เวลาวันที่ 29 ในดันเจี้ยนพิเศษหมดไปโดยการเดินเล่นในนครหลวง ทำให้หลินได้เข้าใจเกี่ยวกับสถานที่มากขึ้น ภายในนครหลวงแบ่งออกเป็น 3 เขต แบ่งแยกถึงชนชั้นทางสังคมไว้อย่างชัดเจน บ้านเรือนที่อยู่ใกล้กับกำแพง หากเดินเข้ามาด้านในระยะหนึ่งจะเจอกับกำแพงที่กั้นพื้นที่เอาไว้อีกชั้น หากต้องการจะเข้าไปด้านในต้องจ่ายเงิน 10 เหรียญเงินเพื่อเป็นค่าผ่านทาง
ความแตกต่างของผู้คนรวมไปถึงการแต่งกายอาจจะไม่ได้ต่างกันมากนัก จำนวนผู้คนที่อยู่ภายนอกดูจะมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับด้านใน ที่แตกต่างจริงๆคือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้วัสดุและการสร้างบ้านที่แตกต่างจากเขตแรกโดยสิ้นเชิง แน่นอนไว้ภายในเขตนี้ราคาสิ่งของมีราคาที่สูงกว่า หลินเดินภายในเขตนี้อย่างไม่รีบร้อน ใช้เวลาไปกับการมองผู้คนและหาร้านหนังสือสักแห่งหนึ่งเพื่อหาหนังสือที่เขาต้องการ
เขตสุดท้ายเป็นเขตของราชวัง มีกำแพงกั้นเอาไว้เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีทหารยืนเฝ้าบริเวณทางเข้าอยู่หลายสิบคน มีคนเข้าไปด้านในบ้างเท่าที่เขาหิน แต่ไม่ได้พลุกพล่านนัก และดูเหมือนว่าจะต้องใช้ของบางสิ่งจึงสามารถผ่านเข้าไปด้านในได้
วันที่ 30 วันสุดท้าย หลินกำลังนั่งรออาหารอยู่ที่ชั้น 1 ในตึกที่เขาเช่าห้องพักเมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นตึกที่อยู่ใกล้กับกำแพงราชวัง เป็นหัองพักหรู แม้จะเทียบกับห้องที่อยู่ในเต็นท์ของเขาไม่ได้ก็ตาม ราคาพักต่อคืนอยู่ที่ 100 เหรียญทอง อาหารที่เขาสั่งไปเป็นจานเนื้อหนึ่งจานและจานซุปหนึ่งจานรวมข้าวแล้วราคา 32 เหรียญทอง เป็นอาหารมื้อที่แพงที่สุดในดันเจี้ยนพิเศษของเขาเลยก็ว่าได้
"ได้ยินว่าองค์หญิงกลับมาแล้วจริงเหรอพ่อ" เสียงพูดคุยดังขึ้นจากโต๊ะที่อยู่ติดกัน
เป็นชายชรากับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ติดกัน "เรื่องจริง เจ้าเดินทางตลอดคงจะไม่ทราบ กลับมาได้หลายสิบวันแล้ว ข้าบอกแล้วว่าข่าวลือพวกนั้นเชื่อถือไม่ได้ องค์หญิงมีความสามารถขนาดไหนเจ้าก็รู้ดี องค์หญิงกลับมาแล้ว สงครามภายในราชวังเป็นอันจบลง แม้ว่าองค์หญิงจะกลับมาหลายวันแล้ว ข้ายังรู้สึกสบายใจอยู่เลย หากองค์หญิงไม่หายตัวไป ทหารของเราคงไม่ต้องสละชีวิตกันมากมายขนาดนี้"
ชายชราก้มหน้าลงเหมือนกับคนกำลังรู้สึกผิด คนที่เรียกชายชราว่าพ่อก็มีท่าทางเช่นเดียวกัน "พ่อ ท่านก็รู้ว่าท่านพี่ไม่ต้องการให้ท่านมาเสียใจกับการตัดสินใจของเขา ท่านพี่ไม่ได้ถูกคัดตัวไปเหมือนกับคนอื่นๆ แต่เป็นคนสมัครไปด้วยตัวเอง ถึงแม้ท่านพี่จะเสียชีวิตลง แต่ก็เป็นสิ่งที่ท่านพี่เต็มใจที่จะทำ ท่านพ่อมักจะสอนอยู่เสมอว่าหากตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้ว ทำมันให้ดีที่สุด จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง ข้ามั่นใจว่าท่านพี่ไม่มีทางเสียใจที่ตัดสินใจไปอย่างแน่นอน"
