ความขัดแย้งของตระกูลดีไวซ์เนอร์
การมาถึงของเทียร์น่า ส่งผลให้บรรยากาศภายในปราการเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด จากบรรยากาศที่สงบนิ่งราวกับทะเลสาบที่ไร้คลื่น ก็กลายเป็นท้องทะเลก่อนเกิดพายุ
ภายนอกมันดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ภายในนั้นก่อเกิดคลื่นใต้น้ำขึ้นอย่างเงียบงันจากการเผชิญหน้าของคนจากตระกูลดีไวซ์เนอร์และคนของกัส
ไม่เพียงแค่น้องสาวทั้งสองที่เปลี่ยนสีหน้าไปตอนที่พบเจอกับเทียร์น่า แม้กระทั่งท่านหญิงมิวลีฟที่อ่อนโยนและเป็นมิตรกับทุกคนก็ยังแสดงออกอย่างเฉยชาราวกับมีชั้นบรรยากาศที่เย็นชาขวางกันเธอกับคนจากตระกูลดีไวซ์เนอร์เอาไว้
ส่วนเมดสาวยามินั้น เธอถึงกับไม่ปรากฏตัวต่อหน้าของคนจากตระกูลดีไวซ์เนอร์เลย
ความเปลี่ยนแปลงที่ชวนอึดอัดใจนี้ทำให้กัสต้องกุมขมับด้วยความรู้สึกปวดหัวอยู่ลึกๆ แต่เขาก็จำต้องอดทนเพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แม้ว่าบรรยากาศจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่น่าพอใจเท่าไหร่นัก แต่กัสก็ยังสบายใจอยู่เรื่องหนึ่งนั่นก็เพราะว่าคนของตระกูลดีไวซ์เนอร์นั้นไม่ได้พยายามแสดงท่าทีใดๆ ต่อการต้อนรับที่แฝงไว้ด้วยความเย็นชานี้
กัสเองก็ทำได้เพียงดูแลคนจากตระกูลดีไวซ์เนอร์ให้ดีที่สุดและจัดสรรพื้นที่ส่วนตัวให้กับคนเหล่านี้และให้พวกเขาใช้กำลังคนของตัวเองปกป้องพื้นที่ของตัวเองเอาไว้
ด้วยเหตุนี้บรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจึงสงบนิ่งลงจนเกิดเป็นสองโลกที่แตกต่างกันขึ้น
โลกหนึ่งคือโลกของกัสที่อยู่ร่วมกับครอบครัวของเขา มันมีบรรยากาศที่อบอุ่นอ่อนโยน ในขณะที่อีกโลกหนึ่งคือโลกของตระกูลดีไวซ์เนอร์ที่ค่อนข้างจะอึดอัดและเย็นเยือก
เนื่องจากคนของทั้งสองฝ่ายแสดงจุดยืนออกมาอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับอีกฝ่าย ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายแบ่งแยกพื้นที่กันอยู่โดยสมบูรณ์และไม่พยายามติดต่อกันมากจนเกินไป
นอกจากกัสที่ไปทักทายเทียร์น่าเป็นประจำเพื่อให้สมกับที่เป็นเจ้าบ้านแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่มีใครเลยที่เข้าไปในพื้นที่ของตระกูลดีไวซ์เนอร์
อาจจะมีบ้างที่เกรย์แรทได้ส่งคนไปติดต่อเพื่อสอบถามปัญหาต่างๆ มีการดูแลเป็นอย่างดีจึงไม่เกิดปัญหาใดๆ ขึ้น จนผ่านไปนานหลายวันบรรยากาศที่อึดอัดก็ผ่อนคลายลงบ้าง
คนจากตระกูลดีไวซ์เนอร์เหมือนจะเข้าใจถึงเจตนาของกัสและคนของเขามากขึ้น พวกเธอค่อยๆ สัมผัสกับนิสัยใจคอของอีกฝ่าย
เช่นเดียวกับน้องสาวทั้งสองของกัสที่แม้จะไม่ได้พยายามเข้าไปติดต่อ แต่ก็แอบเฝ้ามองอยู่เสมอด้วยหุ่นยนต์สำรวจที่บินไปมาอยู่รอบๆ ปราการเพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังพวกมอนเตอร์
แน่นอนว่าการเฝ้าระวังนี้ไม่ทำให้คนจากตระกูลดีไวซ์เนอร์สงสัยเท่าไหร่เพราะที่นี่คือดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้อง การป้องกันปราการถือเป็นเรื่องปกติ
