หลังจากที่หนานิพูดคุยกับโหรวอวี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
จู่ๆมู่สือจินก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ นายท่านข้าน้อยมีสิ่งของที่ข้าคิดว่านายท่านจะต้องสนใจเป็แน่ ”
โหรวอวี้ตอนแรกก็ใเมื่อจู่ๆมู่สือจินปรากฏตัว แต่เมื่อได้ยินว่ามู่สือจินเรียกหนานิว่านายท่าน นางก็รู้ได้ทันทีว่าคนๆนี้จะต้องเป็ผู้ติดตามของนายท่านเช่นเดียวกับนาง
หนานิมองไปยังมู่สือจินด้วยความสนใจ “ ไม่รู้ว่าเป็สิ่งของใดงั้นหรือ? ”
“ มู่สือจินหยิบเอาขวดโอสถออกมาให้กับหนานิพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า ” นี้คือโอสถเบิกยุทธ์ซึ่งเป็โอสถระดับศักดิ์สิทธิ์สามดาว "
หนานิแสดงสีหน้าสับสนเล็กน้อยเพราะเขาไม่รู้จักโอสถเบิกยุทธ์ จากนั้นเขาจึงมองไปยังฉินซูและโหรวอวี้ว่ารู้จักโอสถเบิกยุทธ์หรือไม่
โหรวอวี้ส่ายหน้าเป็คำตอบ
มู่สือจินลูบเคราของเขาพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ โอสถเบิกยุทธ์เป็โอสถที่พบเห็นได้น้อยมาก นอกจากกองกำลังชั้นสูงจริงๆจึงไม่มีทางพบเห็นเป็แน่ ซึ่งสรรพคุณของโอสถเบิกยุทธ์ก็คือผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิยุทธ์ลงไปเมื่อกินโอสถเข้าไปจะทะลวงขั้นใหญ่ได้ทันที เพียงแต่เมื่อกินไปแล้วจะไม่สามารถกินได้อีก หรือก็คือหนึ่งคนกินได้เพียงหนึ่งเม็ดเท่านั้น ”
เมื่อหนานิและคนอื่นได้ยิน พวกเขาก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที
“ ของดีเลยไม่ใช่หรือยังไง? ” หนานิอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมา
โหรวอวี้และฉินซูเองก็พยักหน้าเห็นด้วย ถ้าหากผู้ที่ติดระดับราชันยุทธ์กินเข้าไปพวกเขาก็จะกลายเป็จักรพรรดิยุทธ์ในทันที ตอนนี้กองกำลังของพวกเขาก็มีราชันยุทธ์อยู่เป็จำนวนมากถ้าหากพวกเขากินโอสถเบิกยุทธ์เข้าไปพวกเขาก็จะมีจักรรพรดิยุทธ์เพิ่มขึ้นมาทันที
ถ้าหากเป็แบบนั้นจริงๆ ความแข็งแกร่งของศาลาชุนิก็จะพุ่งทะยานทันที ตระกูลหนานเองก็แข็งแกร่งขึ้นด้วยเช่นกัน
“ แล้วเ้ามีโอสถเบิกยุทธ์มากแค่ไหนแล้วเ้าสามารถปรุงมันออกมาได้หรือไม่? ” หนานิถามขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“ ข้าน้อยต้องเสียใจกับนายท่านด้วยเพราะข้าไม่ใช่นักปรุงโอสถจึงไม่สามารถปรุงโอสถเบิกยุทธ์ออกมาได้ ทางเดียวที่ท่านจะปรุงโอสถเบิกยุทธ์ได้ท่านจะต้องอัญเชิญสหายของข้าที่มีนามว่าเกาเสวียน ซึ่งเป็นักปรุงโอสถระดับเซียนลี้ลับเท่านั้น เพราะสูตรของโอสถเบิกยุทธ์นี้เกาเสวียนเป็ผู้คิดค้นขึ้น
