รัชทายาทกลับจากการเข้าเฝ้าท่านอ๋องรอบนี้ดูจะคึกคักเป็พิเศษ มีการเรียกประชุมขุนนางในทันทีที่เสด็จกลับมาถึง
แม้จะมีการเจรจาการค้ากับเมืองหลิวแล้วแต่ปัญหายังตามมาอีกมามาย โดยเฉพาะใต้เท้าลี่ถัง ที่ไม่สามารถทำการค้าได้ส่งผลกระทบต่อองค์รัชทายาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ครั้นจะบากหน้าไปขอเจรจาอีกรอบก็คงจะเป็การไม่เหมาะสม ที่สำคัญคนที่จะไปเจรจาได้ ก็คงจะเป็คนเดิม ยิ่งเกรงว่าหากเจรจาอีกครั้ง อาจจะส่งผลกระทบมากกว่านี้ก็เป็ได้
หนทางเดียวที่จะทำให้กิจการของใต้เท้าลี่ถังกลับมาดีดั่งเดิมจึงเป็ไปได้ทางเดียว นั่นคือ การหาเส้นทางการค้าแห่งใหม่
รัชทายาทแจ้งเื่นี้ต่อที่ประชุมขุนนางท่ามกลางความตกตะลึงของทุกฝ่าย เพราะการเปลี่ยนเส้นทางการค้าก็เท่ากับการลดความสัมพันธ์กับเมืองหลวงไปในตัว นั่นย่อมไม่ดีแน่
“เรามาคิดดูแล้ว ที่ผ่านมาแคว้นเหอฉีของเราผูกพันตัวเองอยู่กับเมืองหลวงมากไป จนเราไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้อีกแล้วพอมาเกิดเื่นี้ขึ้น ทำให้เรานึกได้ว่า แผ่นดินกว้างใหญ่นี้ ยังมีเมืองอื่นๆอีกมากมาย โดยเฉพาะทางทิศเหนือที่มีเมืองิ ว่ากันว่า เมืองนี้มีความสวยงามผู้คนมากมาย ที่อยู่กันอย่างสงบสันติ ทำไมเราจึงไม่ไปหาพวกเขา เอาสินค้าของเราไปขายเช่นนี้ย่อมทำให้เราสามารถก้าวผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้ ไม่ได้มีข้อห้ามใดๆไม่ให้เราทำการค้ากับเมืองอื่น และเช่นนั้น เราจึงมีอิสระที่จะทำการค้ากับเมืองใดและไม่ทำการค้ากับเมืองใดก็ได่”
คำแถลงสั้นๆ ของรัชทายาททำให้หลายฝ่ายอดเป็ห่วงไม่ได้โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับเมืองหลวงที่มีมาอย่างช้านาน เพราะเป็ที่รู้กันดีว่า เมืองินั้นเป็ไม่เบื่อไม้เมากับฮ่องเต้มาตลอด สองฝ่ายจ้องจะทำาระหว่างกันมาหลายสิบปีหากทำเช่นนี้ย่อมทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยเป็แน่ ปัญหามากมายคงจะตามมาไม่หยุดหย่อนอีกอย่างเส้นทางที่ทุรกันดานและห่างไกล การเดินทางไปมายังสองเมืองก็แสนจะยากลำบากที่สำคัญที่สุด ชาวินั้นโหดร้าย ป่าเถื่อน ไร้อารยธรรม และเป็ชนที่เชื่อใจไม่ได้ แต่ในเมื่อมันคือความปรารถนาของรัชทายาทแล้วต่อให้ยากลำบากแค่ไหน ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน
“เช่นนั้นหากทุกท่านไม่มีใครเสนอความเห็นใดๆแล้ว ก็ขอมอบหมายให้ใต้เท้าลี่ถัง และใต้เท้าหวังเล่ย กรมพิธีการ จัดการส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับเมืองิโดยเร็วเราหวังว่า เส้นทางการค้าแห่งใหม่นี้ จะสามารถทำการค้าได้ภายในปีนี้และเมื่อทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดีแล้วนั้นเรายินดีจะเสด็จะไปเยือนเมืองิสักครั้งในไม่ช้า”