การที่ไม่มีการป้องกันจึงกลายเป็นเรื่องแปลก ด้วยเหตุนี้หุ่นยนต์สำรวจที่ถูกทิ้งเอาไว้เพื่อเฝ้าระวังจึงไม่ถูกสังเกตเห็นและไม่สร้างแรงกดดันให้กับตระกูลดีไวซ์เนอร์มากนัก
ยิ่งเวลาผ่านไป ตระกูลดีไวซ์เนอร์ก็ค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปได้
เทียร์น่าที่อยู่ในฐานะของคู่หมั้นก็ค่อยๆ ใช้ข้ออ้างบางอย่างออกมาจากที่พักเพื่อเดินสำรวจไปรอบๆ ปราการ ซึ่งแน่นอนว่ากัสไม่ปฏิเสธคำขอนี้
ยกเว้นเพียงพื้นที่บางแห่งที่เขาไม่อนุญาตให้เข้าไป พื้นที่ส่วนใหญ่นั้นเขาไม่ได้ห้ามพวกเธอเลย
ส่งผลให้เทียร์น่ากับคนของเธอเริ่มสำรวจไปรอบๆ ปราการ บางทีก็ออกไปพร้อมกับกองทัพขนาดเล็กของตระกูลดีไวซ์เนอร์เพื่อออกไปสำรวจภูมิประเทศโดยรอบ
แน่นอนว่ากัสไม่ได้ปล่อยให้พวกเธอไปโดยไม่มีการคุ้มกัน เขาได้ให้หน่วยอาชาฟ้าคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเสมอ เรียกได้ว่าเป็นการดูแลที่ไม่ขาดตกบกพร่องใดๆ
สถานการณ์ภายในปราการแห่งนี้จึงค่อยๆ สงบลงทีละน้อย บรรยากาศที่คล้ายกับท้องทะเลก่อนเกิดพายุก็ค่อยๆ อ่อนจางลงและเกิดเป็นบรรยากาศที่สงบเงียบซึ่งแฝงไว้ด้วยช่องว่างที่คั่นกลางระหว่างสองฝ่าย
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างรับรู้การดำรงอยู่ของกันและกัน แต่ก็เลือกที่จะไม่ปฏิสัมพันธ์กันหากไม่จำเป็น
นอกจากวันไหนที่กัสจัดงานเลี้ยงฉลองแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็แทบไม่ได้มีการพบปะกันเลย ไม่มีการพูดคุย ไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใดๆ
นอกจากกัสกับเทียร์น่าที่พยายามสานความสัมพันธ์ของพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นมากนัก
ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ กัสก็ยังคงทุ่มเวลาไปกับการกวาดล้างและฝึกฝนจนกระทั่งเขาสามารถดูดซับยาโลหิตมังกรทั้ง 10 ขวดจนหมด เวลาว่างของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยและสามารถให้ความสำคัญกับเทียร์น่าได้มากขึ้น
แต่การให้ความสำคัญกับเทียร์น่ามากขึ้นและไปหาเธอบ่อยขึ้นนั้น กลับทำให้กัสไปได้ยินสิ่งที่เขาไม่อยากได้ยินที่สุดโดยไม่ได้ตั้งใจ
ช่วงเวลาที่เขาเดินผ่านเข้าไปในที่พักของเทียร์น่า ประสาทสัมผัสที่แหลมคมของเขาก็บังเอิญไปได้ยินคำพูดของกลุ่มข้ารับใช้กลุ่มหนึ่งของเทียร์น่าเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ
คำนินทาพวกนี้หากเป็นเรื่องทั่วๆ ไป กัสคงไม่ได้สนใจ แต่ทันทีที่เขาได้ยินคำพูดนินทาในครั้งนี้ สีหน้าของเขาก็เย็นเยียบลงในทันที
“ตระกูลอันดูวเดธช่างน่ารังเกียจนัก! พี่ชายแต่งงานกับน้องสาว! เรื่องที่ผิดศีลธรรมที่น่าขยะแขยงแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังกัน!!”
“นั่นสิคะคุณหนู!! สมสู่กันราวกับสัตว์เดรัจฉาน!! ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องที่น่าขยะแขยงซ่อนอยู่มากกว่านี้หรือไม่!! แค่คิดข้าก็อยากจะอ้วกแล้ว!!”
