ในพุ่มหญ้าที่ขึ้นอยู่หนาแน่นแห่งหนึ่งเย่เฉินได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งโดยที่ยังไม่ได้ไปตรวจดูรางวัลจากการต่อสู้ของตนเองเลย แต่เขากลับหยิบเอาแส้เหล็กสีดำสนิทออกมาการที่เขาสามารถเอาชนะศิษย์สำนักในทั้งสามคนได้ต้องยกความดีความชอบให้กับแส้เหล็กนี้จริงๆ
“หากไม่ได้ใช้ก็ไม่เคยรู้แต่เมื่อใช้เพียงครั้งเดียวก็ต้องสะดุ้งตกใจ” เย่เฉินมองดูแส้เหล็กของตนเองจนทั่วและทำเสียงจุปาก “ฟาดแส้ไปเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ผู้ฝึกตนระดับสูงสุดของขั้นพลังธาตุถึงกับเลือดออกทางทั้งเจ็ดทวารพลังของเจ้าทำให้ข้าตกใจจริงๆ !”
เย่เฉินเริ่มจะรู้สึกขึ้นมาว่าตนเองได้ประเมินแส้เหล็กสีดำสนิทชิ้นนี้ต่ำเกินไป
ตั้งแต่วันที่ประมูลแส้เหล็กชิ้นนี้มาได้เขาก็ไม่เคยใช้มันมาก่อนเลย จนกระทั่งวันนี้จึงได้นำมันออกมาใช้ชิงทรัพย์นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะเกิดผลที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ
“การถูกแส้ฟาดมันอึดอัดขนาดนั้นเชียวหรือ?” เย่เฉินส่งเสียงพึมพำจากนั้นก็หยิบแส้ขึ้นมา เคาะลงบนหน้าผากของตนเอง
โอ้...!
ทันใดนั้นเย่เฉินก็รู้สึกเหมือนจะเริ่มวิงเวียนไร้ความรู้สึก จากนั้นในห้วงความคิดของเขาก็มีเสียงหึ่งๆดังกึกก้อง โดยเฉพาะจิตวิญญาณ ที่ยังคงปวดร้าวราวกับไปกระทบอะไรบางอย่างมา
เย่เฉินสะบัดศีรษะเพื่อเรียกสติของตนเองกลับมาจากนั้นจึงมองไปยังแส้เหล็กที่อยู่ในมือของตนเองด้วยความสงสัยและพูดอย่างประหลาดใจ “เจ้าไม่น่าจะเป็นอาวุธที่สามารถโจมตีจิตวิญญาณมนุษย์ได้!”
เย่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและหลังจากเขาเคาะแส้ลงไปบนหน้าผากของตนเอง จิตวิญญาณของเขาก็เหมือนจะปวดร้าวและเมื่อคิดถึงศิษย์สำนักในทั้งสามคนก่อนหน้านี้เขาจึงยิ่งมีความมั่นใจในพละกำลังของแส้เหล็กสีดำสนิทชิ้นนี้จริงๆนั่นก็คือการโจมตีจิตวิญญาณของมนุษย์
“ของวิเศษนี่มันของวิเศษ” เมื่อได้รู้ถึงความสามารถของแส้เหล็ก เย่เฉินก็มีความสุขอย่างมากและถอนหายใจให้กับแส้เหล็กของตนเอง จากนั้นก็ใช้เสื้อเช็ดแส้นั้นเล็กน้อย“เงินที่จ่ายไปห้าแสนหินวิญญาณไม่สูญเปล่าแล้ว”
เย้!
หลังจากเก็บแส้เหล็กเอาไว้แล้วเย่เฉินก็โผล่พรวดขึ้นมาจากพุ่มหญ้า จากนั้นก็ก่นด่าออกมา “ข้าจะรอจะไม่มีใครหนีไปได้ทั้งนั้น”
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็มาปรากฏตัวที่ด้านหน้าของแอ่งน้ำแห่งหนึ่ง
เขาก็ทำการฝังทุ่นระเบิดเอาไว้รอบๆแอ่งน้ำ จากนั้นเขาก็มองไปรอบๆ และกระโดดลงไปในแอ่งน้ำ
ไม่นานกลุ่มที่แบ่งเอาไว้กลุ่มละห้าคนกลุ่มหนึ่ง ก็ได้เดินเข้ามา และค่อยๆเข้ามาในเขตพื้นที่ซุ่มโจมตีของเย่เฉิน
ตูม!