ส่วนที่ว่าข้าน้อยมีโอสถเบิกยุทธ์มากแค่ไหน ข้าน้อยไปคิดว่ามีไม่เยอะเท่าไหร่ มีเพียงแค่สามหมื่นกว่าเม็ดเท่านั้น เนื่องจากข้าน้อยต้องใช้โอสถพวกนี้กับศิษย์ของตำหนักเทวะศักดิ์สิทธิ์ของข้า เนื่องจากศิษย์ของตำหนักเทวะศักดิ์สิทธิ์มีอยู่นับล้านคน ” มู่สือจินกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
ในตอนแรกหนานิรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ไม่สามารถปรุงโอสถเบิกยุทธ์มาได้ แต่เมื่อได้ยินว่ามู่สือจินมีโอสถเบิกยุทธ์มากกว่าสามหมื่นกว่าเม็ดเขาก็หัวเราะออกมาอย่างยินดี
“ ด้วยจำนวนนี้ก็เพียงพอที่จะหล่อหลอมคนของเราให้กลายเป็จักรพรรดิยุทธ์แล้วล่ะ ” หนานิกล่าวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ
จากนั้นมู่สือจินก็มอบโอสถเบิกยุทธ์ให้กับหนานิกว่าครึ่่ง ส่วนที่เหลือมู่สือจินจะเก็บเอาไว้ก่อน ถ้าหากหนานิ้าค่อยมาขอจากเขาภายหลังได้
หนานิก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะโอสถนี้แต่เดิมก็เป็ของมู่สือจินอยู่แล้ว เขาได้มาหมื่นกว่าเม็ดก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสร้างกองกำลังจักรพรรดิยุทธ์ได้นับหมื่นคนแล้ว
ลองคิดสิว่าจู่ๆจักรพรรดิยุทธ์นับหมื่นคนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ฉากนั้นคงทำให้ทวีปฮุยต้วนหวาดผวาเป็แน่ เพราะผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปฮุยต้วนก็คือระดับเหนือยุทธ์ ซึ่งมีเพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งร้อยคนเท่านั้น เพราะฉะนั้นตัวตนระดับจักรพรรดิคือผู้ที่กุมอำนาจทั้งหมดไว้ในมือ
หลังจากที่มอบโอสถและทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกยุทธ์ให้กับหนานิแล้ว มู่สือจินก็ขอตัวไปเรียนรู้งานจากฉินซูต่อ
หนานิแบ่งโอสถเบิกยุทธ์ออกมาห้าพันเม็ดและมอบให้กับโหรวอวี้พร้อมกับบอกให้นางนำโอสถนี้ไปที่หอการค้าหมื่นสมุทรจำนวนหนึ่งพันเม็ดละที่เหลือก็มอบให้ศาลาชุนิทั้งหมด
“ มอบมันให้กับราชันยุทธ์ทั้งหมดของศาลาชุนิ ข้า้าสร้างกองทัพจักรพรรดิยุทธ์โดยเร็ว ” หนานิกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ รับคำสั่งนายท่าน ” โหรวอวี้ตอบรับก่อนที่นางจะหายตัวไป
ไม่กี่วันต่อมา
หนานิได้รับรายงานจากหนิงขวงว่าตอนนี้ราชันยุทธ์ทั้งหมดของศาลาชุนิได้ทะลวงเข้าสู่ระดับจักรพรรดิยุทธ์กันหมดแล้ว ซึ่งตอนนี้จำนวนจักรพรรดิยุทธ์ในศาลาชุนิมีมากกว่าสามร้อยกว่าคนเลยทีเดียว ถือว่าเป็ก้าวแรกที่ดีสำหรับศาลาชุนิ
และด้วยการที่ปรากฏโอสถเบิกยุทธ์ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ของศาลาชุนิต่างก็พยายามที่จะทะลวงระดับให้เข้าสู่ระดับราชันยุทธ์โดยเร็ว เพราะศาลาชุนิได้เพิ่มกฏเอาไว้ว่าถ้าหากผู้ฝึกยุทธ์เข้าสู่ระดับราชันยุทธ์ได้สำเร็จ พวกเขาจะได้รับโอสถเบิกยุทธ์เป็รางวัล