สีหน้าของกัสดำมืดขึ้นมาทันทีทำให้ข้ารับใช้ของเทียร์น่าที่กำลังนำทางเขาถึงกับหน้าถอดสีเพราะอยู่ๆ จิตสังหารของเขาก็แผ่ขยายออกมาจนปกคลุมที่พักแห่งนี้เอาไว้จนหมด
วินาทีนั้นผู้คุ้มกันของตระกูลดีไวซ์เนอร์ก็ปรากฏตัวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและมองดูกัสอย่างไม่เข้าใจ
“นายน้อยกัสโทนีย่า..ท่านไม่พอใจอะไรพวกเรางั้นหรือคะ”
สตรีวัยกลางคนที่มีความสามารถอยู่ในระดับเตรียมครึ่งเทพขั้นสูงสุดเอ่ยปากถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด เธอมองดูสีหน้าของกัส มองดูแววตาที่โกรธเกรี้ยวของเขา ก่อนจะตระหนักถึงอะไรบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นภายในที่พักของเธอ
ชั่วขณะนั้นสัมผัสวิญญาณของเธอก็แผ่ขยายออกไปตรวจสอบที่พักทั้งหมด ก่อนจะหันไปยังทิศทางหนึ่งที่มีข้ารับใช้กลุ่มหนึ่งยืนสุมหัวกันอยู่
โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร ทันทีที่เธอเห็นการสุมหัวของข้ารับใช้กลุ่มนี้และใบหน้าที่ซีดขาวของหญิงสาวเหล่านี้เธอก็ตระหนักได้ในทันทีว่าหายนะเกิดขึ้นแล้ว
“น..นายน้อย..”
“ท่านไม่จำเป็นต้องอธิบาย..ข้าจะพูดแค่ครั้งเดียว..ให้พวกนางจากไปซะ! หรือไม่ก็ตายอยู่ที่นี่เลือกเอา!!”
น้ำเสียงของกัสเย็นเยือกจนทำให้หัวใจของผู้คุ้มกันถึงกับสั่นสะท้าน ใบหน้าของเธอซีดขาวราวกับกระดาษจนไม่อาจเอ่ยปากพูดอะไรออกมาได้อีก
หลังจากพูดจบสายตาของกัสก็กวาดมองไปยังทิศทางที่เหล่าข้ารับใช้สุมหัวกันอยู่ ก่อนจะคิดถึงสรรพนามที่ข้ารับใช้นางหนึ่งใช้เรียกข้ารับใช้คนหนึ่งที่ดูไม่เหมือนข้ารับใช้
หญิงสาวที่สวมใส่ชุดข้ารับใช้นางนี้มีบุคลิกและหน้าตาที่ต่างจากข้ารับใช้ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง ไม่เพียงแค่นั้นมือของเธอยังดูไม่เหมือนมือของคนที่เคยทำงานหนัก
แต่ดูเหมือนมือของคุณหนูจากตระกูลชั้นสูงที่ไม่เคยพบเจอกับความลำบากเสียมากกว่า
ตั้งแต่วันแรกกัสก็เห็นแล้วว่าหญิงสาวนางนี้ผิดปกติ ทั้งที่สวมใส่ชุดข้ารับใช้ แต่กลับไม่อาจซ่อนบุคลิกที่สูงส่งของหญิงสาวชนชั้นสูงได้
นอกจากนั้นสีหน้าของเธอเวลามองไปยังเทียร์น่าก็ไม่ได้มีความเคารพนอบน้อมใดๆ ทั้งยังมีความชิงชังรังเกียจซ่อนอยู่ภายใน
นอกจากนั้นทุกครั้งที่เทียร์น่าออกมาจากที่พัก หญิงสาวนางนี้ก็มักจะเดินประกบอยู่ด้านข้างเสมอและบ่อยครั้งที่เธอเข้าไปในสถานที่ที่อยู่ใกล้ๆ กับพื้นที่ที่กัสสั่งห้ามไม่ให้เข้าด้วยสีหน้าลำบากใจ
แต่ข้ารับใช้นางนี้กลับมีสีหน้ากระตือรือร้นและให้ความสนใจกับพื้นที่ที่กัสห้ามไม่ให้เข้าไปมากจนผิดปกติ
ในความเป็นจริงกัสสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ก่อนแล้วและได้รับคำเตือนจากน้องสาวของเขาหลายต่อหลายครั้งว่าให้ระวังหญิงสาวนางนี้และบอกว่าเธอเป็นคนที่ปลอมตัวมาเป็นข้ารับใช้
