เส้นทางใหม่ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มุ่งหน้าฉางอัน
วันที่เจ็ดของการเดินทาง บ่ายแก่
เส้นทางที่หลิวซานแนะนำต่างจากเส้นทางเก่าในป่าทึบอย่างชัดเจน
แทนที่จะฝ่าป่าชื้น เส้นทางนี้วิ่งตามสันเนินเขาต่ำ ๆ เปิดโล่งพอให้มองเห็นท้องฟ้าได้เต็มตา พื้นดินแน่นและแห้ง กิ่งไม้สองข้างไม่ขวางทาง หวงเจินเดินได้เต็มก้าวโดยไม่ต้องระวังราก ซูหลิงเยิ่นเดินได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
ดูเหมือนจะดี
แต่เว่ยหันเฉินไม่ผ่อนคลาย
สันเนินเขาเปิดหมายความว่ามองเห็นได้จากระยะไกล สองข้างทางที่โล่งคือสองข้างทางที่ไม่มีที่หลบ และเส้นทางที่ดีเกินไปมักมีเหตุผลที่คนอื่นไม่ใช้มัน
เขากวาดสายตาเป็ระยะตลอดเวลา ซ้าย ขวา หน้า และบางครั้งหลัง
ชั่วโมงที่สองของการเดินทางในเส้นทางใหม่ เขาสังเกตเห็น
ต้นสนสองต้นบนสันเนินทางขวา กิ่งบนซ้ายของทั้งคู่โค้งลงในมุมเดียวกัน ไม่ใช่เพราะลม เพราะลมในตอนนี้พัดตรงข้าม เป็การโค้งของกิ่งที่ถูกกดด้วยน้ำหนักแล้วค่อย ๆ ฟื้นกลับ น้ำหนักที่ผ่านมาไม่เกินครึ่งชั่วโมง
มีคนอยู่บนสันเนินก่อนหน้าพวกเขา
และสิ่งที่ทำให้เขาระวังมากกว่าปกติคือ — เขาไม่ได้กลิ่นหรือได้ยินอะไรเลย
คนของตระกูลเซาที่เขาเจอมาทุกครั้งทิ้งร่องรอยไว้เสมอ กลิ่นน้ำมันทาผม เสียงกรวดกลิ้ง หรือปราณที่รั่วออกมาเมื่อรู้สึกตื่นเต้น แต่ครั้งนี้ไม่มีอะไร
ว่างเปล่าจนน่ากลัว
"ซูหลิงเยิ่น" เขาพูดเงียบมากจนแทบเป็การขยับริมฝีปาก "ั้แ่บัดนี้เดินชิดหวงเจิน อย่าห่างเกินกว่าหนึ่งก้าว"
เธอรับสัญญาณทันที ขยับมาชิดข้างม้าโดยไม่ถามหรือเหลียวมอง
พวกเขาเดินต่อไปในความปกติที่แกล้งทำ
การโจมตีมาจากสามทิศพร้อมกัน ไม่มีเสียงเตือน ไม่มีการข่มขู่ ไม่มีคำพูด
แค่ลูกดอกสองลูกที่พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ขวาและหน้าในเวลาเดียวกัน เร็วกว่าลูกดอกธรรมดาเพราะมีปราณอัดอยู่ที่หัวดอก
วี้ด!! — วี้ด!! —
เว่ยหันเฉินดึงหวงเจินเข้าหาตัวพร้อมกับกระโจนออกขวา มือซ้ายคว้าแขนซูหลิงเยิ่นดึงตามมาด้วยในจังหวะเดียว ลูกดอกสองลูกผ่านตำแหน่งที่ทั้งสองเคยอยู่ไปปักที่ดินข้างหน้า
รอยที่ปักไว้ฟุ้งควันเล็กน้อย
พิษ
เว่ยหันเฉินดึงดาบพร้อมกับผลักซูหลิงเยิ่นไปชิดหวงเจิน
ชิงก์!! —
"อย่าขยับออกจากข้างม้า"
แล้วสามร่างก็ปรากฏขึ้น
ไม่ใช่การพุ่งออกมาอย่างที่คนของตระกูลเซาทำ แต่เป็การก้าวออกมาเงียบ ๆ จากสามทิศ เหมือนส่วนหนึ่งของป่าที่แยกตัวออกมาเป็รูปร่างมนุษย์ ทั้งสามสวมชุดขาวล้วนที่ผิดกับสีของป่าอย่างสิ้นเชิง แต่นั่นดูเหมือนจงใจ เหมือน้าให้เห็น ้าให้รู้ว่าพวกเขาคือใคร
