หลานอวี้รู้ตัวว่าพูดถูกจุดแล้ว ขอเพียงแสดงความจงรักภักดีต่อจูเปียว ก็สามารถเอาตัวรอดผ่านด่านนี้ไปได้
แต่นี่ไม่ใช่คำพูดที่จงใจปั้นแต่งขึ้นเพียงเพื่อรักษาชีวิตรอด แต่เป็นเพราะเขาคิดถึงจูเปียวอย่างสุดซึ้ง
ความจงรักภักดีที่มีต่อจูเปียวก็เป็นของจริง และเขาก็ยินดีที่จะสานต่อความจงรักภักดีนี้ไปสู่จูอวิ่นเถิง
ฝ่ามือในวันนั้นของจูอวิ่นเถิงได้ตบเรียกสติหลานอวี้ให้ตื่นขึ้น
เมื่อวานตอนที่ถูกจับกุมและนำตัวไปคุมขังไว้ในหน่วยเจิ้นฝู่ เขาครุ่นคิดอยู่ทั้งคืน ประกอบกับนึกถึงคำเตือนที่เฝิงเซิ่งเอ่ยกับตนในวันนั้น หลานอวี้จึงคิดอะไรได้มากมาย และมองทะลุปรุโปร่งในหลาย ๆ เรื่อง
จูเปียวไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครสามารถปกป้องเขาได้อีก
เมื่อหวนนึกถึงความเมตตาที่จูเปียวเคยมีให้ตนในอดีต เขาก็ถึงกับสะอื้นไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลานอวี้จึงคิดว่าสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือ การดูแลบุตรชายของจูเปียวให้ดี คอยช่วยเหลือหลานชายแท้ ๆ ของตนแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์
ขอเพียงเป็นผลดีต่อจูอวิ่นเถิง ต่อให้ตอนนี้จูหยวนจางจะสั่งประหารเขา เขาก็ไม่นึกเสียใจหรือโกรธเคืองใด ๆ ทั้งสิ้น
“เสด็จปู่!”
จูอวิ่นเถิงรีบเดินเข้าไปปลอบประโลม “แท้จริงแล้วเสด็จพ่อไม่เคยจากพวกเราไปไหน เสด็จย่าเองก็เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาอยู่บนสรวงสวรรค์และคอยเฝ้ามองพวกเราอยู่เสมอ ยามค่ำคืนเมื่อเสด็จปู่แหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงดาวที่ส่องประกายสว่างไสวที่สุด นั่นแหละคือพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ”
คำปลอบโยนเช่นนี้ ในยุคก่อนที่เขาจะกลับชาติมาเกิดถือเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
แต่เมื่อนำมาใช้ในยุคต้าหมิง นี่กลับถือเป็นครั้งแรก
เมื่อจูหยวนจางได้ฟัง ใจของเขาก็รู้สึกผ่อนคลายลงมาก ยิ่งเมื่อนึกถึงดวงดาวบนท้องฟ้า ก็ราวกับมีความหวังเล็ก ๆ เพิ่มขึ้นมาในใจ
“พระนัดดาพ่ะย่ะค่ะ!” ฉีไท่ขยิบตาส่งซิกให้จูอวิ่นเหวินอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่จูอวิ่นเถิงกำลังแสดงความกตัญญู มีหรือที่จูอวิ่นเหวินผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเมตตาและกตัญญูจะทนดูอยู่เฉย ๆ ได้?
แต่น่าเสียดายที่จูอวิ่นเหวินยังคงอกสั่นขวัญแขวน ถูกทำให้หวาดกลัวจนสติหลุดลอยไปแล้ว
กอปรกับการที่จูหยวนจางไม่ได้ออกหน้าปกป้อง ตอนนี้เขาจึงยังคงนั่งตัวแข็งทื่อ แม้ฉีไท่จะพยายามส่งสัญญาณเตือน แต่ก็ยังไม่สามารถดึงสติกลับมาได้
อีกทั้งการส่งสัญญาณเตือนของฉีไท่ก็ไม่อาจทำโจ่งแจ้งจนเกินไปนัก
เมื่อเห็นจูอวิ่นเหวินยังคงสติหลุด ราวกับลืมไปแล้วว่าตนเองอยู่ที่ใด เขาได้แต่ลอบถอนหายใจ
พระนัดดาผู้นี้ช่างขี้ขลาดตาขาวเสียเหลือเกิน
แต่สิ่งที่พวกขุนนางบุ๋นอย่างพวกเขาต้องการ ก็คือพระนัดดาที่ขี้ขลาดเช่นนี้นี่แหละ!