ทว่ากัสก็ไม่เคยทำอะไรเพราะเขาไม่อยากทำให้ความสัมพันธ์ที่เพิ่งจะสงบลงต้องพังทลาย
แต่ทันทีที่เขาได้ยินคำพูดที่หญิงสาวนางนี้นินทาตระกูลของเขา ความอดทนของกัสก็หมดลงในทันที ก่อนที่เขาจะหันไปมองผู้คุ้มกันที่เป็นหญิงสาววัยกลางคนด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นก็มองไปทางเทียร์น่าที่ยืนหน้าซีดขาวด้วยความตกใจ
ดวงตาที่แข็งกร้าวของกัสอ่อนลงเล็กน้อยตอนที่เห็นเทียร์น่า ก่อนจะหมุนตัวจากไปโดยไม่พูดอะไรอีกและยกเลิกมื้ออาหารเย็นของวันนั้นไปในทันที
หลังจากนั้นความวุ่นวายก็ก่อตัวขึ้น ปัญหามากมายปะทุขึ้นมา โดยเฉพาะความวุ่นวายภายในที่พักของตระกูลดีไวซ์เนอร์ที่มีทั้งเสียงและคลื่นพลังระเบิดออกมาหลายต่อหลายครั้งราวกับมีการปะทะกันอยู่ภายใน
ค่ำคืนนั้นเทียร์น่าก็มาขอพบกัสอย่างที่เขาเองก็คาดไม่ถึง จากนั้นเธอก็คุกเข่าลงตรงหน้าเขาและขอร้องให้เขาอย่าไล่คนของเธอไป
เมื่อเห็นสิ่งที่เธอทำแทนที่กัสจะใจอ่อนและยอมให้เหมือนที่เคยเห็น ดวงตาของเขากลับแข็งกร้าวยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะลุกขึ้นและเดินตรงเข้าไปหาเทียร์น่าจากนั้นดึงแขนเธอขึ้นมาทันที
วินาทีต่อจากนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นรอยช้ำสีม่วงเข้มที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อของเธอ
“ฝีมือนางสินะ..”
“ม..ไม่ใช่นะคะท่านกัส! ข้าบาดเจ็บเพราะฝึกฝนผิดพลาดต่างหากล่ะค่ะ ไม่ได้มีใครทำร้ายข้าจริงๆ!!”
คำแก้ตัวนี้ไม่ได้ทำให้กัสเชื่อได้เลยสักนิด ยิ่งเขาสบเข้ากับดวงตาที่งดงามของเทียร์น่า เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเธอโกหกเพราะมันมีความละอายใจฉายชัดอยู่ในดวงตาของเธออย่างชัดเจน
เมื่อเห็นความรู้สึกที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นี้หัวใจของกัสก็เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและทำให้ความอดทนเส้นสุดท้ายของเขาขาดลงในทันที
“ดี!! นางคิดว่าข้าไม่กล้าลงมือกับนางสินะ!! นางคิดว่านางเป็นคุณหนูของตระกูลดีไวซ์เนอร์แล้วข้าจะไม่กล้างั้นสิ!! ดี!! ข้าจะทำให้นางรู้ว่าข้าไม่เคยพูดเล่น”
พูดจบกัสก็ปล่อยมือเทียร์น่าและเดินตรงไปยังที่พักของตระกูลดีไวซ์เนอร์ทันที
การมาถึงของกัสที่มาพร้อมกับจิตสังหารนั้นกระตุ้นให้ผู้คุ้มกันเคลื่อนไหว หญิงสาววัยกลางคนปรากฏตัวขึ้นขวางทางเข้าของที่พักเอาไว้ในทันที พร้อมกับนักรบของตระกูลดีไวซ์เนอร์ที่ออกมาพร้อมอาวุธ
“นายน้อย!! ท่านอย่าได้บังคับพวกเราจนเกินไป!!”
“บังคับพวกเจ้าจนเกินไปงั้นหรือ..ข้าบังคับพวกเจ้าจริงๆ หรือ!! ข้าแค่บอกให้นางออกไปเสีย..แล้วดูสิ่งที่เจ้าทำ!! หรือเจ้าคิดว่าข้ากำลังขอร้องพวกเจ้าอยู่..”