"ข้ายังจำได้ดี ท่านพี่ชมชอบองค์หญิงตั้งแต่สมัยที่ข้าและท่านพี่รวมถึงองค์หญิงยังเด็ก ท่านพี่รู้ตัวดีว่าไม่อาจเอื้อม องค์หญิงเป็นบุตรตรีเพียงคนเดียวขององค์ราชา มีใบหน้าที่งมงามราวกับนางฟ้า น้ำเสียงที่ไพเราะ และยังมีความสามารถที่สูงที่สุดในนครหลวง แม้ว่าอายุยังน้อยก็ตาม แน่นอนว่าต้องเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนที่ได้พบเจอ"
"การหายตัวไปขององค์หญิงในตอนแรกเป็นเพียงข่าวลือ แต่นานวันเข้าไม่มีใครได้พบเห็นองค์หญิงทุกคนจึงคิดว่าข่าวลือเป็นเรื่องจริง และข่าวลือก็ได้กระจายออกไปสู่ภายนอก ทำให้เกิดการบุกรุกขึ้น ในตอนนั้นท่านพี่พูดกับข้าอยู่เสมอว่าถ้ามีใครสักคนที่มีความสามารถเทียบเท่ากับองค์หญิงอยู่ การบุกรุกคงจะไม่เกิดขึ้น และองค์หญิงเองก็จะไม่ต้องเหนื่อยเหมือนที่ผ่านมา"
เพียงไม่กี่ประโยคเสียงก็เงียบหายไป เป็นเพราะอาหารได้ถูกวางลงบนโต๊ะแล้ว อาหารของเขาเองก็มาเช่นเดียวกัน พอได้ฟังเขากับรู้ว่าคนที่นี่ยังดีที่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ตัวเขามีอายุ 20 ปี แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตลอดเวลาที่เขาใช้ชีวิตอยู่นั้น ได้เกิดสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์อยู่ตลอดเวลา จำนวนผู้เสียชีวิตในสงครามไม่รู้ว่ามีมากมายขนาดไหน แน่นอนว่ามันอาจจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับเขาและครอบครัวที่เป็นคนธรรมดา
แต่ในฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน เขาไม่มีสิทธิทราบ ไม่มีสิทธิที่จะรู้เลยเหรอว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่สงครามได้กินพื้นที่เข้ามาเริื่อยๆในทุกปี เขารู้สึกหงุดหงิดและเจ็บปวดที่ตัวเองไม่รู้อะไรเลย ใช่บางทีการที่เขาเป็นคนธรรมดาอาจจะไม่สามารถช่วยเหลืออะไรคนที่มีความสามารถได้ แค่เรื่องเล็กน้อยอาจจะไม่จำเป็นสำหรับคนเหล่านั้นด้วยซ้ำ เขาแค่อยากจะรู้จริงๆว่า แค่เขาต้องการที่จะมีความรู้สึกขอบคุณหรือเสียใจ แก่คนที่เสียสละเหล่านั้น เขาก็ยังไม่มีสิทธิเลยเหรอ ?
ทุกคนต่างมีครอบครัว เหล่าคนที่เสียชีวิตในสงครามเองก็เช่นกัน ตัวเขาในตอนนี้มีเป้าหมายในชีวิตที่ต้องทำ หากเขากลับไปและบอกกับทุกคนให้รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าทุกคนคงจะหัวเราะเยาะ ไม่มีทางที่จะมีคนเชื่อเรื่องเหล่านี้ มันไม่ต่างอะไรกับการที่มีใครก็ไม่รู้เดินมาเคาะประตูบ้านคุณและบอกว่าในห้องนอนของคุณมีระเบิด เรื่องราวมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
เขาจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงมันเอง เขาจะขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ และเหยียบย้ำทุกคนที่ขวางทางเขา