ตอนที่ 5: มหานครเมฆาคราม และงานเลี้ยงแห่งกระเพาะเหล็ก
กำแพงเมืองเมฆาครามก่อตัวขึ้นจากศิลาสีเทาอมฟ้าที่สกัดมาจากเหมืองแร่ปราณใต้พิภพ ความสูงของมันเสียดแทงทะลุหมู่เมฆเบื้องบนสมกับชื่อเมือง เมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่เคลื่อนตัวเข้าสู่บริเวณประตูเมืองหลัก ความจอแจของฝูงชนและเสียงะโเจรจาค้าขายก็ดังกระหึ่มขึ้นราวกับคลื่นมหาสมุทรที่ถาโถมเข้าใส่โสตประสาท ภายใต้ เงา ของซุ้มประตูศิลาขนาดั์ ทหารยามสวมเกราะโลหะแวววับยืนประจำการอย่างเข้มแข็ง แต่ละคนแผ่กลิ่นอายของผู้ฝึกตนระดับรวบรวมปราณขั้นต้นออกมาอย่างชัดเจน บ่งบอกถึงมาตรฐานความแข็งแกร่งของมหานครแห่งนี้
ทว่าสำหรับรถม้าของสมาคมการค้าตระกูลมู่ พวกเขาไม่จำเป็ต้องหยุดรอการตรวจค้นให้เสียเวลา เพียงแค่มู่รุ่ยเสวี่ยยื่นป้ายหยกประจำตระกูลออกไป ทหารยามก็รีบโค้งคำนับและเปิดช่องทางพิเศษให้ขบวนรถม้าผ่านเข้าไปอย่างราบรื่น
เมื่อผ่านพ้นกำแพงเมือง ภาพเบื้องหน้าก็ทำเอาจ้าวหานที่นั่งพิงเบาะนุ่มอยู่ถึงกับต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ถนนหลักภายในเมืองกว้างขวางพอให้รถม้าวิ่งสวนกันได้ถึงแปดเลน ปูด้วยหินอ่อนสีขาวสะอาดตา สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารร้านค้าที่สร้างสูงลดหลั่นกันไป บางแห่งตกแต่งด้วยไม้หอมแกะสลักลวดลายวิจิตรพิสดาร บางแห่งประดับประดาด้วยอัญมณีเรืองแสงที่ส่องประกายแม้ในยามกลางวัน เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้า ยังมีผู้ฝึกตนที่ขี่กระบี่บินหรือนั่งบนหลังสัตว์อสูรมีปีกโฉบเฉี่ยวไปมา สร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความแฟนตาซีตามแบบฉบับโลกแห่งเซียนอย่างแท้จริง
[วิเคราะห์สภาพแวดล้อม... เ้านายครับ เมืองนี้มีระดับความหนาแน่นของพลังงานชีวภาพสูงมาก คนพวกที่บินไปบินมาบนฟ้านั่น มีมวลกล้ามเนื้อและกระดูกที่อัดแน่นไปด้วยพลังงาน ถ้าเราจับพวกเขามารวมกันแล้วสกัดเป็เชื้อเพลิง รับรองว่าคุณจะสามารถสร้างะเิทำลายล้างระดับทวีปได้เลยนะครับ] เสียงของศูนย์ดังก้องขึ้นในโสตประสาท น้ำเสียงของจิติญญาปืนมหาประลัยเต็มไปด้วยความตื่นเต้นราวกับเด็กน้อยที่หลงเข้ามาในร้านขนมหวาน
"เลิกคิดเื่สยองขวัญแบบนั้นเดี๋ยวนี้เลยไอ้ศูนย์ ข้ามาที่นี่เพื่อหากินแบบสุจริต ไม่ได้มาทำลายล้างโลก" จ้าวหานดุกลับในใจพลางทอดสายตามองทิวทัศน์รอบตัว
มู่รุ่ยเสวี่ยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสังเกตเห็นท่าทีตื่นตาตื่นใจของเด็กหนุ่ม นางจึงคลี่ยิ้มบางๆ "เมืองเมฆาครามเป็ศูนย์กลางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในรัศมีพันลี้ ไม่ว่าท่านจะตามหาสมุนไพรล้ำค่า อาวุธวิเศษ หรือแม้แต่ทาสฝีมือดี ที่นี่ล้วนมีให้ท่านเลือกสรร... แต่แน่นอนว่า สิ่งแรกที่ข้าสัญญาไว้กับคุณชายจ้าว ย่อมต้องได้รับการเติมเต็มก่อนสิ่งอื่นใด"