คำประกาศนี้สร้างความตกลึงให้กับทุกฝ่ายมิใช่น้อยเป็เวลาปีกว่าๆ แล้วที่รัชทายาทขึ้นมาทำหน้าที่แทนท่านอ๋องไม่เคยมีสักครั้งที่รัชทายาทจะพูดถึงการเสด็จเยือนเมืองหลวงแม้แต่คณะทูตก็ไม่เคยส่งไป แต่ครั้งนี้กลับแจ้งความประสงค์ที่จะไปเยือนเมืองิด้วยพระองค์เอง เช่นนี้ย่อมหมายความว่ารัชทายาทมีใจออกห่างเมืองหลวงและพร้อมที่จะแตกหักกับฮ่องเต้แล้ว
คณะทูตชุดแรกถูกส่งไปไม่นานหลังจากการประชุมในวันนั้นข้าวของเครื่องบรรณาการถูกส่งไปพร้อมกับขบวนเยอะแยะมากมาย จนไม่แน่ใจว่าแค่ไปเจริญสัมพันธไมตรี หรือไปถวายตัวเป็เมืองขึ้น
ทุกคนต่างเฝ้ารอการกลับมาของคณะทูตอย่างใจจดใจจ่อ เพราะนี่ถือเป็่เหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของแคว้นเหอฉีหากการเจรจาสำเร็จย่อมหมายถึงโอกาสที่แคว้นแห่งนี้จะสามารถลืมตาอ้าปากได้และสามารถก้าวขึ้นมาทาบเมืองหลวงได้ไม่ยาก
“หวังหย่ง เ้าคิดว่าการเจรจาครั้งนี้จะเป็เช่นไร” ราชครูเอ่ยถามเมื่ออยู่กันตามลำพัง
“ใต้เท้าสบายใจได้คณะทูตจะกลับมาพร้อมกับความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่” หวังหย่งตอบกลับไป
“หากเป็จริงอย่างที่เ้าว่ามามีหรือที่ฮ่องเต้จะยอมให้ศัตรูมาเคาะประตูอยู่หน้าบ้านเราคงต้องต้องเตรียมรับมือาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วสินะ” อัครมหาเสนาบดีกล่าวอย่างตื่นตระหนก
“ฮ่องเต้ไม่มีทางทำเช่นนั้นหรอกมีแต่รัชทายาท ที่จะเป็ฝ่ายเปิดากับฮ่องเต้” หวังหย่งพูดเหมือนกับว่าาเป็ของเล่น
“ทำไมเ้าพูดเช่นนั้น” ราชครูสงสัย
หวังหย่งค่อยๆ ตอบอย่างช้าๆ “ใต้เท้าทั้งสองลองคิดดูสิั้แ่เกิดเื่ครั้งนั้น นี่ก็หลายเดือนมาแล้ว มีใครมั้ยที่รู้สึกเดือดร้อนปล่าวเลย ชาวบ้านยังอยู่ดีมีสุข สินค้าก็ยังขายได้มีแต่เพียงใต้เท้าลี่ถังเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ การไปเมืองิครั้งนี้ก็เพราะเป็การหาทางออกให้ใต้เท้าลี่ถังเท่านั้น แน่นอนเมื่อเราเสนอไปเมืองิย่อมไม่ปฏิเสธ เพราะพวกเขาเองก็รอมาตลอดที่จะบุกเข้าประชิดเมืองหลวงหากแต่ที่ผ่านมามีหลายๆ เมืองคอยเป็เมืองหน้าด่านอยู่แต่เมื่อเราไปเปิดประตูเชิญเขามาแบบนี้ มีรึที่เขาจะปฏิเสธ”
“เื่นั้นเราเข้าใจดีแต่ทำไมเ้าจึงมองว่า รัชทายาทจะเปิดศึกกับฮ่องเต้ด้วยละ” ราชครูยังไม่หายสงสัย
หวังหย่งยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ยต่อไป“ใต้เท้าคิดว่าคนอย่างฮ่องเต้จะเกรงกลัวเด็กเมื่อวานซืนอย่างรัชทายาทงั้นหรือแค่เมืองเล็กๆ อย่างเหอฉีที่เต็มไปด้วยขุนนางกังฉินแบบนี้มันไม่ยากหรอกที่จะเอาชนะ แน่นอนการกระทำของรัชทายาท อาจจะทำให้เมืองอื่นๆเอาเป็เยี่ยงอย่าง แต่ฮ่องเต้รู้ดีว่าไม่มีเมืองไหนหรอกที่จะคิดอะไรแบบนั้นทุกวันนี้บ้านเมืองของเราสงบมาหลายปี การเป็อยู่ก็แสนจะสะดวกสบายทำไมเราจะต้องไปทำให้มันวุ่นวายอีก” หวังหย่งหยุดนิดนึงก่อนจะพูดต่อ