ไม่มีอาวุธที่มองเห็น
นั่นคือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด
ชายกลางในชุดขาวก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว ใบหน้าเรียบเฉย อายุราวสามสิบต้น แต่ปราณในร่างกายหนักและลึกกว่าอายุนั้นมาก
"เว่ยหันเฉิน" เขาพูดด้วยเสียงที่ไม่มีอารมณ์ราวกับอ่านชื่อออกจากรายการ "สมาพันธ์หยูหลิน้าตัวหญิงสาว ส่งเธอมาแล้วท่านเดินต่อได้ เราไม่ได้ส่งมาเพื่อฆ่าท่าน"
"แต่ฆ่าได้ถ้าจำเป็"
ชายชุดขาวพยักหน้าเล็กน้อย ไม่ปฏิเสธ
เว่ยหันเฉินประเมินสามคนต่อหน้า ปราณของทั้งสามถูกกดเก็บไว้อย่างเชี่ยวชาญกว่าที่เขาเคยเจอ คนกลางชั้น 4 บน คนซ้ายและขวาชั้น 4 กลาง ทั้งสามฝึกมาในสำนักเดียวกันแน่นอนจากลักษณะการยืนที่เหมือนกัน
และไม่มีอาวุธที่มองเห็น แปลว่าอาวุธอยู่ที่ตัว
"ไม่ส่ง"
คำสามคำของเว่ยหันเฉินจบการเจรจา
ชายกลางไม่แสดงสีหน้า เพียงแค่ยกมือขึ้นเล็กน้อย
"ไป"
สองคนข้างพุ่งออกมาพร้อมกัน ไม่มีเสียง ไม่มีการะโ เร็วกว่าที่ตาติดตามได้ในระยะสั้น
เว่ยหันเฉินไม่รอรับ เขาพุ่งออกไปหาคนซ้ายก่อน ตัดระยะโจมตีให้สั้นลง
ตูม!! —
ฝ่ามือขวาของคนชุดขาวซ้ายกระแทกออกมาพร้อมปราณ เว่ยหันเฉินหักตัวออกด้านข้าง ฝ่ามือผ่านไปเฉียดไหล่ซ้าย แรงปราณจากการปัดทำให้เสื้อคลุมด้านซ้ายพองออก
ปราณอัดในฝ่ามือ ไม่ใช้อาวุธเลย
เว่ยหันเฉินหมุนตัวเต็มรอบ ดาบกวาดออกในแนวนอน
แฉ่งงง!! —
คนชุดขาวซ้ายะโถอยออก ดาบเฉือนผ่านหน้าท้องไปนิ้วเดียว เขาลงพื้นและพุ่งกลับเข้ามาทันทีโดยไม่หยุด มือทั้งสองของเขาเริ่มสั่นะเืด้วยปราณ
ป๊าก!! — ป๊าก!! — ป๊าก!! —
สามหมัดพุ่งมาต่อเนื่อง แต่ละหมัดมีปราณอัดไว้ต่างระดับ หมัดแรกช้าแต่หนัก หมัดสองเร็วแต่เบา หมัดสามกลางระหว่างสองอย่าง เป็จังหวะที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การรับสับสน
เว่ยหันเฉินรับหมัดแรกด้วยดาบ หลบหมัดสอง และรับหมัดสามด้วยแขนซ้ายที่มีปราณรองรับ
กึ้บ!! —
แรงกระทบทำให้แขนชาวาบ แต่เขาไม่ถอย มือซ้ายจับข้อมือคนชุดขาวที่ฆ่าแล้วดึงเข้ามาหาตัว ศอกขวาฟาดออกมาในระยะประชิด
ป้อก!! —
ศอกกระทบที่ขากรรไกร คนชุดขาวซ้ายหมุนออกแล้วล้มลงที่ขอบทาง
คนขวาเข้ามาจากด้านหลัง เว่ยหันเฉินรู้สึกได้ถึงปราณที่พุ่งมาก่อนที่กำปั้นจะถึง
เขาหมอบต่ำ
ฉ่าว!! —
กำปั้นที่อัดปราณผ่านเหนือหัวไปกระทบต้นสนข้างทาง
กราว!! —
เสียงต้นสนระดับแขนร้าวแตกที่จุดที่ถูกกระทบ เปลือกสนกระเด็นออกเป็ชิ้น ๆ
เว่ยหันเฉินลุกขึ้นพร้อมกับหมุนตัว ดาบของเขาฟาดออกในแนวตั้งขึ้น
ชาก!! —