รถม้าเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนสายที่สองซึ่งเป็ย่านภัตตาคารหรูหรา ก่อนจะไปหยุดลงหน้าอาคารไม้ห้าชั้นที่ตกแต่งอย่างโอ่อ่า ป้ายหน้าร้านสลักตัวอักษรสีทองคำก้องเกียรติว่า 'หอสุราเมฆาล่อง' ซึ่งเป็หนึ่งในกิจการของสมาคมการค้าตระกูลมู่
เมื่อทั้งสองก้าวลงจากรถม้า เถ้าแก่ประจำหอสุราก็รีบวิ่งหน้าตั้งออกมาต้อนรับด้วยความนอบน้อม
"ยินดีต้อนรับกลับขอรับคุณหนูใหญ่! ห้องอาหารชั้นบนสุดเตรียมพร้อมไว้แล้ว เชิญคุณหนูและ... เอ่อ แขกผู้มีเกียรติ ้าเลยขอรับ" เถ้าแก่ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและดูมอซอของจ้าวหาน แต่ด้วยความที่เป็คนฉลาด เขาจึงเก็บความสงสัยไว้และให้บริการอย่างมืออาชีพ
ชั้นบนสุดของหอสุราเมฆาล่องถูกจัดเป็ห้องส่วนตัวขนาดใหญ่ที่มีระเบียงเปิดโล่ง สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองเมฆาครามได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ลมพัดเย็นสบายหอบเอากลิ่นหอมของดอกไม้ป่าและเครื่องเทศมาเตะจมูก
จ้าวหานไม่รอให้ใครมาเชิญซ้ำ สัญชาตญาณความหิวที่ฝังรากลึกในวิชากายาหินผาสั่งให้เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งอย่างรวดเร็ว
"เอาล่ะ แม่นางมู่ ข้าพร้อมสำหรับการชำระค่าจ้างแล้ว ขอดูหน่อยเถอะว่าหอสุราที่ดีที่สุดของตระกูลท่าน จะมีอะไรให้ข้ากระแทกปากบ้าง"
มู่รุ่ยเสวี่ยหัวเราะเบาๆ นางหันไปพยักหน้าให้เถ้าแก่ "จัดอาหารชุดที่อุดมไปด้วยพลังปราณและเนื้อสัตว์อสูรระดับสูงที่สุดมาให้คุณชายท่านนี้ นำมาเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะสั่งให้หยุด"
เพียงไม่กี่อึดใจ โต๊ะไม้ตัวใหญ่ก็ถูกเติมเต็มด้วยอาหารจานหรูที่ส่งกลิ่นหอมหวนจนแทบจะทำให้สติหลุด เนื้อวัวอสูรเกราะเหล็กย่างไฟอ่อนๆ ราดด้วยซอสสมุนไพรเดือดปุดๆ ซุปกระดูกเสือดาวหิมะที่เคี่ยวจนน้ำซุปกลายเป็สีทองข้นคลั่ก และปลาย่างปราณวารีตัวโตที่เนื้อนุ่มละมุนละลายในปาก
การแสดงสวาปามระดับตำนานจึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง!
จ้าวหานไม่สนใจมารยาทบนโต๊ะอาหารใดๆ ทั้งสิ้น มือซ้ายคว้าเนื้อวัวอสูรชิ้นโตเข้าปาก มือขวายกชามซุปกระดูกเสือดาวขึ้นซดรวดเดียวหมด ฟันของเขาที่ได้รับการขัดเกลาจากวิชากายาหินผาสามารถบดเคี้ยวกระดูกสัตว์อสูรระดับสองให้แหลกละเอียดได้อย่างง่ายดายราวกับเคี้ยวขนมกรุบกรอบ
กร้วม! กร้วม! เอื๊อก!