“แต่รัชทายาทไม่คิดเช่นนั้นการได้พันธมิตรใหม่ ย่อมทำให้พระองค์ฮึกเหิม คนอย่างเขาจะทำอะไรย่อมมีเป้าหมายที่สูงเขาคงหวังจะพวกิคอยหนุนหลังส่งเสริมให้เขาโจมตีเมืองหลวง แต่ใครจะไปรู้ิทุกวันนี้มุ่งเน้นเื่ค้าขายเป็หลัก ผู้นำคนใหม่ คงไม่กล้าเปิดศึกกับเมืองหลวงแน่แต่พวกเขาย่อมยินดีหากเราไปเปิดการค้าให้พวกเขา เพราะเท่ากับโอกาสที่พวกเขาจะทำการค้ากับเมืองหลวงง่ายยิ่งขึ้น ข้าห่วงแต่ว่า รัชทายาทจะเข้าใจพวกเขาผิด นอกจากจะไม่ได้กำลังสนับสนุนแล้วรัชทายาทอาจจะถูกโดดเดี่ยว หากคิดจะโจมตีเมืองหลวง”
“เ้ากำลังจะบอกว่า รัชทายาทกำลังเดินเกมผิดไปตกหลุมพรางของตัวเองงั้นหรือ” อัครมหาเสนาบดีเริ่มเข้าใจอะไรบ้างแล้ว
“ก็ช่วยไม่ได้อยากจะพาตัวเองเข้าไปติดกับทำไม”
“อ้าวทำไมเ้าพูดเช่นนี้ไหนบอกว่าจะช่วยกันดูแลบ้านเมืองไงเล่า” ราชครูทำขึ้นเสียงใส่หวังหย่ง
“ใต้เท้าจะให้ข้ายังไงเล่ารัชทายาทเคยฟังข้าที่ไหนกัน ข้าบอกซ้ายพระองค์ไปขวา ข้าบอกขวา พระองค์ไปตรง ทุกวันนี้ข้ากลายเป็เป้าโจมตีของฝ่ายโน้นอยู่ทุกวี่วันจะให้ข้าทำอะไรได้อีก”
“เพราะเ้ามีแผนการอยู่ในใจแล้วใช่มั้ย”ราชครูถามกลับทันที หวังหย่งไม่ตอบได้แต่หันมามองหน้า ทำหน้าเซ็งๆเดินส่ายหัวกลับตำหนักไป
หลายวันต่อมาคณะทูตได้เดินทางกลับมาถึงแคว้นเหอฉีพร้อมกับข่าวดีที่ทุกคนรอคอย บัดนี้เมืองิยินดีทำการค้ากับแคว้นเหอฉีโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ และในไม่ช้านี้คณะทูตจากเมืองิจะเดินทางมาเยือนแคว้นเหอฉีอย่างเป็ทางการ
“ในที่สุดเราก็สามารถเปิดเส้นทางการค้าแห่งใหม่ได้แล้ว เราไม่ต้องหวังพึงพาแต่เมืองหลวงเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป”รัชทายาทกล่าวขึ้นในที่ประชุม เมื่อได้รับรายงานจากคณะทูต
“ทูลรัชทายาทแบบนี้แล้วเราจะกราบทูลฮ่องเต้ว่าอย่างไร” ราชครูถามกลับไป
“จะต้องกราบทูลอะไรอีกเล่า แล้วเราไม่มีสิทธิทำอะไรบ้างเลยเหรอ นี่เราจะทำอะไรก็ต้องไปบอกฮ่องเต้ทุกเื่สินะ”
“หามิได้ขอรับกระหม่อมเพียงแต่สงสัยว่า ทำไมเราต้องทำแบบนั้นก็ในเมื่อบัดนี้การค้าระหว่างเรากับเมืองหลวงก็กลับมาเป็ปกติแล้วจะมีก็เพียงแค่คนส่วนน้อยเพียงบางคนเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แล้วแบบนี้เราจะเอาอาณาจักรเราไปเสี่ยงทำไม”
“นี่ท่านราชครูมองว่าข้าเป็คนนำปัญหาเข้ามาสิ” ลี่ถังพูดแทรกขึ้นมา
“ถ้าไม่ใชเพราะคนของท่านไปก่อเื่พวกเราจะมีวันนี้เหรอ” ราชครูเถียงเสียงแข็.
