ราชันหมื่นมิติ [นิยายแปล]

    บทที่ 36 อาจารย์หลิงหลงจื่อ

    ตอนนี้อิงเทาเดินไปไกลแล้วแต่ทันใดนั้นก็เห็นนักปรุงยาชุดหรูกำลังเดินเข้ามาหาตน

            อีกฝ่ายคือนักปรุงยาระดับกลางของหอสมบัติโอสถเว่ยเจ่า!

            เขาพลันเข้าใจทันที ‘ที่แท้ผู้ที่ท่านพ่อไปต้อนรับก็คือแขกกิตติมศักดิ์ผู้นี้!’

            เมื่อถึงนึกตอนที่ฟ่านเสวี่ยหลีทำให้เว่ยเจ่าผู้นี้เลื่อมใสเขาก็มีความมั่นใจขึ้นมาก

            เขายืนนิ่ง ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “อาจารย์เว่ยมีธุระอะไรหรือ”

            เว่ยเจ่าประสานมือแล้วพูดว่า“สีหน้าของคุณชายอิงดูดีขึ้นกว่าคราวก่อนมากนัก” เขามองออกว่าจิตวิญญาณของอิงเทาเกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนถอดรกเปลี่ยนกระดูกในช่วงสองสามวันมานี้

            ท่าทางเช่นนี้ของเขาทำให้เหล่านักปรุงยาที่อยู่ด้านหลังต่างเบิกตากว้าง

            เนื่องจากเว่ยเจ่าเป็นถึงนักปรุงยาระดับกลางซึ่งมีสถานะเทียบเท่ากับผู้นำตระกูลสูงศักดิ์บางแห่ง

            “ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะโอสถของหลิงหลงจื่อ” แต่ไหนแต่ไรอิงเทาก็ฉลาดและมีไหวพริบจึงจงใจพูดชื่อหลิงหลงจื่อ

            “อาจารย์หลิงหลงจื่ออยู่ที่นี่ด้วยหรือ” เว่ยเจ่าเผยสีหน้าดีใจช่างเป็นการย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลา[1]จริงๆ

            ตลอดหลายวันที่ผ่านมา แม้เขาได้ครอบครองเตาไฟเจ็ดดาราแต่ก็ไม่สามารถดึงอำนาจทั้งหมดของมันได้และยังมีจุดที่ไม่เข้าใจจึงอยากขอคำชี้แนะจากหลิงหลงจื่อมาโดยตลอด

            เมื่ออิงเทาสังเกตสีหน้าและคำพูดของเขาก็เข้าใจทันที จึงพูดขึ้นมาว่า“ถูกต้องแล้ว ข้ามาเพื่อมอบโอสถให้ท่านพ่อตามคำสั่งของหลิงหลงจื่อแต่คาดไม่ถึงว่าจะถูกใครบางคนห้ามเอาไว้...”

            เขาจงใจเหลือบมองไปที่ข้าหลวงคนนั้น

            ก่อนหน้านี้ไม่ใช่เขาไม่แค้นเพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ตอนนี้นิสัยเสเพลของเขาจึงกำเริบออกมาในที่สุด

            ข้าหลวงผู้คนนั้นถึงกับหน้าซีดเผือดและหัวใจเต้นแรงทันที

            “โอสถของอาจารย์หลิงหลงจื่อจะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน” เว่ยเจ่ากล่าวชมอย่างสุดซึ้งการที่สามารถใช้โอสถปรับปรุงอิงเทาจนมีสภาพเช่นนี้ได้ถือว่าไม่ง่ายจริงๆ 

            ทุกคนที่อยู่ด้านหลังต่างเกิดความสงสัยอย่างยิ่ง ‘หลิงหลงจื่อผู้นั้นคือใครกัน’

            อิงเทาถือกล่องหยกเดินไปตรงหน้าเจ้าเมือง ตอนนี้ไม่มีใครกล้าดูถูกเขาแล้วแม้แต่ข้าหลวงคนนั้นยังสติหลุดจนไม่กล้าพูดอะไรออกมา

            อิงเทาเปิดกล่องหยกในมือออกโอสถขัดเกลาร่างกายจำนวนหนึ่งร้อยเม็ดที่อยู่ภายในกล่องส่องประกายแวววาวเขาพูดกับเจ้าเมืองว่า “เรียนท่านพ่อ ตลอดหลายวันที่ผ่านมาอาจารย์หลิงหลงจื่อได้อาศัยอยู่ในจวนของพวกเรา เมื่อได้ข่าวว่าท่านพ่อกลับมา จึงให้ข้านำโอสถที่หลอมขึ้นในช่วงหลายวันนี้มามอบให้กับท่าน”