ทางด้านของหยางผิง เขาก็ส่งรายงานมาว่าตอนนี้หอการค้าหมื่นสมุทรมีจักรพรรดิยุทธ์เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งร้อยคน
ด้วยจำนวนจักรพรรดิยุทธ์ของศาลาชุนิและหอการค้าหมื่นสมุทร ตอนนี้มีจำนวนมากกว่าห้าร้อยคนแล้ว รวมคนเก่าๆด้วยแล้ว
ณ หมู่บ้านหยุนฉาง ตระกูลหนาน
หนานเฟยหยุนกำลังอ่านเอกสารต่างๆอยู่ จากนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ไม่นานนักคนที่เข้ามาก็คือเหรินจ้าวผู้คุ้มกันของตระกูลหนาน
“ ท่านเหริน?! ” หนานเฟยหยุนเงยหน้ามองดูเหรินจ้าวที่เข้ามาด้วยแววตาสงสัย
แม้ว่าหนานเฟยหยุนจะเป็ถึงราชันยุทธ์ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าของเหรินจ้าวที่เป็จักรพรรดิยุท์แล้ว เขาก็ยังให้ความเคารพอย่างสูง อีกทั้งในอดีตตระกูลหนานเองก็ได้รับประโยชน์จากเหรินจ้าวในการฝึกฝนและสั่งสอนทักษะต่างๆให้ ทำให้เหรินจ้าวมีฐานะสูงส่งอย่างมากภายในตระกูลหนาน
แต่ทว่าเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเหรินจ้าวที่เป็ถึงจักรพรรดิยุทธ์ยังอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้และดูเหมือนว่าเขาจะให้ความเคารพตนที่เป็เพียงราชันยุทธ์อย่างมากอีกด้วย
ไม่สิ ไม่ใช่แค่เหรินจ้าวเพียงคนเดียว ไห่่เฉียนที่เพิ่งจะเข้าร่วมกับตระกูลหนานไม่นานก็ดูเหมือนจะเคารพตนและตระกูลหนานเป็อย่างมาก ที่สำคัญคือไห่เฉียนเองก็เป็จักรพรรดิยุทธ์เหมือนกับเหรินจ้าวด้วย แม้ว่าไห่เฉียนจะเป็จักรพรรดิยุทธ์ขั้นปลาย ส่วนเหรินจ้าวเป็จักรพรรดิยุทธ์ขั้นสมบูรณ์
ถึงอย่างไรหนานเฟยหยุนคงคิดไม่ถึงหรอกว่ายอดฝีมือเหล่านี้คือผู้ติดตามของหนานิ เพราะมันเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อมากเกินไป
“ ท่านผู้นำตระกูล นายน้อยสามได้ส่งสมบัติมาให้ขอรับ ” เหรินจ้าวกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับวางอุปกรณ์มิติไว้บนโต๊ะทำงานของหนานเฟยหยุน
หนานเฟยหยุนหยิบอุปกรณ์มิติขึ้นมาตรวจสอบก็พบว่าภายในมีสมบัติมากมายนับไม่ถ้วน รวมไปถึงผลึกิญญาจำนวนมากที่ช่วยบ่มเพาะรุ่นเยาว์อีกด้วย
แต่ก็มีโอสถบางอย่างที่เขาไม่รู้จักมาก่อน เขาจึงหยิบมันออกมาและถามกับเหรินจ้าวว่านี้คือโอสถอะไร เพราะมันมีอยู่ในอุปกรณ์มิติหลายร้อยเม็ด
“ นั่นคือโอสถเบิกยุทธ์เป็โอสถระดับศักดิ์สิทธิ์สามดาว ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับจักรพรรดิยุทธ์กินเข้าไปแล้วจะทะลวงขั้นใหญ่ทันที ซึ่งหนึ่งคนกินได้เพียงแค่หนึ่งเม็ดเท่านั้น นายน้อยสามกล่าวว่าถ้าหากจะให้ผลดีที่สุดก็ต้องให้ราชันยุทธ์กินเข้าไป ” เหรินจ้าวอธิบาย