เสียงการรับประทานอาหารดุดันดังก้องไปทั่วห้อง มู่รุ่ยเสวี่ยนั่งจิบชาสมุนไพรเงียบๆ พลางลอบสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเขา ทุกครั้งที่เนื้อสัตว์อสูรถูกกลืนลงไป ิัสีเทาหม่นของจ้าวหานจะเปล่งประกายสีทองแดงจางๆ ออกมา กล้ามเนื้อที่เคยซูบผอมเริ่มขยายตัวและอัดแน่นขึ้นจนเห็นเส้นเืปูดโปน ร่างกายของเขากำลังกลืนกินและย่อยสลายพลังงานชีวภาพด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ
[อัตราการดูดซับสมบูรณ์แบบครับเ้านาย! เนื้อวัวอสูรพวกนี้มีมวลสารโปรตีนหนาแน่นมาก หากคุณกินแบบนี้ต่อเนื่องไปอีกสักสามวัน ผมประเมินว่าโครงสร้างกระดูกของคุณจะพร้อมสำหรับการเลื่อนขั้นเป็ 'กายาเหล็กไหล' ซึ่งจะทำให้คุณทนทานต่อแรงสะท้อนของการยิงระดับ 2 ได้อย่างสมบูรณ์] ข้อมูลจากศูนย์ทำให้จ้าวหานยิ่งเร่งจังหวะการกินให้เร็วขึ้นไปอีก หอสุราต้องระดมพ่อครัวทั้งหมดสิบชีวิตมาช่วยกันปรุงอาหารเพื่อเสิร์ฟให้ทันกับความเร็วของหลุมดำในกระเพาะของเขา
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังดำเนินไปอย่างสุนทรีย์และผ่อนคลาย เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นจากบันไดทางขึ้น พร้อมกับเสียงตวาดลั่นของใครบางคนที่กำลังผลักไสพนักงานของหอสุราให้พ้นทาง
"หลีกไป! พวกเ้ากล้าขวางทางข้าผู้เป็คุณชายรองแห่งตระกูลหลินงั้นรึ? ข้าได้ยินมาว่ามู่รุ่ยเสวี่ยกลับมาแล้ว ข้าจะเข้าไปทักทายนางประเดี๋ยวนี้!"
ปัง!
บานประตูไม้แกะสลักถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนัง ปรากฏร่างของชายหนุ่มสวมชุดคลุมไหมสีเงินปักลายนกกระเรียน ใบหน้าของเขาหล่อเหลาแต่กลับแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งและกร้าวร้าว ด้านหลังของเขามีผู้ติดตามหน้าตาถมึงทึงอีกสี่คนยืนประกบ
"หลินเทียนอวี่..." มู่รุ่ยเสวี่ยวางถ้วยชาลง สีหน้าของนางเ็าลงทันที "การที่เ้าบุกรุกเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของข้าเช่นนี้ ถือเป็การเสียมารยาทอย่างยิ่ง ตระกูลหลินสอนสั่งมารยาทให้เ้าเพียงเท่านี้รึ?"
หลินเทียนอวี่หัวเราะร่วน เขาก้าวเข้ามาในห้องโดยไม่สนใจคำตำหนิ "น้องรุ่ยเสวี่ย เ้าก็พูดเกินไป พวกเรากำลังจะเป็ทองแผ่นเดียวกันอยู่แล้วหลังจากงานประมูลแก่นอสูรเพลิงโลกันต์จบลง ท่านพ่อของข้าจะไปสู่ขอเ้าอย่างเป็ทางการ การที่ข้ามาเยี่ยมเยียนว่าที่ภรรยา มันจะผิดตรงไหน?"