            ตอนนี้โอสถขัดเกลาร่างกายหนึ่งร้อยเม็ดที่แวววาวก็ส่องประกายขึ้นแต่ละเม็ดล้วนมีกลิ่นยาอันเป็นเอกลักษณ์อีกทั้งยังมีประกายเงาอันชวนหลงใหลราวกับไข่มุกมรกต

            “โอสถชั้นดี!”ทันใดนั้น เว่ยเจ่าก็โพล่งออกมาอย่างอดไม่ได้

            เขาเป็นถึงนักปรุงยาประดับกลาง ย่อมมองออกว่าโอสถขัดเกลาร่างกายนี้ดีกว่าโอสถที่ขายในหอสมบัติโอสถของพวกเขาอีกเกรงว่าคงมีเพียงหัวหน้าหอเท่านั้นที่สามารถหลอมโอสถระดับนี้ออกมาได้

            แต่แม้จะเป็นหัวหน้าหอการปรุงโอสถร้อยเม็ดเช่นนี้ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูจิตวิญญาณอีกนาน

            ดังนั้นโอสถแบบนี้จึงหาได้ยากมากและมีเงินก็หาซื้อไม่ได้!

            โอสถหนึ่งร้อยเม็ดนี้มีมูลค่าสูงยิ่ง!

            ตอนนี้สายตาของเหล่านักปรุงยาที่อยู่ด้านหลังเว่ยเจ่าก็เปลี่ยนไปแล้วเช่นกันเพราะสิ่งนี้เป็นโอสถขัดเกลาร่างกายที่พวกเขาต่างแสวงหา หากได้ครอบครองโอสถขัดเกลาร่างกายเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการขัดเกลาร่างกายของพวกเขาอย่างมากและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบ่มเพาะระยะยาวของพวกเขา!

            โอสถคุณภาพดีจำนวนมากเช่นนี้ หลิงหลงจื่อมอบให้เจ้าเมืองจริงๆ หรือ

            หลิงหลงจื่อผู้นั้นเป็นคนแบบใดกันแน่

            ตอนนี้ข้าหลวงคนนั้นหน้าซีดอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อนึกถึงความหยาบคายเมื่อครู่นี้ของตนเขาก็เสียใจอย่างยิ่งจนอยากจะเหยียบก้อนหินให้แตก ใครจะไปคิดล่ะว่าจะเกิดเหตุการณ์พลิกผันเช่นนี้อิงเทาได้ผูกมิตรกับผู้สูงส่งแล้ว!

            แต่ในบรรดาผู้คนที่อยู่ตรงนี้ คนที่ตกตะลึงที่สุดก็คือเจ้าเมือง ตอนนี้เจ้าเมืองจดจ้องไปที่โอสถเหล่านี้หวงแหนมันราวกับเป็นคนรัก

            เขาเป็นชายชาติทหาร วิชาที่บ่มเพาะดุเดือดกล้าแกร่งยามศึกสงครามมักเข่นฆ่าจนบอบช้ำไปทั้งตัว แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ เขาก็ยิ่งรู้ซึ้งถึงความสำคัญของโอสถขัดเกลาร่างกายสำหรับเขาแล้ว โอสถเหล่านี้สามารถทำให้ตระกูลมั่นคงและทำให้ชนรุ่นหลังมีรากฐานการขัดเกลาร่างกายที่ดีที่สุด

            ตอนนี้สีหน้าที่เขามองอิงเทาแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงแล้ว

            และทันใดนั้น เขาก็พูดออกมาอย่างแปลกใจว่า “เทาเอ๋อร์ปราณหยินในตัวเจ้าล่ะ”เขาสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าปราณหยินในตัวของอิงเทาหายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

            “ตลอดหลายวันที่ผ่านมาอาจารย์หลิงหลงจื่อตั้งใจหลอมโอสถให้ลูกโดยเฉพาะ จนขจัดปราณหยินในร่างกายจนหมดสิ้นแล้วขอรับ”ขณะที่อิงเทาพูดก็รู้สึกถึงเลือดร้อนที่สูบฉีดสายตาเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นและซาบซึ้ง

