เสียงแตรวงดุริยางค์ทหาร ดังมาจากท่าวัดแต่เช้า แพรวเคาะประตูปลุก ผู้กองเชอร์วี่ มาล้างหน้าแปรงฟัน และรับประทานอาหารเช้า วันนี้มีกาแฟดำ ไข่ลวก ข้าวเหนียวหมูปิ้ง อากาศหนาวเย็น หมอกลงจัด เพราะอยู่ใกล้แม่น้ำโขง เสียงวงดุริยางค์ ยังคงบรรเลงไปเรื่อยๆ คนพากันแห่ไปที่วัด ทั้งๆที่เมื่อคืนพึ่งจะกลับจากงานวัด
ผู้กองเชอร์วี่เดินเข้ามาในครัว ทุกคนนั่งกันอยู่พร้อมหน้า ตาผัน แพรวและเด็กชายวันรุ่นอีก สามคน สายตาทุกคู่มองมาที่เขา พร้อมรอยยิ้ม
“มาๆ กินข้าวก่อน กาแฟกะมี ไข่ลวกพร้อม ข้าวเหนียว หมูปิ้ง จ้ำแจ่ว ตามมีตามเกิดเด้อ กินข้าวแล้วจั่งพากันไปวัด มื้อนี้มีพิธีต้อนรับพวกที่กลับจากลาว ริมโขงท่าวัด โนนผักหวาน”
ตาผันเอ่ยขึ้น พลางขยับให้ผู้กองเชอร์วี่นั่งลงข้างๆ เขายกกาแฟขึ้นดื่ม ตามความเคยชิน
“วันนี้เราจะไปรับมณฑา ช่วงสายๆ คงจะเดินทางมาถึง ไปด้วยกันนะเชอร์วี่ คุณใส่เสื้อผ้าของพ่อก็ได้ มีเยอะเลยจ้ะ เดี๋ยวต้องสวมหมวก เพราะตอนนี้ไปไหนมาไหน ทางการ รณรงค์ให้สวมหมวกก่อนออกจากบ้าน”
แพรวเอ่ยชวน ด้วยสีหน้าสดใส ชายหนุ่มดีใจที่มณฑาสวรรค์จะได้กลับบ้าน แต่ตอนนี้เขาไม่อยากออกไปไหน และไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอใคร เธอคงมีหมอบวร คอยดูแล
“ผมคงไม่ไป ขออยู่บ้านดีกว่า เธอคงมีคนคอยดูแลเยอะแล้ว ถึงไทยแล้วก็คงปลอดภัย ขอร้องคุณ อย่าบอกว่าผมอยู่ที่นี่”
ผู้กองเชอร์วี่ปฏิเสธทันควัน น้ำเสียงเสียดายเล็กน้อย ทุกคนนิ่งเงียบ
“ฉันเตรียมเสื้อผ้าของคุณพ่อ ไว้ให้คุณ พร้อมหมวก คุณคงใส่ได้ อย่าลืมนะจ้ะ ออกไปไหนให้แอบๆไป อย่าให้ใครสงสัย ฉันสัญญา จะไม่บอกเรื่องของคุณกับใคร”
แพรวเอ่ยขึ้น
หลังจากอาหารมื้อเช้าทุกคนก็แยกย้ายกัน แพรวกับน้องชาย ขับรถไปรอรับมณฑาสวรรค์ที่ท่าวัด ส่วนตาผันไปรดผักริมโขง ผู้กองเชอร์วี่กลับเข้าไปในห้อง เก็บที่นอนหมอนมุ้ง อย่างเป็นระเบียบ ตอนที่อยู่ค่ายต้องทำเองทุกอย่าง เขาเดินออกมาทำความสะอาด บริเวณห้องครัว นอกชาน เพราะเป็นบ้านไม้ยกสูง เก็บข้าวของเครื่องใช้ จัดเข้าที่ อย่างลงตัว
ช่วงสายเขานั่งรับลมเย็นๆ ริมหน้าต่าง คิดหาวิธีที่จะส่งข่าวไปยังปารีสให้เร็วที่สุด แวบหนึ่งของความทรงจำ ยังคงคิดถึง ใบหน้าเล็กเรียวได้รูป ของมณฑาสวรรค์ ริมฝีปากอิ่ม แววตาที่มองเขาด้วยความเกลียดชัง และครั้งสุดท้าย กับการเปลี่ยนไปของเธอ แววตานั้นโศกเศร้า อาลัย พร้อมกับคำพูดว่ารักเขา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้หญิงจะปากแข็งไปทำไม ชายหนุ่มเผลอยิ้มอย่างลืมตัว เขาคิดว่าสักวันหนึ่ง มณฑาสวรรค์คงรู้ความในใจของเขา เมื่อเธอสนใจที่จะเปิดสมุดบันทึกเล่มนั้น วันนั้นเขาคงถึงปารีสแล้ว เหลือเพียงแต่ความทรงจำที่สวยงาม และบทเรียนอันมีค่า จะหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