คนชุดขาวขวาถอยออกทัน แต่ปลายดาบเฉือนตัดเชือกที่ผูกถุงเล็กที่เอวออก ถุงตกลงดิน
จากนั้นชายกลางเข้ามา
ไม่พุ่ง ไม่วิ่ง เดินเข้ามาสามก้าวเหมือนคนเดินเล่น แล้วยกมือขวาขึ้นระดับอก
ปราณทะลักออกมาเงียบ ๆ ไม่มีเสียง ไม่มีแสง แต่อากาศระหว่างมือของเขากับเว่ยหันเฉินบิดเบนอย่างเห็นได้ชัด เหมือนความร้อนที่ทำให้แนวเส้นตรงดูคดเคี้ยว
เทคนิคปราณสนาม — กดพื้นที่
เว่ยหันเฉินรู้สึกได้ถึงแรงกดที่มาจากทุกทิศรอบตัว ไม่ใช่แรงทางกายภาพ แต่เป็แรงที่กดปราณของเขาให้อยู่กับที่ ถ้าเขาปล่อยปราณออกมามันจะถูกต้านจากทุกทิศ
เทคนิคนี้เขาไม่เคยเจอ
ชายกลางพูดเงียบ ๆ "ท่านชั้น 4 เหมือนกันครับ แต่เทคนิคของสมาพันธ์หยูหลินพัฒนามาสามร้อยปี ท่านจะฝ่าออกได้ยาก"
เว่ยหันเฉินยืนนิ่งอยู่กลางแรงกด รู้สึกได้ถึงการที่ปราณในร่างกายถูกกดจากรอบข้าง ปราณชั้น 4 ของเขาเต็มกำลังก็ยังรู้สึกหนักกว่าปกติ
เขาคิดเร็ว
ถ้าต้านตรง ๆ จะเหนื่อยเปล่า สนามปราณนี้กินแรงคนที่อยู่ข้างในมากกว่าคนที่สร้างมัน ต้องทำลายจุดกำเนิด
จุดกำเนิดของสนามปราณคือมือขวาของชายกลาง
เว่ยหันเฉินตัดสินใจในเสี้ยววินาที ปราณชั้น 4 ที่ถูกกดอยู่ภายใน เขาไม่พยายามปล่อยออก แต่อัดมันลงที่ปลายเท้าทั้งสอง
ฮึ้มม์!! —
พื้นดินใต้เท้าแตกร้าวออกเล็กน้อย แรงปฏิกิริยาดีดร่างของเขาขึ้นไปในอากาศสูงกว่าสองเมตร พ้นจากรัศมีของสนามปราณที่กดอยู่
ชายกลางเงยหน้าขึ้น ครั้งแรกที่สีหน้าของเขาเปลี่ยน แม้เพียงเล็กน้อย
เว่ยหันเฉินพุ่งลงมาจาก้า ดาบชี้ลงตรง ๆ
"ก้อง!!!" —
ชายกลางยกมือซ้ายขึ้นรับ ปราณทะลักออกมาทั้งสองฝ่ายในจุดปะทะ เสียงดังสนั่นสันเนิน ดินรอบ ๆ จุดที่เว่ยหันเฉินลงพื้นะเิออกเป็รัศมี กรวดและดินกระเด็นขึ้นสูง
ทั้งสองถอยออกจากกัน
ชายกลางมองมือซ้ายของตัวเอง มีรอยแดงที่ฝ่ามือ เป็ครั้งแรกที่เขาถูกกระทบ
เว่ยหันเฉินหายใจเร็วขึ้นเล็กน้อย การะโหลบสนามปราณกินแรงมากกว่าที่เขาคิด
สองคนชุดขาวที่เหลือลุกขึ้นมาจากพื้น ทั้งสองาเ็แต่ยังเคลื่อนไหวได้ เริ่มจัดรูปขบวนใหม่
สามต่อหนึ่ง คนกลางสามารถสร้างสนามปราณได้อีก ถ้าปล่อยให้เขาตั้งตัวใหม่จะแย่กว่าเดิม
เว่ยหันเฉินมองดูสถานการณ์ในเสี้ยววินาที
แล้วก็ได้ยินเสียง
"ฉาด!!" —
ดาบสั้นพุ่งออกมาจากทิศเหนือ ปักลงตรงหน้าคนชุดขาวซ้ายที่กำลังจะลุกขึ้น เป็การปักที่แม่นยำมากจนดาบสั่นะเือยู่ในดิน ห่างจากนิ้วเท้าของเขาแค่นิ้วเดียว
การเตือน ไม่ใช่การฆ่า
หลิวซานะโลงมาจากสันเนินทางเหนือ ลงพื้นอย่างเบา ดาบสั้นเล่มที่สองอยู่ในมือขวา ปราณของเขาเปิดออกมาอย่างที่เว่ยหันเฉินไม่เคยเห็นก่อน
ชั้น 4 บน เกือบถึงขอบของชั้น 5