น้ำเสียงของกัสเย็นเยียบลงทีละน้อยพร้อมกับจิตสังหารที่ปกคลุมพื้นที่โดยรอบทั้งหมด ส่งผลให้แรงกดดันเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งไม่อาจทนได้ไหวและจำต้องเดินออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทันทีที่บุรุษวัยกลางคนผู้นี้ปรากฏตัว สีหน้าของคนจากตระกูลดีไวซ์เนอร์ก็เปลี่ยนไป มันมีความโล่งใจปรากฏขึ้น เช่นเดียวกับผู้คุ้มกันที่ถึงกับถอนหายใจออกมาเบาๆ ด้วยความโล่งใจ
“นายน้อยกัสโทนีย่า..ท่านช่วยเห็นแก่หน้าข้าได้หรือไม่”
คำขอนี้ทำให้ดวงตาของกัสเย็นเยียบลง รอยยิ้มของเขาเหยียดออกจนกลายเป็นรอยยิ้มที่น่ากลัวซึ่งสร้างแรงกดดันให้กับบุรุษวัยกลางคนจนทำให้สีหน้าของมันเปลี่ยนแปลงไป
“เห็นแก่หน้าท่านงั้นหรือ..ความจริงใช่ว่าจะไม่ได้ หากมีแค่คำพูดเมื่อช่วงกลางวัน ข้าอาจจะยอมเห็นแก่หน้าท่านและไม่ลงมือกับนางได้..แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกันอีก ข้าคิดว่าท่านน่าจะรู้เหตุผลดีถูกต้องหรือไม่”
สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนเปลี่ยนไปในทันที สายตาที่แข็งกร้าวของมันมองตรงไปยังเทียร์น่า ก่อนจะหยุดลงที่รอยช้ำสีม่วงเข้มที่แขนของเธอ
“ข้าคิดว่านายน้อยคงเข้าใจผิด..นั้นเป็นเพียงบาดแผลที่เกิดจากการฝึกฝนผิดพลาดเท่านั้น ไม่ได้เกิดจากการทะเลาะกันแต่อย่างใด”
“การฝึกฝนผิดพลาดสินะ ท่าน..คิดว่าข้าเป็นเด็กสามขวบหรือยังไงกันถึงได้มองรอยทุบไม่ออก!”
สิ้นคำพูดจิตสังหารที่เกรี้ยวกราดของกัสก็ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตา ก่อนจะโอบล้อมที่พักแห่งนี้เอาไว้จนหมดทุกด้าน ทำเอาเหล่านักรบกล้าถึงกับหน้าซีดขาวด้วยความหวาดกลัว
ผู้คุ้มกันที่เป็นตัวแทนของตระกูลดีไวซ์เนอร์เองก็เริ่มตัวสั่นเพราะจิตสังหารที่น่ากลัวของกัสมันเกินกว่าจะเป็นจิตสังหารของบุรุษหนุ่มคนหนึ่ง
ทว่าบุรุษวัยกลางคนก็ยังนิ่งเฉย แม้ว่าดวงตาของมันจะหรี่ลงและมีร่องรอยของความหวาดหวั่นปรากฏขึ้นในใจบ้างแล้วก็ตาม
“นายน้อย..หรือท่านต้องการยกเลิกงานหมั้นจริงๆ ท่านไม่กลัวว่าจะทำให้ผู้อาวุโสของท่านต้องผิดหวังงั้นหรือ”
รอยยิ้มของกัสเหยียดออกในทันทีและจ้องไปทางบุรุษวัยกลางคนด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยาม
“อ๋อ..พูดด้วยเหตุผลไม่ได้ ก็ยกผู้อาวุโสของข้ามาอ้างงั้นหรือ! งั้นท่านทราบไหมว่าถ้าข้าถ่ายทอดคำพูดที่พวกนางนินทาข้าและครอบครัวออกไปจะเกิดอะไรขึ้น..ท่านเชื่อไหมว่าครึ่งเทพครึ่งหนึ่งของตระกูลข้าจะเดินทางไปยังตระกูลดีไวซ์เนอร์ทันทีจะฆ่าคนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับหญิงสาวคนนั้นโดยไม่ปรานีเลย”
สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนซีดขาวลงในทันทีเพราะมันเชื่อว่าคำพูดนี้เกิดขึ้นได้จริงๆ เพราะมันเองก็ได้ยินคำพูดที่คุณหนูของมันพูดกับข้ารับใช้เช่นกันและตระหนักว่าหากคำพูดนี้หลุดไปถึงหูของคนตระกูลอันดูวเดธจะเกิดอะไรขึ้น
ทว่ามันก็ทำพลาดไปเพียงเพราะเห็นว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มสงบลงแล้ว มันจึงพลาดที่จะควบคุมคุณหนูของตนเองจนทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นมา
“นายน้อย!!”