ณ ท่าวัดโนนผักหวาน ผู้คนหลายร้อยแห่กันไปรอรับ ผู้ลี้ภัย นักข่าวมารอถ่ายรูป ยืนเบียดกันไปมา เมื่อเรือทหารลำใหญ่สีขาว สัญลักษณ์ของดอกประดู่เทียบท่า เสียงแตรดังขึ้น ทหารยืนตรวจสอบรายชื่อ เรียกให้ผู้ลี้ภัยออกมาได้ มณฑาสวรรค์อยู่ในชุดกระโปรงลายดอกสีอ่อน สวมหมวกใบใหญ่ ยืนจับมือกับป้าแก้วและไหมแก้ว ตื่นเต้นเกินคำบรรยาย วันนี้จะได้เหยียบแผ่นดินบ้านเกิด
“ไหมแก้วดีใจ ไหมจ้ะ จะได้เจอแม่แล้ว ไหนๆแม่มารับ ยืนตรงไหน คนเยอะมากเลย”
มณฑาสวรรค์พูดกับไหมแก้วสีหน้าระรื่น ป้าแก้วอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
“ป้าแก้ว ร้องไห้ทำไมคะ อย่าร้องๆค่ะ เราถึงบ้านแล้ว ไม่ต้องคิดอะไรแล้วนะคะ”
หญิงสาวเอ่ยปลอบใจป้าแก้ว กำนันเพชรกับหมอบวร หันไปยิ้มให้
ขณะที่ทุกคนยืนเบียดกัน รอคิวเรียกชื่อ มือแข็งแรงคว้าหมับเข้าให้ที่ข้อมือของไหมแก้ว เด็กหญิงตกใจ เงยมองหน้าชายแปลกหน้า
“จ่าปิแอร์...”
เด็กหญิงเอ่ยเสียงเบา ตกใจ หน้าซีด จ่าปิแอร์ทำปากส่งสัญญาณให้เงียบไว้
มณฑาสวรรค์ เหลียวหลังไปมองหาไหมแก้ว พลันใจหายวาบ เมื่อเห็นผู้ชายสวมหมวก ที่ยืนอยู่กับไหมแก้ว เธอจำได้แม่นยำ รีบหันกลับมา ทำท่าทางมีพิรุธ
“มีอะไรเหรอหนู หน้าซีดเชียว จะถึงคิวเราแล้วอีกสามคน ดูสิเบียดกันจนหายใจไม่ออกแล้ว ดีนะที่อากาศหนาว ไม่งั้นเป็นลมตาย”
ป้าแก้วหันมาถาม สีหน้าสงสัย
“ป้า จ่าปิแอร์ยืนอยู่กับไหมแก้ว ทำยังไงดี เขาไม่มีรายชื่อ แย่แล้ว”
หญิงสาวกระซิบข้างหูป้าแก้วเสียงสั่น ป้าแก้วตกใจอ้าปากค้าง
กำนันเพชรกับหมอบวร ขึ้นฝั่งไปยืนรออยู่กับหลวงบรมรักษ์ คุณนายพุดซ้อน และแม่ของมณฑาสวรรค์ การเรียกชื่อเป็นไปอย่างเคร่งเครียด คนเบียดกันจนเรือโคลงไปมา
“ด.ญ.ไหมแก้ว ชนะชัย อยู่ไหนเร็วๆครับ”
เสียงทหารเรียกชื่อไหมแก้ว
ไหมแก้วเดินมาหยุดตรงทหารพร้อมกับจ่าปิแอร์
“เดี๋ยว! คุณชื่ออะไร กรุณาถอดหมวก ไปรอคิวเรียกชื่อก่อน”
ทหารถามเสียงดัง มณฑาสวรรค์กับป้าแก้วยืนภาวนาขอให้ไหมแก้วกับจ่าปิแอร์ผ่านไปด้วยดี
“พ่อกับหนูไปเที่ยวท่าแขก ในวันที่ระเบิดลง เราติดอยู่ที่ลาว พ่อเป็นคนอังกฤษ พูดไทยได้ค่ะ”
ไหมแก้วตอบฉะฉาน
“สวัสดีครับ ผมชื่อ แดเนียล ชิมสัน นี่ลูกเลี้ยงของผม ไหมแก้ว คุณลืมจดชื่อผมหรือเปล่าครับ เห็นผมเป็นฝรั่ง”