เพราะหากเป็นคนแข็งกร้าวเด็ดขาดอย่างจูอวิ่นเถิง บรรดาขุนนางบุ๋นย่อมไม่อาจควบคุมบงการได้
ตอนนี้พวกฉีไท่จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขัดใจ ในช่วงเวลาที่ควรแสดงความกตัญญูมากที่สุด จูอวิ่นเหวินกลับยังไม่สามารถสลัดความหวาดกลัวทิ้งไปได้ แล้วเช่นนี้จะทำอย่างไรดี?
ขณะที่จูอวิ่นเถิงกำลังปลอบประโลมจูหยวนจาง นัยน์ตาทั้งสองข้างของเขาก็ต้องแดงก่ำไปด้วย
ในเวลาเช่นนี้ หากไม่รู้จักแสดงละครตบตาให้ดีเสียหน่อย ก็คงไม่อาจเรียกคะแนนความสงสารได้
“อวิ่นเถิง สิ่งที่เจ้าพูดมาอาจจะถูกต้อง พวกเขาไม่เคยจากพวกเราไปไหน และคอยเฝ้ามองพวกเราจากบนสวรรค์เสมอมา คำปลอบโยนของเจ้า ข้ารับรู้ด้วยใจและรู้สึกเบาใจขึ้นมาก”
จูหยวนจางตบหลังมือจูอวิ่นเถิงเบา ๆ
แต่หลานอวี้ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ยังมีเรื่องบางเรื่องที่ยังจัดการไม่เสร็จสิ้น
“ไต่สวนต่อ!” จูหยวนจางรับสั่ง
แต่เมื่อสังเกตเห็นดวงตาที่แดงก่ำของจูอวิ่นเถิง เขาจึงกล่าวเสริมว่า “เด็กโง่ อย่าร้องไห้ไปเลย เจ้ายังมีข้าอยู่ทั้งคนนะ”
จูอวิ่นเถิงพยักหน้าเบา ๆ
ในช่วงเวลาก่อนและหลังที่จูเปียวจะตาย จูอวิ่นเหวินเป็นฝ่ายแสดงความกตัญญูมาโดยตลอด ในที่สุดตอนนี้จูอวิ่นเถิงก็สามารถแย่งการแสดงความกตัญญูได้บ้างแล้ว
และหลายวันมานี้เขาก็สามารถดึงความผูกพันทางสายเลือดกลับคืนมาได้ส่วนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อได้เปรียบของจูอวิ่นเหวินอีกต่อไป
เมื่อหันไปมองสีหน้าเหม่อลอยไร้สติของจูอวิ่นเหวินในตอนนี้ เขาก็รู้ทันทีว่าเจ้านี่แทบไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด
ที่น่าหนักใจก็คงจะมีเพียงพวกขุนนางบุ๋นที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
‘ภัยคุกคามที่แท้จริงคือเสด็จอาสี่ ต้องให้เสด็จอารองกับเสด็จอาสามร่วมมือกันรับมือเสด็จอาสี่ พวกเขาจะตายไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้เสด็จอาสี่คอยคานอำนาจเสด็จอารองกับเสด็จอาสามไว้ด้วย’
ความคิดนี้แล่นวาบเข้ามาในหัวของจูอวิ่นเถิงอย่างรวดเร็ว
ตั้งแต่ตอนที่พบหน้ากันครั้งก่อน เขาก็ได้วางแผนเอาไว้เช่นนี้แล้ว
“ไต่สวนต่อ?” จานฮุยมีท่าทีลังเลไปชั่วครู่ ยังไม่รู้ว่าจะสานต่อการไต่สวนนี้อย่างไรดี
ดูเหมือนว่าเรื่องของหลานอวี้จะจบลงง่าย ๆ เช่นนี้เสียแล้ว พอพาดพิงไปถึงอดีตรัชทายาท ฝ่าบาทก็คล้ายกับไม่อยากจะเอาผิดหลานอวี้อีก
แผนการของพวกขุนนางบุ๋นดูท่าคงจะล้มเหลวไม่เป็นท่าเสียแล้ว การไต่สวนในวันนี้ ยังมีเรื่องใดที่จัดการไม่เรียบร้อยอยู่อีก?