ตูม!
ในไม่ช้าศิษย์ผู้โชคร้ายคนหนึ่งก็เหยียบลงบนทุ่นระเบิดทุ่นระเบิดก็ระเบิดขึ้นทำให้ศิษย์คนนั้นกระเด็นออกไปจากจุดนั้นทันที
“ระวัง”เมื่อรู้สึกได้ว่ากำลังถูกซุ่มโจมตีศิษย์ที่ไม่ได้รับผลกระทบก็รีบเข้ามาอยู่รวมกัน “ส่งสัญญาณออกไป”
ทันใดนั้นก็มีศิษย์คนหนึ่งส่งสัญญาณออกจากกระบอกไม้ไผ่
แต่ก่อนที่เขาจะเปิดสลักเพื่อเปิดกระบอกไม้ไผ่เย่เฉินที่ซ่อนตัวอยู่ในสระน้ำ ก็โผล่ออกมาอย่างกะทันหันและใช้กระบี่ทำลายกระบอกไม้ไผ่ที่อยู่ในมือของศิษย์คนนั้นเป็นอันดับแรกแล้วจึงสะบัดมือโยนระเบิดควันสามถึงห้าลูกออกไป
โอ๊ย...!
โอ๊ย...!
ไม่นานเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้น เย่เฉินผู้รู้อานุภาพพลังของแส้เหล็กเป็นอย่างดีและยิ่งใช้มันเท่าไรก็ยิ่งชำนาญมากขึ้นเขาใช้เวลาเพียงครู่เดียวในการจัดการกับศิษย์ทั้งห้าคนนี้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ทำการช่วงชิงของวิเศษทั้งหมดของศิษย์สำนักในทั้งห้าคนจากนั้นก็เหลือเพียงกางเกงชั้นในตัวหนึ่งไว้บนร่างกายของพวกเขา
หลังจากทำสิ่งนี้แล้วเย่เฉินก็ขุดหลุมลึกลงไปในพื้นดิน แล้วมัดทั้งห้าคนไว้ด้วยกันจากนั้นก็เตะพวกเขาลงไปในหลุมลึก
“ขุดหลุมฝังดิน” เย่เฉินรีบกลบหลุมลึกนั้นให้มีขนาดเท่ากัน ในฐานะของการเป็นผู้ฝึกตนแม้ว่าจะถูกฝังอยู่ใต้ดินหากไม่ถึงสามถึงห้าวันก็ไม่มีทางตายแน่นอน
“นอนหลับพักผ่อนกันให้สบายนะ!” เย่เฉินเหลือบมองไปทั่วบริเวณ จากนั้นก็หันหลังและหายลับไป
โอ๊ย...!
โอ๊ย...!
ในไม่ช้าก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาอีกมุมหนึ่งของป่าร้างจนกระทั่งพวกข่งเฉามาถึงบริเวณเกิดเหตุก็เห็นเพียงศิษย์สำนักในห้าถึงหกคนอยู่ในสภาพที่ไร้เสื้อผ้า
“ให้ตายเถอะ”จั่วชิวหมิงตะโกนด้วยความโกรธ และทำการใช้พลังฝ่ามือตัดไม้จนขาดออกจากกัน
“แค่ศิษย์ระดับขั้นพลังธาตุธรรมดาๆไม่สามารถจะทำอะไรเขาได้หรอก” ดวงตาของข่งเฉาส่องประกายของความชั่วร้ายออกมา“สามารถใช้ระยะเวลาอันสั้นในการจัดการกับคนระดับขั้นพลังธาตุถึงห้าหกคนได้พละกำลังของเขาต่อให้อยู่ระดับขั้นพลังหยางก็ทำอะไรเขาไม่ได้”
“พวกเราอยู่ในที่แจ้งเขาอยู่ในที่ลับ และป่าร้างแห่งนี้ก็กว้างใหญ่มาก หากคิดจะจับตัวเขานับว่าไม่ง่ายเลย” เจียงหยางก็เอ่ยอย่างเย็นชา
“บางทีข้าคิดว่าข้ามีวิธี”ก่อนหน้านี้คนที่ถูกเย่เฉินคำรามใส่อย่างหยางเว่ยก็หนีออกมาแล้วจากนั้นก็เข้าไปกระซิบใกล้หูของทั้งสามคนสิ่งนี้จึงทำให้ทั้งสามคนต่างมีรอยยิ้มแปลกๆ ปรากฏออกมา