เมื่อหนานเฟยหยุนได้ยินที่เหรินจ้าวกล่าวมา ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น
ตอนนี้ตระกูลหนานมีราชันยุทธ์อยู่เพียงแค่สิบกว่าคน ซึ่งถ้าหากคนเหล่านี้กินโอสถเบิกยุทธ์เข้าไป พวกเขาจะกลายเป็จักรพรรดิยุทธ์ในทันที
ต้องไม่ลืมว่าจักรพรรดิยุทธ์คือตัวตนที่ทรงพลังที่สุดในอาณาจักรต้าเหยียนแล้ว พวกเขาถือได้ว่าอยู่บนจุดสูงสุดของอาณาจักรเลยก็ว่าได้ ไม่สิแม้กระทั้งภายในทวีปฮุยต้วน จักรพรรดิยุทธ์ก็ถือว่าเป็ยอดฝีมือระดับสูงสุดเช่นเดียวกัน
“ ดูเหมือนว่าลูกชายของข้าจะกลายเป็ดาวนำโชคของตระกูลหนานสินะ ” หนานเฟยหยุนหัวเราะ นอกจากนี้เขาก็พอคาดเดาได้ว่าโอสถเบิกยุทธ์นี้น่าจะเป็โอสถที่อาจารย์เซียนของหนานิมอบให้
“ จริงสิตอนนี้นายน้อยสามได้เข้าร่วมกับสถาบันฉินเยี่ยแล้วขอรับ เขาได้กลายเป็ศิษย์ชั้นในของสถาบันและเป็ลูกศิษย์ของอาจารย์โหรวอวี้ ยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในสถาบันฉินเยี่ย ตอนนี้นายน้อยสามและคุณหนูรองมักจะออกไปกินข้าวเที่ยวเล่นด้วยกัน ท่านผู้นำตระกูลไม่ต้องเป็ห่วงขอรับ ” เหรินจ้าวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หนานเฟยหยุนหัวเราะร่าเพราะเขาก็ได้รับข้อความจากหนานหลินแล้ว
“ ท่านผู้นำตระกูลท่านกินโอสถเบิกยุทธ์เถอะ เดี๋ยวข้าจะปกป้องท่านเอง ” เหรินจ้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หนานเฟยหยุนครุ่นคิดก่อนที่จะตอบตกลง อย่างน้อยๆการมีเหรินจ้าวคอยปกป้องอยู่ก็คงไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ผ่านไปไม่นานนัก หนานเฟยหยุนที่อยู่ในระดับราชันยุทธ์ขั้นปลายก็ทะลวงเข้าสู่ระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นต้นได้สำเร็จ
“ นี้น่ะหรือพลังของจักรพรรดิยุทธ์ ช่างแข็งแกร่งกว่าราชันยุทธ์นับล้านเท่าเลยทีเดียว ” หนานเฟยหยุนรู้สึกตื่นเต้นเพราะพลังในร่างกายของเขานั้นะเิออกมาอยู่ตลอดเวลา
“ ท่านผู้นำตระกูล นายน้อยสามฝากข้อความมาถามว่า ท่าน้าที่จะย้ายตระกูลหนานไปยังเมืองต้าฉินหรือไม่ แน่นอนว่าสามารถย้ายไปได้ทั้งหมู่บ้านหยุนฉางเลยก็ได้ถ้าหากท่านผู้นำตระกูล้า ” เหรินจ้าวถามขึ้น
หนานเฟยหยุนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นว่า “ เื่นั้นเดี๋ยวข้าขอปรึกษาผู้าุโในตระกูลก่อนแล้วกัน ข้าค่อยตอบเ้าลูกชายตัวแสบเอง ”
“ ขอรับท่านผู้นำตระกูล ” เหรินจ้าวกล่าวจบเขาก็ขอตัวออกจากห้องทำงานของหนานเฟยหยุน