ชายกลางในชุดขาวหันมามองหลิวซาน ครั้งนี้สีหน้าของเขาเปลี่ยนอย่างชัดเจน
"หลิวซาน" เขาพูดชื่อออกมาเหมือนรู้จัก
"นานมากแล้วนะครับ เซิ่นหยู" หลิวซานพูดสบาย ๆ ราวกับพบเพื่อนเก่า ยืนเคียงข้างเว่ยหันเฉิน "ผมขอเข้ามาช่วยได้ไหมครับ?"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ แต่ก็ไม่ขยับออกไป
หลิวซานรับเอาคำเงียบนั้นเป็การอนุญาต
ชายชื่อเซิ่นหยูมองสองคนตรงหน้า คำนวณอยู่ครู่ สองต่อสาม ฝ่ายตรงข้ามมีหลิวซานที่รู้จักฝีมือดีและเว่ยหันเฉินที่ยังประเมินไม่ได้ครบถ้วน ลูกน้องสองคนาเ็
เขาตัดสินใจ
"ถอย"
สองคนชุดขาวพยักหน้าและถอยออกไปตามสันเนิน เซิ่นหยูยืนอยู่คนเดียวอีกสักครู่ สายตาจ้องมาที่เว่ยหันเฉิน
"ท่านแข็งแกร่งกว่าที่รายงานระบุไว้" เขาพูดเงียบ ๆ "สมาพันธ์ฯ จะส่งคนมาอีก"
"รอได้"
เซิ่นหยูพยักหน้า หันหลัง และเดินออกไปตามสันเนินในแบบเดียวกับที่เขาเดินเข้ามา — ช้า เงียบ และไม่ทิ้งร่องรอย
จนร่างสีขาวหายลับไปในแสงบ่ายที่เริ่มยาวออก
ซูหลิงเยิ่นออกมาจากข้างหวงเจิน เดินมายังที่ที่เว่ยหันเฉินยืนอยู่ ตาของเธอกวาดดูรอยแตกร้าวบนพื้นจากการปะทะปราณ ต้นสนที่ร้าวแตก และดาบสั้นที่ยังปักอยู่ในดินข้างหน้า
"ท่านไม่เป็ไร?" เธอถาม
"เป็ไร"
เธอมองแขนซ้ายของเขาที่รับหมัดปราณ รอยช้ำสีเข้มเริ่มปรากฏที่ต้นแขน
"ให้ดูก่อน"
"ทีหลัง" เว่ยหันเฉินหันไปหาหลิวซานที่กำลังดึงดาบสั้นออกจากดิน "ท่านตามมา"
"ติดตามมาั้แ่หมู่บ้าน" หลิวซานพูดตรง ๆ ไม่แก้ตัว "ผมรู้ว่าคนของสมาพันธ์ฯ เร็วกว่าที่ผมบอก กลัวว่าจะมาถึงก่อน"
"กลัวเพราะอะไร?"
หลิวซานเงียบอยู่ครู่ แล้วก็มองไปที่ซูหลิงเยิ่นในแบบที่ทำให้เว่ยหันเฉินสังเกตได้ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในนั้น ไม่ใช่แค่ความห่วงใยต่อลูกค้าหรือภารกิจ แต่มีน้ำหนักที่ส่วนตัวกว่านั้น
"เพราะผมรู้จักคุณหนูมาก่อน" หลิวซานพูดในที่สุด "ไม่ใช่ตัวต่อตัว แต่รู้จักครอบครัวของเธอ รู้จักแม่ของเธอ"
ซูหลิงเยิ่นหยุดนิ่ง
"ท่านรู้จักแม่ข้า?"
"รู้จักครับ" หลิวซานพยักหน้า สีหน้าที่เคยสบาย ๆ หนักลงเล็กน้อย "แม่ของคุณหนูเคยอยู่ในสำนักเดียวกับผม สำนักที่ท่านเว่ยก็น่าจะรู้จักด้วยเหมือนกัน"
เว่ยหันเฉินกรามแน่นขึ้น
หลิวซานมองตอบมา "สำนักไท่อวี้ครับ"
ชื่อนั้นออกมาเงียบ ๆ แต่กระทบหูเว่ยหันเฉินเหมือนหินที่กระแทกกลางน้ำนิ่ง ระลอกคลื่นในใจกระจายออกไปก่อนที่เขาจะกดมันลงได้
ซูหลิงเยิ่นมองสลับระหว่างสองชาย ในดวงตามีคำถามเต็มไปหมดแต่เธอยังไม่พูด
เว่ยหันเฉินถามเงียบ ๆ "ท่านเป็ศิษย์สำนักไท่อวี้?"