“ทำไม..ไม่เชื่องั้นหรือ”
สีหน้าของบุรุษวัยกลางคนซีดขาวลงไปมาก ก่อนที่มันจะฝืนใจตอบรับกลับไปอย่างสุดกลั่นแล้วเดินกลับเข้าไปในที่พักและออกมาพร้อมกับคุณหนูของมันที่ปลอมตัวเป็นข้ารับใช้ รวมไปถึงข้ารับใช้ของนางทั้งหมด แล้วจากไปอย่างเร่งรีบพร้อมกับนักรบทั้งหมดจนเหลือเพียงผู้คุ้มกันที่เป็นหญิงสาววัยกลางคนและข้ารับใช้ที่เป็นเด็กสาวอีกไม่กี่คน
กัสมองภาพนี้ด้วยสายตาเย็นชาโดยไม่สนใจสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของหญิงสาวที่กล้านินทาว่าร้ายเขาและครอบครัวของเขาเลย
ไม่นานนักพวกเธอก็ออกไปจากปราการของเขา ทำให้บรรยากาศภายในปราการดิ่งลงจนน่ากลัวยิ่งกว่าเก่า โดยเฉพาะสีหน้าของเทียร์น่าที่ซีดขาวจนปราศจากเลือด
“นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรอกนะเทียร์น่า..ต่อให้วันนี้ข้าไม่ได้ยินเรื่องที่พวกนางพูด แต่ถ้าพวกนางยังไม่เปลี่ยนความคิดของตัวเอง สักวันพวกนางก็พูดเรื่องแบบนี้ออกมาอยู่ดี..และถึงวันนั้นมันอาจจะไม่จบลงง่ายๆ แบบนี้ก็เป็นได้”
พูดจบกัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเดินจากไป ทิ้งให้เทียร์น่ายืนก้มหน้านิ่งโดยไม่สามารถพูดอะไรได้ นอกจากมองตามหลังเขาไปด้วยความสับสน
เมื่อกัสจากไปหญิงสาววัยกลางคนที่ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความอ่อนล้า ก่อนจะเดินเข้ามากุมมือของเทียร์น่าด้วยความสงสารเห็นใจ
“เด็กดี..เจ้าอย่าคิดมากเลย เรื่องทั้งหมดนี้มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าสามารถทำอะไรได้..กลับไปพักเถอะ”
“ค่ะ..”
เทียร์น่าตอบรับด้วยความรู้สึกผิด เธอมองตามกัสไปจนกระทั่งเขาหายไปจากสายตา เธอถึงได้หันกลับมามองที่พักของเธอและได้เห็นความแตกต่างระหว่างตัวเธอและคุณหนูตัวจริงของตระกูลดีไวซ์เนอร์
ผู้คุ้มกันของเธอในตอนนี้เหลือเพียงหญิงสาววัยกลางคนที่สนิทสนมกับป้าของเธอเท่านั้น นอกจากนั้นก็มีข้ารับใช้ที่เป็นเด็กสาวซึ่งพ่อแม่ของเธอหามาให้เพียง 3 คน
ส่วนนักรบกว่าร้อยคนและข้ารับใช้อีกหลายสิบคน ตอนนี้หายไปจนหมดแล้วทำให้ที่พักขนาดใหญ่ที่จัดเอาไว้รองรับคนนับร้อยกลายเป็นว่างเปล่าไปในทันที
เทียร์น่ามองดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกไร้กำลัง เธอรู้สึกว่าตัวเธอนั้นไม่มีอะไรเลย หากไม่มีการสนับสนุนของตระกูลเธอก็ไม่มีอะไรเลยที่เทียบกับกัสได้
เมื่อความรู้สึกนี้ครอบงำจิตใจของเธอ เทียร์น่าก็ยิ่งรู้สึกละอายใจที่เธอไม่มีอะไรไปเทียบกับกัสได้เลย จนเกิดเป็นความรู้สึกไม่คู่ควรขึ้นมาในใจ