"หุบปาก! ข้าไม่เคยตกลงจะแต่งงานกับคนเสเพลอย่างเ้า และแก่นอสูรเพลิงโลกันต์ก็จะต้องตกเป็ของสมาคมการค้าตระกูลมู่!" มู่รุ่ยเสวี่ยลุกขึ้นยืนตวาดด้วยความโกรธ
หลินเทียนอวี่ไม่ได้ใส่ใจท่าทีเกรี้ยวกราดของนาง สายตาของเขาเหลือบไปเห็นร่างของเด็กหนุ่มในชุดขาดวิ่นที่กำลังนั่งแทะขาหมูย่างอยู่อีกฝั่งของโต๊ะอย่างไม่สะทกสะท้านต่อสถานการณ์รอบข้าง
"โอ๊ะโอ... ข้าเพิ่งสังเกตเห็น ว่ารสนิยมของว่าที่ภรรยาข้าตกต่ำลงถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ถึงขั้นพาขอทานชั้นต่ำมาร่วมโต๊ะอาหารในหอสุราเมฆาล่องเสียด้วย" หลินเทียนอวี่เหยียดยิ้มเยาะเย้ย ชี้พัดจีบในมือไปทางจ้าวหาน "เฮ้ย! ไอ้ขอทาน ถ้ารู้ตัวว่าต่ำต้อยก็รีบไสหัวออกไปจากห้องนี้ซะ ก่อนที่ข้าจะหักขาเ้าแล้วโยนลงไปทางหน้าต่าง"
จ้าวหานยังคงก้มหน้าก้มตาแทะเนื้อหมูจนเหลือแต่กระดูก เขายกผ้าเช็ดปากขึ้นมาเช็ดคราบน้ำมันอย่างเชื่องช้า ราวกับว่าคำขู่ของหลินเทียนอวี่เป็เพียงเสียงแมลงวันบินผ่านหู
ความเงียบและการเพิกเฉยของจ้าวหานทำให้โทสะของหลินเทียนอวี่พุ่งปรี๊ด ชายหนุ่มตระกูลหลินผู้เย่อหยิ่งไม่เคยถูกใครเมินหน้าใส่มาก่อน โดยเฉพาะจากคนธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของพลังปราณ
"รนหาที่ตาย!"
หลินเทียนอวี่เค้นเสียงเ็า พลังปราณระดับก่อตั้งปราณขั้นปลายะเิออกจากร่างของเขาราวกับพายุหมุน คลื่นพลังที่มองไม่เห็นพุ่งกดทับลงมายังตำแหน่งที่จ้าวหานนั่งอยู่ แรงกดดันนี้รุนแรงพอที่จะทำให้คนธรรมดากระอักเืหรือคุกเข่าลงไปกองกับพื้น จานชามบนโต๊ะสั่นกระทบกันจนเกิดเสียงดังกราว
มู่รุ่ยเสวี่ยเบิกตากว้าง นางกำลังจะก้าวเข้าไปขัดขวาง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้ากลับทำให้นางต้องชะงักงัน
ภายใต้แรงกดดันมหาศาลที่จงใจบดขยี้ จ้าวหานกลับนั่งนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีการสั่นเทา ไม่มีเหงื่อผุดขึ้นบนใบหน้า หรือแม้แต่อาการหายใจติดขัด เขายกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ กายาหินผาของเขาที่เพิ่งได้รับการเติมเต็มมวลสารอย่างเต็มพิกัด มีความหนาแน่นและน้ำหนักมากพอที่จะต้านทานแรงดันอากาศทางกายภาพได้อย่างสมบูรณ์แบบ พลังปราณของหลินเทียนอวี่เป็เพียงสายลมที่พัดผ่านโขดหินผาอันแข็งแกร่งเท่านั้น
จ้าวหานวางจอกสุราลงบนโต๊ะเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับคุณชายรองตระกูลหลิน ั์ตาสีดำขลับของเด็กหนุ่มแฝงไปด้วยความเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุด
"ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าเป็ลูกเต้าเหล่าใคร..." จ้าวหานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท ทว่ากลับดังก้องกังวานไปทั่วห้อง "แต่แม่นางมู่เพิ่งจะจ่ายค่าจ้างให้ข้าก้อนโต เพื่อแลกกับการเป็ 'ผู้คุ้มกัน' ของนาง"
จ้าวหานลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่ดูผอมบางเมื่อครู่บัดนี้กลับแผ่กลิ่นอายความดุดันและหนักแน่นออกมาอย่างประหลาด เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังก้องไปทั่วห้องขณะที่เขาขยับคอไปมา
"และกฎข้อแรกของการเป็ผู้คุ้มกันของข้าก็คือ... ใครที่กล้าขัดจังหวะเวลากินข้าวของข้า มันผู้นั้นต้องถูกโยนออกไปทางหน้าต่าง!"