“ถ้าไม่ใช่เพราะท่านไปมุบมิบเจรจาปิดเส้นทางการค้าของข้าเื่ราวก็คงจะไม่วุ่นวายเช่นนี้” ลี่ถังโต้กลับ
“เอาละๆ พอได้แล้ว”รัชทายาทยกมือห้าม “ใครจะเป็ยังไงก็ช่างข้าไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ในตอนนี้ข้าตัดสินใจแล้วว่าเราจะต้องเปิดเส้นทางการค้าใหม่ อย่ามัวเสียเวลาคิดเล็กคิดน้อยกันไปเลยในตอนนี้เรามาเตรียมตัวต้อนรับคณะทูตจากแดนไกลจะดีกว่า นานมาแล้วที่เราไม่ได้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองแบบนี้งานนี้ต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้พวกเขาประทับใจให้ได้ หวังหย่งเ้าคิดเห็นเช่นไร”
หวังหย่งสะดุ้งเล็กน้อย ร้อยวันพันปีรัชทายาทไม่เคยแม้แต่จะชายตามามองเขาด้วยซ้ำไป แต่ทำไมครั้งนี้จึงเรียกให้เขาแสดงความคิดเห็น เขาไม่เสียเวลาต้องคิดนาน เพราะคำตอบทุกอย่างมีอยู่ในใจของเขาอยู่แล้ว
“ทูลรัชทายาท หม่อมฉันเห็นว่าด้านหนึ่งเราทำการค้ากับแคว้นิ อีกด้านหนึ่ง เรามิควรจะตัดสัมพันธ์กับเมืองหลวงแบบนี้เราน่าจะได้ผลประโยชน์มากกว่าพะยะคะ”
“งั้นเ้าก็ติดต่อกับเมืองหลวงไปทางนั้นให้เ้าจัดการไปเลย ส่วนแคว้นิปล่อยให้หน้าที่ของเรา เช่นนั้นเ้าว่าดีหรือไม่”
หวังหย่งรีบตกปากรับคำก่อนที่รัชทายาทจะเปลี่ยนใจ
เื่นี้สร้างความแปลกใจให้กับหลายคนยิ่งนักไม่มีใครคาดคิดว่า รัชทายาทจะมอบหมายภารกิจสำคัญให้กับหวังหย่งแม้พระองค์จะมีใจให้กับแคว้นิอย่างเต็มเปี่ยมแต่การปล่อยให้เมืองหลวงอยู่ในมือของหวังหย่งก็เท่ากับยื่นหอกให้ศัตรูแบบนี้มันดูไม่ใช่รัชทายาทเลย
ราชครูและอัครมหาเสนาบดีรีบเข้าไปฉุดมือหวังหย่งให้ตามพวกเขากลับไปทันทีที่การประชุมจบลงพวกเขาดีใจยิ่งนักที่เห็นหวังหย่งได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญเยี่ยงนี้
“ข้ายินดีกับเ้าจริงๆ ในที่สุดรัชทายาทก็เห็นความสำคัญของเ้าแล้ว”
“ท่านราชครู ที่ท่านพูดมาก็ไม่ผิดนักแต่ข้าอยากจะให้ใต้เท้าลองพิจารณาดูดีดีเสียก่อน”หวังหย่งยังคงทำหน้านิ่งไม่มีความรู้สึกใดๆ
“ทำไมเ้าจึงพูดเช่นนั้นในเมื่อภารกิจเมืองหลวงทั้งหมดถูกมอบหมายให้แก่เ้าเช่นนั้นเ้าไม่คิดว่ามันดีหรือ” อัครมหาเสนาบดีถามย้อนกลับไป
“งั้นข้าขอถามใต้เท้า ภารกิจเมืองหลวงคือสิ่งใดกัน”ถามเสร็จหวังหย่งรอคำตอบจากขุนนางาุโทั้งสองอยู่นาน ก็ไม่ได้รับคำตอบกลับมา
“ถูกต้องนานมาแล้วเราไม่ได้มีกิจการอะไรที่เกี่ยวข้องกับเมืองหลวงเลยยกเว้นเพียงเื่การค้า แต่เื่นี้เราได้จัดการเรียบร้อยแล้วเช่นนั้นพวกเขา้าอะไรแน่ที่ประกาศไปแบบนั้น นั่นก็เพราะพวกเขารู้ดีว่านับจากนี้ไป พวกเขาก็จะทำอะไรโดยไม่เกรงใจฮ่องเต้อีกแล้ว นั่นย่อมสร้างความไม่พอใจของเมืองหลวงที่มีแต่แคว้นของเราย่อมมีมากยิ่งขึ้นพวกเขาจึงปัดเื่นี้มาให้เราเป็คนจัดการ หากเราจัดการได้ พวกเขาก็จะสบายไปด้วยแต่หากล้มเหลว เราจะเป็คนรับผิดชอบเื่นี้ทั้งหมดแบบนี้ท่านจะให้เราพอใจได้อย่างไร”
“เช่นนี้นี่เอง” ราชครูเอ่ยออกมาพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ
“เป็แบบนี้แล้วเ้าจะทำอย่างไร” อัครมหาเสนาบดีอดเป็ห่วงหวังหย่งไม่ได้
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นรอเพียงให้พวกเขาลงมือก่อน เมื่อนั้น เราจึงจะเข้าใจว่าพวกเขาจะมาไม้ไหนกันข้าเชื่อว่า พวกเขาต้องรีบลงมือตอนที่คณะทูตเดินทางมายังเมืองเรานี่แหละ”