ไม่นานนักตระกูลหนานก็มีจักรพรรดิยุทธ์เพิ่มขึ้มาอีกสิบเจ็ดคน เรียกได้ว่าตอนนี้ตระกูลหนานคือตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรต้าเหยียนอย่างเป็ทางการแล้ว
แต่ทว่าตระกูลหนานก็ยังไม่คิดที่จะเปิดเผยความแข็งแกร่ของตัวเอง เพราะพวกเขารู้ดีว่าจักรพรรดิยุทธ์แม้ว่าจะแข็งแกร่งแต่ก็ยังมียอดฝีมือที่เหนือกว่าจักรพรรดิยุทธ์อยู่มาก อย่างเช่นระดับเหนือยุทธ์หรือเซียนยุทธ์
เพราะแบบนี้ตระกูลหนานจึงยังคงปกปิดความแข็งแกร่งของตัวเองเอาไว้และไม่คิดที่จะเปิดเผยให้กับคนภายนอกเห็น
ตัดกลับมาที่หนานิ
เมื่อหนานิกลับมาที่บ้านพักของตัวเองในสถาบันฉินเยี่ยแล้ว หนานิก็ตรวจสอบทรัพยากรที่มู่สอจินมอบให้ หนานิก็ยิ้มอย่างมีความสุขเพราะทรัพยากรที่ได้มานั้นเขาสามารถใช้ได้ถึงระดับเทพยุทธ์เลยด้วยซ้ำ
ในเมื่อหนานิทำภารกิจของสถาบันฉินเยี่ยเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เอาแต่นั่งเล่นนอนเล่นอยู่ที่บ้านพัก โดยที่ไม่คิดที่จะออกไปไหน นอกจากนี้หนานหลินก็มักจะต้องออกไปทำภารกิจพร้อมกับปิงมู่หลิง ทำให้สองพี่น้องไม่ค่อยได้เจอกันสักเท่าไหร่แม้ว่าจะอยู่เมืองเดียวกันก็ตาม
ที่ศาลาข้างบ้านพักของหนานิ
หนานิกำลังอ่านตำราพร้อมกับดื่มน้ำชาไปด้วย เขาก็ััได้ว่าโหรวอวี้เดินมาหา
“ นายท่านตอนนี้ดูเหมือนว่าสถานการณ์ของชายแดนระหว่างอาณาจักรต้าเหยียนและอาณาจักรต้าเฉียนยิ่งรุนแรงขึ้น แถมทหารของทั้งสองฝ่ายก็ยังปะทะกันหลายครั้งทำให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่าหลักแสนคน ตอนนี้ชาวเมืองที่อยู่ติดกับชายแดนก็ได้อพยพหนีจากาหลายหมื่นครัวเรือนแล้วด้วย ” โหรวอวี้กล่าวขึ้น
หนานิเงยหน้าขึ้นมาก่อนที่จะกล่าวว่า “ แล้วฝ่ายไหนได้เปรียบ? ”
“ เป็อาณาจักรต้าเฉียนที่ได้เปรียบเนื่องจากพวกเขาส่งกองทัพไร้ลักษณ์มา นอกจากนี้ในกองทัพของพวกเขาก็มีระดับราชันยุทธ์ขั้นปลายอยู่ถึงสี่คน ทางฝั่งของอาณาจักรต้าเหยียนเองก็ได้ส่งกองทัพัครามของหยูอ๋องไป แต่ทว่าพวกเขามีราชันยุทธ์ขั้นปลายเพียงแค่สองคนเท่านั้น ” โหรวอวี้ตอบ
“ ดูเหมือนว่าจะเป็ปัญหาจริงๆ ” หนานิส่ายหน้าเล็กน้อย
“ สั่งการลงไปบอกให้ศาลาชุนิยึดเหมืองแร่ิญญานั้นเป็ของตัวเองซะ ถ้าหากอาณาจักรต้าเหยียนหรือต้าเฉียนไม่พอใจก็ให้ส่งกองทัพมาสู้ แต่ถ้าหากพวกเขายินยอมที่จะถอยก็ทางศาลาชุนิก็จะแบ่งให้กับพวกเขาหนึ่งส่วน ” หนานิออกคำสั่ง
เนื่องจากตอนนี้จักรพรรดิยุทธ์ของศาลาชุนิมีมากกว่าเจ็ดสิบคน เขาจึงไม่จำเป็ต้องหวาดกลัวอะไรอีกแล้ว แถมเขายังได้เหมืองแร่ิญญาที่ช่วยให้พวกเขาพัฒนาผู้ฝึกยุทธ์ได้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย เรียกได้ว่ามีแต่ได้กับได้
“ รับคำสั่งนายท่าน ” โหรวอวี้ตอบรับก่อนที่นางจะหยิบเอานกกระดาษติดต่อไปหาไป๋จวินทันที