จ่าปิแอร์กล่าวทักทายทหารเป็นภาษาไทย ด้วยไหวพริบของเขา ทหารทำหน้างง เปิดดูรายชื่อหน้าที่สอง พลิกไปมา แล้วเขียนแทรกเข้าไปต่อจากชื่อของไหมแก้ว เรือโคลงไปมา ขณะที่คนเริ่มเคลื่อน เบียดดันไปข้างหน้า เสียงดังอื้ออึง
“ขอโทษครับ คุณแดเนียล ยินดีต้อนรับกลับเมืองไทย ขอให้โชคดีครับ เชิญครับ”
ไหมแก้วรีบจูงมือจ่าปิแอร์ ขึ้นฝั่ง เดินฝ่ากลุ่มคนออกไปก่อน รีบเดินแบบไม่เหลียวหลัง จนกระทั่งออกมาไกล นอกเขตวัด
ทันใดนั้น สองคนต้องชะงัก หน้าเสียหนัก หยุดยืนนิ่ง เมื่อเสียงหนึ่งดังมาจากหลังต้นมะม่วง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ไหมแก้ว จะพาจ่าไปไหน”
เสียงทุ้มนั้น เด็กหญิงจำได้แม่น
“ผู้กอง ผู้กองจริงๆด้วย”
ไหมแก้วหันขวับไปทันที เธอวิ่งเข้าไปกอดผู้กองเชอร์วี่แน่น ร้องไห้ดีใจ จ่าปิแอร์เดินมาโอบกอดทั้งสองคน เขาสะอื้นเบาๆ
“จ่า ผมดีใจที่จ่าปลอดภัย”
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น ด้วยเสียงแตกพร่า น้ำตาคลอ
“แล้วจ่าเจ็ทล่ะ เขาอยู่ไหน ทำไม เขาไม่มาพร้อมกับจ่า”
ผู้กองเชอร์วี่ถาม สีหน้าเริ่มหมองลง เขามองตาจ่าปิแอร์ เพื่อรอคำตอบ จ่าปิแอร์นิ่งเงียบก้มหน้า ค่อยๆ เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบรูปถ่ายใบเก่าพร้อมสร้อยป้ายชื่อ ยื่นให้ ผู้กองเชอร์วี่ ช้าๆ ไหมแก้วสะอื้นออกมาเสียงดัง จ่าปิแอร์เบือนหน้าหนี น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
ผู้กองเชอร์วี่ ค่อยๆ ทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่า ก้มมองรูปถ่ายใบเก่า เห็นรูปจ่าเจ็ทถ่ายคู่กับลูกสาวตัวเล็กๆ รอยยิ้มแห่งความรัก ระบายอยู่บนใบหน้า เขียนข้างหลังรูป เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลได้ว่า
“17 มีนาคม 1940 สุขสันต์วันเกิด ครบสองปี เอลน่า นางฟ้าของพ่อ รักลูกเสมอ”
ชายหนุ่มไม่อาจกลั้นเสียงสะอื้นไว้ได้ น้ำตาแห่งความอาลัยหยดลง บนป้ายชื่อ
“Jett Buaewie”
“จ่าเจ็ทถูกทหารกู้ชาติยิง ตอนที่เราจะหนีมาด้วยกัน ก่อนสิ้นลม เขายื่นรูปใบนี้ให้ผมและดึงป้ายชื่อ ออกจากคอ บอกคำสุดท้ายว่า กรุณาส่งรูปถ่ายใบนี้ ให้เอลน่า ลูกสาว บอกเธอด้วยว่าพ่อรักเธอมาก”
จ่าปิแอร์เล่าปนสะอื้น เสียงขาดหายเป็นห้วงๆ เล่าจบ เขาเงียบ ยืนนิ่ง ไว้อาลัย
“ลาก่อน จ่าเจ็ท ผมจะทำตามที่คุณต้องการ ผมจะจดจำคุณตลอดไป คุณจะอยู่ในใจของทุกคนเสมอ”