"เป็ครับ รุ่นน้องท่านหลายปี" หลิวซานตอบ สายตาไม่หลบ "ผมรอดมาได้เพราะไม่ได้อยู่ในสำนักคืนนั้น ออกไปรับงานข้างนอก พอกลับมาทุกอย่างก็จบแล้ว"
ความเงียบหนักลง
ลมบนสันเนินพัดผ่านสามคนที่ยืนอยู่กลางทาง แสงบ่ายยาวออก ทอดแนวสีทองบนพื้นหินและหญ้าแห้ง
"ท่านตามข้ามาเพราะแม่ของข้า" ซูหลิงเยิ่นพูดเบา ๆ ไม่ใช่คำถาม
"เพราะแม่คุณหนูฝากผมไว้ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต" หลิวซานพูดตรง "ฝากผมให้คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ ถ้าวันไหนคุณหนู้าความช่วยเหลือ"
ดวงตาของซูหลิงเยิ่นขยายออก
เว่ยหันเฉินมองหลิวซาน ประเมินใหม่ทั้งหมด ทุกอย่างที่เคยสังเกตไว้ประกอบกันขึ้นใหม่ในแสงของข้อมูลนี้ การปรากฏตัวที่สามแพร่ง การพูดถึงตระกูลเซาโดยตรง เส้นทางที่แนะนำ และการตามมาโดยไม่บอก
ทั้งหมดสมเหตุสมผล
"ท่านควรบอกั้แ่แรก" เว่ยหันเฉินพูด
"บอกคนที่ไม่ไว้ใจผมั้แ่แรกพบ?" หลิวซานยกคิ้ว "ท่านเว่ยจะเชื่อไหมถ้าผมบอกที่สามแพร่งว่า 'ผมเป็คนของแม่คุณหนูส่งมาดูแล'?"
เว่ยหันเฉินนิ่ง
"ไม่เชื่อ" เขายอมรับ
"นั่นแหละครับ"
พวกเขาเดินทางต่อในบ่ายที่เหลืออยู่ คราวนี้สามคนด้วยกัน หลิวซานเดินข้างหลังในระยะที่เว่ยหันเฉินมองเห็นได้ตลอด ไม่ใกล้ ไม่ไกล ตำแหน่งของคนที่รู้ว่าตัวเองยังต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่
ซูหลิงเยิ่นเดินข้างหวงเจินเหมือนเดิม แต่หัวหมุนอยู่กับสิ่งที่ได้ยิน
เย็นนั้นตั้งค่ายริมลำธาร ซูหลิงเยิ่นรักษารอยช้ำที่แขนเว่ยหันเฉินด้วยปราณน้ำที่คราวนี้เธอควบคุมได้ดีกว่าเดิม เย็นและซึมเข้าไปในชั้นกล้ามเนื้อโดยไม่กลับมาร้อนที่มือเธอ
"ดีขึ้นมากแล้ว" เว่ยหันเฉินสังเกต
"ข้าฝึกอยู่" เธอพูดเรียบ ๆ แล้วพันผ้าเสร็จ "ท่านเว่ย"
"อะไร"
"ท่านเคยรู้จักแม่ข้าไหม?"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบทันที มองไฟเล็ก ๆ ที่หลิวซานก่อไว้ห่างออกไปสิบก้าว
"ชื่อแม่เ้าคือ?"
"ซูเม่ยหลาน"
ความเงียบสั้น ๆ ที่มีน้ำหนัก
"รู้จัก" เขาพูดในที่สุด เสียงเบากว่าปกติ "นานมากแล้ว"
ซูหลิงเยิ่นจ้องหน้าเขา ในดวงตามีคำถามอีกมากมาย แต่สีหน้าของเขาบอกว่านี่คือเส้นแบ่งที่เขาจะไม่ก้าวข้ามในคืนนี้
เธอพยักหน้าช้า ๆ
"ขอบคุณที่บอก"
เว่ยหันเฉินลุกขึ้นไปนั่งยามที่ขอบค่าย ทิ้งซูหลิงเยิ่นไว้กับความคิดของเธอเองและเปลวไฟที่ลุกอยู่เงียบ ๆ
ในคืนที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาวแต่มืดกว่าปกติ เพราะมีเื่ราวที่ยังไม่ได้เล่าห้อยอยู่ในอากาศหนักกว่าความมืด