ณ ศาลาชุนิ
ไป๋จวินกำลังอ่านข้อมูลต่างๆที่สายของพวกเขาตามแหล่งต่างๆสืบมา
ทันใดนั้นนกกระดาษสีเงินก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของนาง
เมื่อนางอื่นข้อความในนกกระดาษ นางก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกับเดินไปหาหนิงขวงทันที
ที่ห้องทำงานของหนิงขวง
“ หัวหน้า นายท่านมีคำสั่งมา ” ไป๋จวินกล่าวพร้อมกับเดินเข้ามาในห้อง
หนิงขวงกำลังอ่านเอกสารที่ไป๋จวินคัดกรองมาให้ก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับถามขึ้นว่า “ คำสั่งอันใด? ”
ไป๋จวินจึงเล่าในสิ่งที่นายท่าน้าให้กับหนิงขวงฟัง
หนิงขวงพยักหน้าพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นก็ไม่เป็ปัญหามากนัก ”
จากนั้นหนิงขวงก็ใช้ทักษะบางอย่างฉายภาพของเจียงเหรินขึ้นมาจากอากาศ
“ มีอะไร? ” เจียงเหรินถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ นายท่าน้าให้พวกเราไปยึดเหมืองแร่ิญญาที่ตอนนี้กำลังเป็ปัญหาอยู่ นอกจากนี้นายท่านบอกว่าถ้าหากสองอาณาจักรยินดีที่จะถอยก็จะแบ่งให้พวกเขาอย่างละหนึ่งส่วน แต่ถ้าหากไม่ยอมถอยก็ให้จัดการได้เต็มที่ ข้าจึงคิดที่จะส่งซูเล่ยและเมิ่งฉีรวมไปถึงจักรพรรดิยุทธ์อีกสิบคนไปหาจักรพรรดิของทั้งสองฝ่ายเพื่อพูดคุยกัน เ้าคิดเห็นเช่นไร? ” หนิงขวงกล่าวขึ้น
เจียงเหรินลูบคางเบาๆก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ เอาตามนั้นก็ได้ แต่ให้เพิ่มจักรพรรดิยุทธ์เป็ยี่สิบคนเลยแล้วกัน จะได้ให้พวกมันรู้ว่าศาลาชุนิทรงพลังมากแค่ไหน ยิ่งพวกเราแสดงความแข็งแกร่งมากเท่าไหร่พวกมันก็ไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาให้กับพวกเรามากเท่านั้น ”
ซูเล่ยคือผู้ช่วยของไป๋จวิน เวลานี้เขาได้ทะลวงเข้าสู่ระดับเหนือยุทธ์แล้ว
เมิ่งฉีก็คือผู้ช่วยของเฮยจวิน เวลานี้เขาก็ไปถึงระดับเทพยุทธ์แล้วเช่นกัน
การส่งซูเล่ยและเมิ่งฉีรวมไปถึงจักรพรรดิยุทธ์อีกยี่สิบคนเรียกได้ว่าเป็การแสดงอำนาจให้กับอาณาจักรทั้งสองเห็นอย่างแท้จริง แม้กระทั้งอีกสามอาณาจักรก็ยังรับรู้ได้อีกด้วย
หนิงขวงครุ่นคิดและก็กล่าวขึ้นว่า “ เอาแบบนั้นก็ได้ ”
เมื่อทั้งสองได้ข้อสรุปแล้ว พวกเขาก็สั่งให้ซูเล่ยและเมิ่งฉี รวมไปถึงจักรพรรดิยุทธ์อีกยี่สิบคนมุ่งหน้าไปยังพระราชวังที่ประทับของจักรพรรดิทั้งสองอาณาจักรทันที
จากนั้นหนิงขวงก็ส่งข้อมูลให้กับหนานิ
หลังจากที่หนานิอ่านข้อมูลที่หนิงขวงส่งมาเขาก็หัวเราะเบาๆก่อนที่จะกล่าวว่า “ ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะสร้างชื่อเสียงให้กับศาลาชุนิแล้วล่ะ ”