            ความกดดันตลอดหลายปีที่ผ่านมาหายไปจนหมดสิ้นด้วยเหตุนี้

            ตอนนี้เขามีความมั่นใจที่จะเผชิญหน้ากับทุกคนความเข้มขรึมทะนงไม่เป็นรองผู้ใด

            ซึ่งเขารู้ดีว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะใคร

            เมื่อข้าหลวงคนนั้นได้ยินเช่นนี้สีหน้าก็ยิ่งแปรเปลี่ยน จนอดอุทานออกมาไม่ได้ว่า“เป็นไปได้อย่างไร”

            เจ้าเมืองทาบมือลงบนเส้นลมปราณของอิงเทาโดยไม่สนใจข้าหลวงผู้นั้น เพียงแค่จับชีพจรก็สัมผัสถึงลมปราณที่โหมซัดสาดประหนึ่งแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวอย่างไม่หยุดหย่อนในตัวอิงเทา

            “เยี่ยมมาก!”เจ้าเมืองดีใจยิ่ง “ไม่เพียงแต่ขจัดปราณหยิน อีกทั้งยังเป็นการถอดรกเปลี่ยนกระดูก!”

            ตอนนี้เหล่านักปรุงยาต่างเผยสีหน้าตกตะลึง และพึมพำอย่างอดใจไม่ได้“คาดไม่ถึงว่าจะสามารถขจัดปราณหยิน...”

            ตอนนี้พวกเขายิ่งเข้าใจถึงความน่ากลัวของหลิงหลงจื่อ!

            ไม่แปลกใจที่แม้แต่เว่ยเจ่ายังเคารพหลิงหลงจื่อเช่นนี้

            ข้าหลวงคนนั้นเริ่มรู้สึกสิ้นหวังแล้วเขาเข้าจวนเจ้าเมืองได้ไม่นานก็ถูกคุณชายใหญ่ซื้อตัว แต่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดการพลิกผันเช่นนี้อิงเทามีคนอย่างหลิงหลงจื่อคอยหนุนหลัง และเขาก็ไม่อาจกลับตัวได้ จึงรู้สึกเสียใจที่ทิ้งตัวเองลงในบ่อโคลนเช่นนี้

            “ดี ดีมาก!”เจ้าเมืองกล่าวชมเสียงดังอย่างต่อเนื่องอีกครั้งแล้วพูดว่า “เทาเอ๋อร์รีบพาพ่อไปพบอาจารย์หลิงหลงจื่อผู้นั้น ข้าจะขอบคุณเขาเป็นอย่างดี” สายตาที่เขามองอิงเทาในตอนนี้เปี่ยมด้วยความรักจากผู้เป็นพ่อ

            ความจริงเขารักและห่วงใยอิงเทามากเหนือสิ่งใด แต่เมื่อเขาเห็นอิงเทายอมแพ้ต่อตัวเองจึงเข้มงวดต่ออิงเทามากขึ้นแต่ความรักที่มีต่ออิงเทานั้นไม่เคยขาดหาย การที่เขาเย็นชาต่ออิงเทากระทั่งอยากให้อิงเทาออกจากจวนเจ้าเมืองก็เพื่อปกป้องอิงเทา การให้อิงเทาได้ทำอาชีพธรรมดาทั่วไปบางทีอาจจะเป็นชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับอิงเทาแล้ว

            แต่เมื่อรู้ว่าเส้นลมปราณของอิงเทาหายดีแล้ว เขาอบอุ่นภายในใจจึงพรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจควบคุม

            ไม่มีใครเข้าใจพ่อดีได้เท่ากับลูกชายเมื่ออิงเทาเห็นสีหน้าของท่านพ่อก็รู้สึกซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูกแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าความกระตือรือร้นของท่านพ่อในตอนนี้ เขาจึงพูดอย่างแผ่วเบาว่า“ขออภัยท่านพ่อ อาจารย์หลิงหลงจื่อบอกว่าคืนนี้ไม่พบแขก”

            มันเป็นสิ่งที่ฟ่านเสวี่ยหลีสั่งเขาไว้ก่อนหน้านี้

            “หากคืนนี้ไม่ได้ แล้วพรุ่งนี้เล่า”เจ้าเมืองรู้ว่ายิ่งเป็นผู้สูงส่งก็ยิ่งมีนิสัยประหลาด เขาจึงถามอย่างไม่ติดใจ