กลางดึกเย่เฉินรู้สึกกระสับกระส่ายคล้ายกับภูตผีคอยหลอกหลอนเป็นครั้งคราวทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวออกมา ก็จะต้องมีศิษย์สำนักในกระเด็นลอยออกไปทุกครั้ง
ในผืนป่าร้างเขาได้ก่อเหตุขึ้นอีกครั้ง เขาได้ทำการทุบตีศิษย์สำนักในไปอีกสามคน และทำการปล้นชิงของวิเศษของพวกเขาและชิงทรัพย์สินของพวกเขาไปจนหมด เหลือไว้เพียงกางเกงชั้นในเพียงตัวเดียวเท่านั้น
“เอาล่ะ! ไปก่อนนะ” เย่เฉินปัดก้น แล้วเดินเข้าไปในความมืดอีกครั้ง
เพียงแต่เขาไม่ทันได้สังเกตว่าก่อนที่เขาจะดักชิงทรัพย์ศิษย์สำนักในทั้งสามคนนั้นบนร่างกายได้ถูกคนแปะอักขระศักดิ์สิทธิ์เอาไว้หนึ่งแผ่นบางทีอาจจะเป็นเพราะเขากำลังตื่นเต้นมากเกินไป จึงไม่ได้สังเกตเห็น
ค่ำคืนที่ดึกสงัดดวงดาวพร่างพราวดุจฝุ่นกระจายทั่วท้องฟ้า
ต่อมาเย่เฉินก็ไม่ได้ก่อเหตุที่ไหนอีก ได้แต่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มหญ้าที่รกชัฏ
ก่อนหน้านี้เขาได้ทำการวางทุ่นระเบิดเอาไว้ไม่ไกลจากพุ่มไม้ ห่างกันเป็นระยะประมาณหลายพันจ้างหากมีคนเข้ามาบริเวณนี้ เสียงของระเบิดก็จะทำให้เขารู้ตัวแบบนี้จะช่วยให้เขารอดจากการถูกกระทำที่เกินกว่าเหตุ
“ได้สมบัติเพิ่มขึ้นเยอะเลย!” ในพุ่มหญ้า เย่เฉินได้วางของวิเศษเอาไว้ตรงหน้าเขามองสิ่งของเหล่านั้นด้วยดวงตาที่เปล่งประกายตรงหน้าเขามีหินวิญญาณจำนวนกว่าสี่แสนหินวิญญาณรวมทั้งเม็ดยาวิญญาณและน้ำยาวิญญาณที่คละเคล้าอยู่ด้วยกันทั้งหมดนี้คำนวณดูแล้วเป็นทรัพย์สินจำนวนมหาศาล
“ต้องขอบคุณเจ้า”เย่เฉินหยิบแส้เหล็กออกมาอีกครั้ง และใช้แขนเสื้อเช็ดมันอีก
เดิมทีในใจของเขาต้องการเพียงผ่านการทดสอบนี้ไปได้ก็พอแม้ว่าจะต้องใช้เงินเพิ่มสักเท่าไรก็ยอม เพื่อจะหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็นแต่เมื่อรู้ว่าแส้เหล็กมีความสามารถที่ทรงพลังเช่นนี้เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะรีบเข้าสำนักในทิ้งไปทันที
มีแส้เหล็กที่ทรงพลังอยู่ในมือเขาจึงไม่อยากออกไปจากป่าร้างแห่งนี้สักเท่าไร
อย่างน้อยก่อนจะออกไปจากป่าร้างแห่งนี้เขาก็ควรจะได้ชิงทรัพย์สินของคนที่ล้อมสังหารเสียก่อนนี่เป็นโอกาสของความมั่งคั่งที่หาได้ยากยิ่ง
“รอข้าหน่อยเถอะจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าหนีรอดไปได้แม้แต่คนเดียว” เย่เฉินพูดเยาะเย้ยและพลิกมือเก็บแส้เหล็กกลับเข้าไป
ตูม!