ผู้กองเชอร์วี่พูดเบาๆ ปนสะอื้น สงครามมีแต่ความพ่ายแพ้และสูญเสีย พอกันที เขาเก็บรูปและป้ายชื่อไว้ในกระเป๋าเสื้อ ค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้น กำมือแน่น ต้องเข้มแข็งและผ่านจุดที่อ่อนแอไปให้ได้
เสียงวงดุริยางค์จบลง เหลือเพียงแต่เสียงผู้คนอื้ออึง ทยอยกันเดินออกมาจากท่าน้ำ
“ไหมแก้ว กลับไปก่อน แล้วอย่าบอกใคร ว่าเจอผม”
ผู้กองเชอร์วี่กระซิบบอกเบาๆ เมื่อเห็นคนเริ่มทยอย เดินออกจากวัด ไหมแก้วรับปากแล้วรีบวิ่งกลับไปที่ท่าน้ำ กลัวป้าแก้วและญาติที่มารับรอนาน ป้าแก้วและญาติๆ ทำความรู้จักกับครอบครัวของมณฑาสวรรค์ สัญญาว่าจะไปมาหาสู่เป็นเพื่อนบ้านที่ดีตลอดไป
เสียงหวอดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนที่กำลังเดินต่างวิ่งหลบลงข้างทาง ผู้กองเชอร์วี่กับจ่าปิแอร์ หลบไปซ่อนตัวหลังต้นไม้
รถคันแรกขับช้าๆ บีบแตร เปิดหวอดังลั่น ตามด้วยรถคนสำคัญ วอลโว่รุ่น PV444A2 ของหลวงบรมรักษ์เดชภิรมย์กับคุณนายพุดซ้อน ส่วนคันต่อมา ผู้กองเชอร์วี่ แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง หมอบวร ชายหนุ่มชาติตระกูลดี นั่งเป็นคนขับรถ เคียงข้างด้วยคุณหมอแสนสวย สวมหมวกปีกกว้าง เธอแต่งตัวเหมือนชาวตะวันตกที่ทันสมัย ด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ไม่เหลือร่องรอยของมณฑาสวรรค์ สาวชาวบ้านแม้แต่น้อย กำนันเพชรกับภรรยา ยิ้มร่านั่งข้างหลัง คงจะมีความสุขกับการกลับมาของลูกสาว
“เขาเหมาะสมกันดี เป็นหมอเหมือนกัน ผมดีใจที่เขามีความสุข”
ผู้กองเชอร์วี่เอ่ยเสียงเบา แววตาขุ่นหมอง ทุกคนทยอยกันกลับ ภายในวัด ผู้คนเริ่มบางตา เขาพยายามเอาหมวกลงมาบังหน้า พาจ่าปิแอร์เดินไปเรื่อยๆ ตั้งใจจะพาไปรู้จักกับแพรว
ปี๊ด ปี๊ด ปี๊ด เสียงบีบแตรดังลั่น จากรถจิ๊บคันเก่า ทั้งสองตกใจ วิ่งหลบออกข้างทาง แล้วค่อยๆเดินต่อ มองตามรถคันนั้น
“จะบ้า รึเปล่า คนเดินอยู่ไม่เห็นรึไง ผู้หญิงขับนี่”
จ่าปิแอร์ตะโกนเสียงดัง เสียงเบรกดัง เอี๊ยด! หยุด แล้วถอยรถกลับมาช้า จอดข้างๆ ชายหนุ่มทั้งสอง
“เชอร์วี่ ขึ้นรถเร็ว แล้วนี่ใคร ปากจัดเชียว ให้เดินดีไหม จะไปไหนจ้ะ”
เสียงแหลมเล็กทักขึ้น
แพรวกับน้องชายขับรถผ่านมาพอดี เห็นคนเดินกลางถนนเลยบีบแตรไล่ เธอชำเลืองมองจ่าปิแอร์ หน้าหล่อเข้มของเขา นิ่งเฉย เหมือนไม่พอใจ
“จ่าปิแอร์ เพื่อนผม ขอเขาไปด้วยนะครับ”
ผู้กองเชอร์วี่เอ่ยแทรก แพรวยิ้มเย้ยๆ ทำหน้าทะเล้นใส่ นึกชอบจ่าปิแอร์ตั้งแต่แรกเห็น เธอขับรถมาที่บ้านแนะนำจ่าปิแอร์ให้ตาผันรู้จัก ตาผันเริ่มใจไม่ดี เพราะมีเชลยสงคราม มาอยู่ในบ้านถึงสองคน