ในขณะที่จานฮุยผู้เป็นผู้ไต่สวนหลักกำลังมืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปอยู่นั้น หลิวซานอู๋ก็กล่าวขึ้นเสียงดังฟังชัดว่า
“ฝ่าบาท หลานอวี้กำเริบเสิบสาน โอหังอวดดี ไม่มีผู้ใดไม่รู้ นี่คือข้อที่หนึ่ง ข้อที่สอง ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ละเมิดกฎมณเฑียรบาล ไม่เห็นราชสำนักอยู่ในสายตา ส่วนข้อที่สาม...” เขาตวัดสายตาอันเย็นชาไปทางหลานอวี้ ก่อนจะกล่าวต่อ “เมื่อครู่นี้หลานอวี้บอกว่า ในอดีตจงรักภักดีต่ออดีตรัชทายาทเสมอ และตอนนี้ขอภักดีต่อพระนัดดาสาม เช่นนั้นข้าก็อยากจะถามท่านสักคำ ในตอนที่พระนัดดาสามเสด็จไปจับกุมตัวถึงจวน เป็นผู้ใดที่กล้าขัดขวาง? และตอนที่กำลังจะคุมตัวหลานอวี้ไป เป็นผู้ใดกันที่นำทหารมาสกัดกั้นเอาไว้? อีกทั้งกองกำลังส่วนตัวเหล่านั้น สรุปแล้วเป็นของใครกันแน่? พวกเขาฟังคำสั่งของผู้ใด?...กระหม่อมเห็นว่า หลานอวี้มีเจตนาก่อกบฏพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่หลิวซานอู๋กล่าวจบ บรรดาขุนนางบุ๋นคนอื่น ๆ ก็เหมือนพบช่องโหว่ในการโจมตี ต่างพากันประสานเสียงเห็นด้วย
ประเด็นสุดท้ายนี้นับว่าเป็นไม้ตายที่ร้ายแรงที่สุด
ขอเพียงกัดประเด็นนี้ไม่ปล่อย ก็ยังสามารถยัดข้อหาให้หลานอวี้ แล้วสั่งประหารเขาได้สำเร็จ
จูหยวนจางขมวดคิ้ว เมื่อครู่นี้พอมีคนเอ่ยถึงอดีตรัชทายาท ก็ทำให้เขาเหม่อลอยไปชั่วขณะจริง ๆ แต่เมื่อดึงสติกลับมาพิจารณาดูอีกครั้ง เรื่องนี้ก็ไม่ได้แก้ไขได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น
แต่ไม่นานคิ้วที่ขมวดมุ่นก็พลันคลายออก ปัญหาข้อสุดท้ายนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของจูอวิ่นเถิงก็แล้วกัน จะได้รอดูว่าเขาเตรียมการรับมือไว้อย่างไร
อย่างไรเสียครั้งนี้ก็คือบททดสอบของจูอวิ่นเถิง จะปล่อยให้พวกเขาสางปัญหากันเองโดยไม่ลงมือทำอะไรเลยก็คงจะไม่ได้
“นี่เป็นการกระทำส่วนตัวของพวกเรา ไม่เกี่ยวข้องกับเหลียงกั๋วกงแต่อย่างใด” ถังต้าเป็นฝ่ายชิงพูดขึ้นก่อน
“ไม่เกี่ยวอย่างนั้นรึ?!” หลิวซานอู๋แค่นเสียงหัวเราะหยัน “ได้ยินมานานแล้วว่า ทหารในกองทัพรู้จักแต่เหลียงกั๋วกง หาได้สนใจราชสำนัก พวกเจ้าคือคนของหลานอวี้ เมื่อครู่นี้หลานอวี้เพิ่งจะบอกว่าจงรักภักดีต่อพระนัดดาสาม แต่ตอนที่พระนัดดาสามประทับอยู่ตรงหน้า พวกเจ้ากลับเพิกเฉยไม่สนใจ เชื่อฟังแต่คำสั่งของหลานอวี้เพียงผู้เดียว เช่นนี้จะให้ข้าเข้าใจว่า ในสายตาของพวกเจ้า หลานอวี้มีความสำคัญยิ่งกว่าพระนัดดาสาม หรือแม้กระทั่งฝ่าบาทได้หรือไม่? ความจงรักภักดีที่หลานอวี้พร่ำบอกก็เป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้น เขาอาจจะไม่ได้ภักดีต่อพระนัดดาสามจริง แต่พวกเจ้านั้นภักดีต่อหลานอวี้อย่างแน่นอน
ในสายตาพวกเจ้า พระนัดดาสามก็เป็นเพียงแค่เด็กน้อยคนหนึ่งที่พวกเจ้าสามารถควบคุมบงการได้ แนวคิดเช่นนี้ไม่มีทางเพาะบ่มขึ้นได้ในวันเดียว น่าจะเป็นหลานอวี้ที่ปลูกฝังพวกเจ้ามาโดยตลอด จนกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว มีคำกล่าวที่ว่า 'คานบนบิดเบี้ยว คานล่างย่อมเอนเอียง' เกรงว่าความจงรักภักดีต่ออดีตรัชทายาทที่หลานอวี้อ้างนักอ้างหนา ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องจริงเช่นกัน”
คำพูดของเขาพุ่งเป้ากดดันหลานอวี้ เป็นการโจมตีที่ร้ายกาจยิ่งนัก
เมื่อครู่นี้หลานอวี้ใช้จูเปียวเป็นโล่กำบังเพื่อดึงความได้เปรียบกลับมา ตอนนี้หลิวซานอู๋จึงใช้จูเปียวเพื่อตอกกลับหลานอวี้เช่นกัน
อย่างไรเสีย ถังต้า จางโจว และหลี่เหลียงผิง ทั้งสามคนนี้ก็เคยแสดงพฤติกรรมที่ไม่เห็นจูอวิ่นเถิงอยู่ในสายตามาแล้วจริง ๆ
จูอวิ่นเถิงถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด บรรดาบุตรบุญธรรมของหลานอวี้พวกนั้นไม่ควรมีอยู่เลยจริง ๆ
“เจ้าพูดจาเหลวไหล!” หลานอวี้ตวาดกร้าว “ข้าจงรักภักดีต่ออดีตรัชทายาทด้วยความสัตย์จริง”
ความรู้สึกที่เขามีต่อจูเปียวนั้นมาจากใจจริงอย่างแน่นอน
ส่วนจูอวิ่นเถิง แม้ในอดีตเขาจะเคยละเลยไปบ้าง แต่ตอนนี้เขารู้สึกแล้วว่าจำเป็นต้องชดเชยให้เด็กคนนี้ และยินดีที่จะดูแลด้วยความจริงใจ ช่วยสนับสนุนให้เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนั้น
ในขณะเดียวกันก็เพื่อรักษาชีวิตของพวกตนเอาไว้ด้วย
“จงรักภักดีต่ออดีตรัชทายาท นั่นก็หมายความว่า อาจจะไม่ได้จงรักภักดีต่อพระนัดดาสามอย่างแท้จริง”
หวงจื่อเฉิงรีบเอ่ยสนับสนุนทันที “ฝ่าบาท หลานอวี้มักใหญ่ใฝ่สูง จิตใจคิดไม่ซื่อ อีกทั้งยังมีอิทธิพลและบารมีในกองทัพสูงยิ่งนัก หากปล่อยไว้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อต้าหมิงพ่ะย่ะค่ะ!”