ไม่นานเสียงระเบิดก็ดังขึ้นในระยะเกือบพันจ้าง
เมื่อได้ยินเสียงนี้เย่เฉินก็ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันเพราะเขารู้ว่ามีคนเหยียบกับระเบิดที่เขาวางเอาไว้ และคนที่เหยียบกับระเบิดจะต้องเป็นพวกของข่งเฉาแน่นอน
“ทำไมตามมาเร็วขนาดนี้พวกเจ้านี่ช่างทุ่มเทจริงๆ เลยนะ” เย่เฉินหัวเราะเยาะ แล้วพลิกตัวกระโดดออกไป
ตูม!
ตูม!
ตูม!
ในไม่ช้าก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมๆ กันจากหลายทิศทางจนทำให้สีหน้าของเย่เฉินในตอนนี้เริ่มจะดูไม่ได้
เสียงระเบิดของทุ่นระเบิดที่ดังขึ้นรอบด้านเป็นการยืนยันได้ว่ามีคนกำลังเข้ามาจากทุกทิศทางและเป็นไปได้อย่างมากว่าตอนนี้เขากำลังตกอยู่ในวงล้อมของพวกเขาซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ดีกับเขาสักเท่าไร
“พวกนี้มันจมูกสุนัขหรืออย่างไรกัน? จึงได้หาเจอพร้อมกันขนาดนี้” เย่เฉินแอบด่าจากนั้นก็หยิบตะกร้าที่ใส่ระเบิดควันออกมา แล้วโยนขึ้นไปในอากาศ
ปัง!
ปังๆ !
ทันใดนั้นเสียงระเบิดควันก็ดังขึ้นต่อเนื่อง หมอกควันสีดำหนาทึบแพร่กระจายไปทั่วครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้างเพื่อก่อกวนการมองเห็นของข่งเฉาและเหล่าบรรดาศิษย์ทั้งหลายและอาศัยจังหวะนี้หลีกหนีจากความวุ่นวาย
เพียงแต่พวกของข่งเฉามีการเตรียมตัวมาอย่างดีขณะที่หมอกควันสีดำกำลังโหมกระหน่ำเข้ามาทุกคนที่อยู่รอบด้านต่างใช้วิชาลับในการป้องกันทันที
“วายุคำราม”
“เคล็ดวิชาวายุพัดฝุ่น”
“พายุหมุนหยาดพิรุณ”
เมื่อมีเสียงดังขึ้นแต่ละครั้งคนโดยรอบก็จะเรียกใช้วิชาลับทันทีซึ่งล้วนแต่เป็นวิชาลับที่เกี่ยวข้องกับลมดังนั้นทั่วทุกสารทิศจึงเต็มไปด้วยลมกระโชกแรงทำให้หมอกควันสีดำนั้นก็ถูกพัดลอยไปตามสายลม
“ให้ตายเถอะวางแผนล่วงหน้ากันไว้ก่อนหรืออย่างไร?” เมื่อเห็นว่าหมอกควันสีดำถูกพัดออกไปอย่างต่อเนื่องเขาก็หมดโอกาสที่จะหนี สีหน้าของเย่เฉินก็ดูน่าเกลียดขึ้นอีกครั้ง
“เย่เฉินดูสิว่าเจ้าจะหลบหนีได้อย่างไร”ไม่นานเสียงตะโกนที่รุนแรงก็ดังขึ้นมาจากทิศตะวันออก จั่วชิวหมิงได้แขวนกระจกวิเศษบานหนึ่งห้อยเอาไว้กลิ่นอายของความอำมหิตได้แผ่ซ่านออกมา
“วิ่งหนีไปสิ! เจ้าหนีไปเลย!” ด้านทิศตะวันตกเจียงหยางที่มีสีหน้าบึ้งตึง ห้อยตราโบราณไว้ชิ้นหนึ่ง และตามเข้ามาเช่นกัน
“เจ้าจะต้องตายอย่างน่าอนาถ”ทางทิศใต้ข่งเฉาเข้ามาพร้อมกับเตาทองแดงซึ่งเป็นอาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่งอยู่เหนือศีรษะและกำลังนำบรรดาศิษย์น้องห้อมล้อมเข้ามาดั่งผีห่าซาตาน
“เจ้าหมดทางหนีแล้วสิ”ทางทิศเหนือ หยางเว่ยกำลังนำกลุ่มคนมุ่งเข้ามาเช่นกัน
“แผ่ตาข่ายสวรรค์”และเหนือศีรษะของเย่เฉินในตอนนี้มีแสงของตาข่ายสวรรค์แผ่ขยายออกและกำลังตกลงมาจากท้องฟ้า
เสร็จแน่จบกัน!