้วจำนวนของมันยังคงเพิ่มมาเรื่อยๆ นับว่าเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้มีโอกาสพบเจอ
หนี่เอ๋อเองในฐานะที่มีหน้าที่เป็นผู้ที่ส่งข่าวสารกลับไปให้กับพรรค ก็ไม่สามารถเรียบเรียงสิ่งที่จะตอบกลับ เนื่องจากสิ่งที่เห็นตอนนี้ ถือนี้เป็นข้อมูลที่ยากจะอธิบาย
“ นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน ”
จบตอน