            “น่าจะเป็นไปได้ แต่ไว้ข้าแจ้งให้อาจารย์หลิงหลงจื่อทราบเสียก่อนดีกว่า”อิงเทาพูดอย่างเคารพ เมื่อเขาเห็นปฏิกิริยาของผู้คนก็ตระหนักได้ว่าตนประเมินมูลค่าของโอสถขัดเกลาร่างกายนี้ต่ำเกินไป

            แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าตนโชคดี

            “ถ้าอย่างนั้นเทาเอ๋อร์รีบกลับไปบอกเถิดแน่นอนว่าหากอาจารย์หลิงหลงไม่สะดวก ข้าจะไม่ดึงดัน”เจ้าเมืองรับกล่องหยกที่มีโอสถขัดเกลาร่างกายหนึ่งร้อยเม็ดเอาไว้พร้อมกับสายตาที่เปล่งประกายแวววับ

            เขาดูแลเมืองฉางซานมาได้นานเช่นนี้ ย่อมรู้ดีว่าการที่หลิงหลงจื่อมอบโอสถจำนวนมากเช่นนี้ให้เขาย่อมต้องมีความต้องการบางอย่างแน่นอนในเมื่อตอนนี้อีกฝ่ายไม่พบแขก ตนก็ต้องรอเวลาให้อาจารย์ผู้นั้นมาพบเอง

            เว่ยเจ่าก็พยักหน้าแล้วพูดว่า “คุณชายอิงเชิญตามสบาย”ในเมื่อเขารู้ว่าอาจารย์หลิงหลงจื่ออยู่ในจวนเจ้าเมือง จึงไม่รู้สึกกังวลแล้ว

            จากนั้นเขาก็เดินเข้าไปในงานเลี้ยง ตัวเขาที่ไม่เคยแตะต้องสุราวันนี้กลับร่ำสุราสังสรรค์กับเจ้าเมืองอย่างหนำใจ

            จากเหตุการณ์ในวันนี้เขาแทบยืนยันได้ว่าฝีมือการปรุงยาของหลิงหลงจื่อผู้นี้ไม่เป็นรองหัวหน้าหอหากเป็นเช่นนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะช่วยเขาไขปัญหาของค่ายกลโบราณเจ็ดดาราได้จริงๆ 

            ในค่ำคืนนี้ ข้าหลวงคนนั้นก็ออกจากจวนเจ้าเมืองไปด้วยตัวเองเขาเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานจึงไม่มีรากฐานอะไรการที่วันนี้ได้เห็นอิงเทาเติบโตจากปลากลายเป็นมังกร และมีผู้ที่ใกล้เคียงกับนักปรุงยาระดับกลางคอยหนุนหลังเขาย่อมรู้สึกวิตกกังวล จึงตัดสินใจหนีจากไปในทันที

            ค่ำคืนนี้ฟ่านเสวี่ยหลีก็ปรับลมปราณ เมื่อได้ฟังรายงานจากอิงเทาและเห็นสีหน้างุนงงของอิงเทาเขาจึงยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ยิ่งเร่งจะยิ่งเสียการ”

            ไม่ใช่ว่าเขาไม่ยอมเข้าพบ แต่เพราะตอนนี้เขาง่วงเกินจนตั้งสติไม่ได้

            ในช่วงสามวันที่ผ่านมา เขาหลอมโอสถและบ่มเพาะอย่างไม่หยุดหย่อนซึ่งเผาผลาญพลังมากเกินไป

            แต่ด้วยความพยายามนี้ก็ทำให้เขาถือความได้เปรียบในที่สุด

            หากคนอื่นรู้ว่าเขาคือคุณชายเจ็ดแห่งตระกูลฟ่านเขาจะต้องตกอยู่ในอันตรายแน่นอน การจะให้จวนเจ้าเมืองกลายมาเป็นยันต์คุมภัยเขาจำเป็นต้องตอบแทนอย่างคุ้มค่า

            ซึ่งต่อจากนี้ก็เป็นช่วงเก็บเกี่ยวแล้ว

            ขณะที่ฟ่านเสวี่ยหลีนึกถึงไข่มุกศักดิ์สิทธิ์นั้นดวงตาก็เปล่งประกายเป็นพิเศษ

             


    [1] ย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพานยามได้มากลับไม่เสียเวลา หมายถึง หาอย่างไรก็หาไม่เจอ แต่เมื่อเลิกสนใจ เลิกตามหามันกลับมาอยู่ตรงหน้า

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นมิติ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน