มรรคาพลิกฟ้า

บทที่ 169 คัดเลือกตัวแทนคนที่ห้า

        และมีรางวัลการจัดสรรทรัพยากรสำหรับตระกูลผู้ที่ได้เป็นตัวแทนทั้งห้าของอาณาจักรด้วย โดยผู้ชนะเป็นคนของตระกูลใดตระกูลนั้นจะได้รับสิทธิ์เรียงลำดับลดหลั่นกันไปตามนี้

 

        - อันดับที่หนึ่งจะได้รับทัพยากรส่งไปให้ยังตระกูลนั้นจากทุกตระกูลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของอาณาจักรจำนวนสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งปีของแต่ละตระกูล

 

        - อันดับที่สองจะได้รับทัพยากรส่งไปให้ยังตระกูลนั้นจากทุกตระกูลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของอาณาจักรห้าเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งปีของแต่ละตระกูล

 

        - อันดับที่สามจะได้รับทัพยากรส่งไปให้ยังตระกูลนั้นจากทุกตระกูลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของอาณาจักรสามเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งปีของแต่ละตระกูล

 

        - อันดับที่สี่จะได้รับทัพยากรส่งไปให้ยังตระกูลนั้นจากทุกตระกูลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของอาณาจักรสองเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งปีของแต่ละตระกูล

 

        - อันดับที่ห้าจะได้รับทัพยากรส่งไปให้ยังตระกูลนั้นจากทุกตระกูลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของอาณาจักรหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งปีของแต่ละตระกูล เพราะถือว่าต่างได้สร้างชื่อเสียงให้กับอาณาจักร จากการที่ได้เป็นตัวแทนของอาณาจักร


        โดยทั่วไปตระกูลที่ได้เป็นตัวแทนของอาณาจักรที่ได้รับการจัดสรรทรัพยากรตามข้อตกลงมักจะไม่รับทรัพยากรจากตระกูลที่อยู่ในเมืองเดียวกับตนตระกูลที่บังเอิญอยู่ในเมืองเดียวกับตระกูลที่ได้รับรางวัลจึงโชคดีมิต้องจ่ายทรัพยากรตามข้อตกลงนี้นับเป็นอานิสงส์อย่างหนึ่งด้วย

 

       ซึ่งจากผลที่ปรากฏออกมานี้ระดับเมืองนั้นตำแหน่งเมืองที่ติดอันดับอย่างแน่นอนของอาณาจักรครานี้คงมิพ้นเป็นของเมือเนตรอสูรเพราะครานี้ได้มีตัวแทนระดับอาณาจักรถึงสามคนที่ได้ตำแหน่งเป็นตัวแทนของระดับอาณาจักร

 

        ส่วนการจะจัดลำดับตระกูลได้นั้นต้องให้ตัวแทนทั้งห้ามาประลองกันพบกันทั้งหมดก่อนเพื่อจัดลำดับหาตำแหน่งผู้ชนะเรียงลำดับกันไปผู้ใดชนะมากที่สุดเรียงจะได้ลำดับลดหลั่นกันลงมาแต่ก่อนอื่นต้องคัดเลือกหาตัวแทนคนที่ห้าให้ได้ก่อนว่าตัวแทนคนสุดท้ายนี้จะเป็นของตระกูลใด

 

                                      ..............................................................................................................................................................

 

       การจับสลากเพื่อคัดเลือกตัวแทนคนที่ห้าก็ได้เริ่มขึ้นกังหลงออกไปล้วงฉลาก ได้หมายเลขห้าซึ่งฉลากรอบแรกจะมียี่สิบเจ็ดหมายเลขผู้ที่จับได้หมายเลขเดียวกันจะได้ต่อสู้กันผู้เยาว์จากตระกูลต่าง ๆ ต่างดูหมายเลขและต่างสืบหาคู่ต่อสู้กันวุ่นวาย กังหลงนั้นมิได้สนใจสิ่งเหล่านี้เลยเพียงกลับไปนั่งยังที่พักและเฝ้ารอดูการแข่งขันที่จะเริ่มขึ้น

 

       ผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลเหลียวอธิบายกติกาการประลองซึ่งห้ามมีเจตนาสังหารกัน ผู้ที่หมดสติสามลมหายใจมิฟื้นขึ้นปรับเป็นผู้แพ้ผู้ถูกโจมตีหลุดออกนอกเวทีประลองตกถึงพื้นปรับแพ้ ผู้ขอยอมแพ้ปรับแพ้เมื่อทุกคนต่างเข้าใจและยอมรับ การแข่งขันก็เริ่มขึ้น

 

       คู่แรกเป็นการแข่งขันองค์ชายสี่จากตระกูลราชวงศ์กับกังหลางและก็เป็นองค์ชายสี่ชนะไปอย่างง่ายดาย กังหลางโดนองค์ชายสี่ฟาดใส่เพียงหนึ่งฝ่ามือก็กระอักโลหิตปลิวออกนอกเวทีถูกตัดสินให้แพ้ไป

 

       กังหลิวเจอกับเหลียวหู่ถังจากตระกูลเหลียวเพียงขึ้นไปบนเวทียืนหยัดได้มิถึงสิบลมหายใจก็โดนเตะหมดสติพ่ายแพ้ไป 

 

       กังเหยาเจอกับเหยียนตงห่าวจากตระกูลเหยียนด้วยความมากเล่ห์และเชี่ยวชาญเหยียนตงห่าวใช้กระบวนท่าอันรวดเร็วสกัดจุดกังเหยาและทุ่มออกนอกเวทีพ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็ว

 

       " คู่ที่ห้ากังหลงตระกูลกังเจอกับมู่หลง ตระกูลมู่ "

 

       สิ้นเสียงประกาศชื่อของผู้อาวุโสสูงสุดต่างมีเสียงฮือฮาดังขึ้นเพราะมู่หลง ตระกูลมู่นั้นผู้คนในเมืองเหลียวต่างรู้จักเป็นอย่างดีนับเป็นอัจฉริยะอันดับสองของเมืองเหลียวที่เป็นรองเพียงเทพธิดาจากตระกูลราชวงศ์เท่านั้น มู่หลง ผู้นี้เป็นผู้ที่ชมชอบการต่อสู้เป็นยิ่งนักและมีความเหี้ยมหาญและทรหดมากหากไม่ต่อยตีจนคู่ต่อสู้สลบเหมือดหรือกระดูกกระเดี้ยวหักก็มิยอมเลิกราหรือหากตนเองเสียเปรียบก็จะสู้แบบตัวตายมิยอมล่าถอยแม้แต่ก้าวเดียวแต่น้อยครั้งที่มู่หลงจะพ่ายแพ้ ตั้งแต่ต่อสู้มามู่หลงเพียงแพ้ให้กับเทพธิดาเพียงครั้งเดียวและครั้งนั้นถึงกับทำให้เขาสลบไสลไม่ได้สติไปสามวันจากชื่อเสียงทางด้านความแกร่งกร้าวโหดเหี้ยมจึงมิมีใครในเมืองเหลียวอยากจะต่อสู้ด้วยเสียงผู้คนต่างพูดขึ้น

 

       "เจ้าหนุ่มตระกูลกังนั่นคงโชคร้ายแน่ที่ไปเจอกับเจ้ามู่หลงเห็นทีจบการต่อสู้คราวนี้อาจจะพิการจนมิอาจฝึกปรือพลังฝีมือได้อีกเป็นแน่แท้"

 

       "เอ๊ะ..!!..ตระกูลกังเจ้าหนุ่มนั่นใช่จะเป็นบุตรของผู้นำตระกูลกังที่ได้ร่ำลือว่าเป็นขยะของตระกูล ทำไมพลังปราณถึงไปอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับเจ็ดขั้นสุดได้หรือว่าข่าวลือจะผิดพลาดไปแต่ถึงจะอยู่ที่ระดับปราณขุนพลระดับเจ็ดขั้นสุดถ้ามาเจอกับเจ้ามู่หลงที่ระดับปราณครึ่งก้าวสู่ราชันย์ขั้นสุดก็ถือว่าโชคร้ายยิ่ง  ช่างน่าสงสารนัก"

 

       กังหลงมิสนใจสิ่งใดเพียงทะยานกายขึ้นเวทีในทันทีที่ได้รับการขานชื่อสีหน้าสงบนิ่งคล้ายมิแยแสต่อเสียงพูดคุยต่าง ๆ เกี่ยวกับตนและคู่ต่อสู้ของตนทันทีที่กังหลงกระโดขึ้นเวที ได้มีเสียงอุทานดังขึ้นในที่นั่งของตระกูลราชวงศ์ 

 

       "เอ๊ะ..!!"

 

       "หงษ์ยี้มีอะไรรึ ?"

 

       ชายชราท่าทางน่าเกรงขามสวมมงกุฏสีทองสอบถามขึ้นเมื่อได้ยินเสีนงอุทานของบุตรสาวที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หญิงสาวจึงบอกกล่าว

 

       "มิมีอะไรท่านพ่อ..เมื่อเห็นชายหนุ่มผู้นี้ขึ้นประลองข้าเพียงอยากให้ท่านพ่อสังเกตุดูว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง"

 

        "เฮอะ ๆแปลกจริงเหตุใดครานี้เทพธิดาของพ่อผู้ที่ก่อนนี้มิเคยแยแสต่อสิ่งใดกลับมาให้ความสนใจต่อการต่อสู้ของคู่นี้ดูท่าทางเทพธิดาน้อยของบิดาถึงกับให้ความสนใจบุรุษหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมา...บุรุษนี้คงไม่ธรรมดากระมัง.ดูหน้าตาก็หล่อเหลาไม่เลวเหมือนกัน.แต่เอ๊ะ..ระดับปราณเด็กน้อยนี่อยู่ที่ปราณขุนพลระดับเจ็ดขั้นสุดเองส่วนคู่ต่อสู้กลับเป็นเจ้าบ้าระห่ำมู่หลงผู้นี้นับว่าเจ้าหนุ่มน้อยนั่นต้องโชคร้ายแล้ว.."

 

       หงษ์เหลี่ยนได้ฟังบิดากระเซ้าแหย่ก็หน้าแดงวูบก่อนพูดขึ้น

 

       "ท่านพ่อมาพนันกับข้ารึไม่ ? หากข้าชนะข้าจะขออนุญาตท่านพ่อออกไปเที่ยวเล่นหาประสบการณ์หลังจากเสร็จงานประลองอาณาจักรครานี้แต่หากแม้นข้าพ่ายแพ้ข้าจะเก็บตัวคร่ำเคร่งฝึกปรือฝีมือจนเข้าสู่จักรพรรดื์สงครามให้ได้ภายในสามปี"

 

        ได้ยินข้อเสนอเช่นนั้นผู้นำตระกูลราชวงศ์ถึงกับหันมามองหน้าบุตรสาวคนสุดท้องอย่างพินิจพิเคราะห์ก่อนกล่าวขึ้น

 

        "เจ้าจะเล่นฝ่ายเจ้ามู่หลงรึ อย่างไร เจ้ามู่หลงก็ชนะอยู่แล้วเอาอย่างนี้ดีไหมมาพนันกันว่าเจ้าหนุ่มนั่นจะรับมือเจ้ามู่หลงได้กี่กระบวนท่าก่อนที่จะพ่ายแพ้  ฮ่า  ฮ่า ฮ่า"

 

        "มิใช่ ๆ ข้าเพียงจะเล่นฝ่ายคุณชายกังหลงผู้นั้นว่าจะชนะเจ้ามู่หลงได้ในกี่กระบวนท่าต่างหาก..อิอิ.."

 

        "หา..เจ้าว่ากระไรนะ..!!..นี่เจ้ายังสบายดีอยู่รึปล่าว . ?  ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

 

        ผู้นำตระกูลราชวงศ์เอามือจับศีรษะของบุตรสาวตัวเองอย่างเอ็นดูพร้อมหัวเราะ องค์ชายสี่ที่เพียงกลับมานั่งเมื่อได้ฟังก็พูดกล่าวขึ้น 

 

        "ข้าขอพนันด้วยคน น้องหงษ์จะให้ข้าเล่นด้วยรึไม่ "

 

        หงษ์เหลี่ยนเมื่อได้ฟังทั้งบิดาและพี่ชายพูด ก็กล่าวขึ้น  

 

        "กับพี่ชาย..ข้าไม่พนันด้วยเนื่องจากท่านไร้สัจจะ..!!"

 

        "ส่วนท่านพ่อ...ท่านกล้าพนันกับข้ารึไม่..?"

 

        ผู้นำตระกูลราชวงศ์เมื่อเห็นว่าบุตรสาวยังยืนยันคำเดิมจึงต้องการดูว่าบุตรสาวผู้นี้ไปมีความมั่นใจต่อบุรุษหนุ่มที่มีปราณขุนพลระดับเจ็ดขั้นสุดมาจากไหนถึงได้มาท้าพนันกับตนจึงหัวเราะและตอบตกลงในทันที