เฟิ่งหยูเดินทางมาถึงตลาดแผงลอยที่มีพ่อค้าแม่ค้าไม่ว่าจะเป็นอาวุธ ชุดป้องกัน อาหารการกินมีอยู่ทั้งหมด ส่วนเรื่องราคามีทั้งสูงและถูกจนน่าตกใจก็มีให้เห็นมาแล้ว การเงิน เศรษฐกิจของเมืองอัสตาน่ามีความคึกคักอยู่บางต่างกำลังซื้อ บางอย่างไม่เพียงพอเท่าที่ควร มีการตั้งร้านขายก็ต้องมีการรับซื้อส่วนมากเป็นสมุนไพรที่เอาไว้หลอมโอสถซึ่งตอนนี้ราคากำลังพุ่งสูงทะยานมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโอสถกำลังขาดตลาดอย่างหนักทั่วทั้งอาณาจักรเมฆาหวนแห่งนี้
เฟิ่งหยูมองเห็นเมื่อความต้องการของอุปสงค์และอุปทานไม่สัมพันธ์กันการกำหนดราคาจะผันผวนจนเลยจุดสมดุลไปเมื่อมีผู้ต้องการซื้อโอสถจำนวนมาก แต่มีคนขายที่น้อย เพราะมีการผลิตน้อยหลังจากเพลิดเพลินไปกับการซื้อของในตลาดอยู่นานพอสมควรก่อนที่จะรีบกลับไปที่พระราชวังอย่างรวดเร็วโดยมีนายทหารเป็นคนนำทางและพาไปส่งที่ห้องรับรองเพื่อรอเวลางานเลี้ยงอาหารค่ำ
บรรยากาศในห้องอาหารเป็นไปอย่างเรียบหรูไม่มีแขกภายนอกมาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้เพราะเป็นคำสั่งจากองค์หญิงหนิงเอ๋อที่ต้องการให้มีเพียงแขกที่เธอเชิญเท่านั้นเฟิ่งหยู ได้มานั่งรอที่โต๊ะอาหารอยู่ก่อนแล้ว เพียงไม่นานกษัตริย์เหวินฉิง องค์ชายเหวินเทียน และองค์หญิงหลิงเอ๋อก็ปรากฏอยู่เชิงบันไดอย่างสง่างาม ชุดราตรีสีชมพูบริสุทธ์ที่รัดทรวดทรงขับแน่นไปด้วยความงามของสตรีองค์เอวที่อ่อนช้อยในทุกย่างก้าวทำให้สายตาของบรรดาชายหนุ่มตะลึงงันในท่าทางอันโสภาของเธอ
เมื่อทุกคนมาพร้อมแล้วงานเลี้ยงก็ได้เริ่มต้นขึ้นอาหารรสดีชั้นเลิศ ถูกยกมาเสิร์ฟพร้อมเครื่องดื่มหลากรส ให้ราตรีนี้เต็มไปด้วยความรื่นเริง งานเลี้ยงจบลงอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อที่ลูกไปเมืองเมฆาหมอกในครั้งนี้ลูกมีเรื่องจะสารภาพว่าลูกไม่ได้ไปพักผ่อนอย่างที่ท่านคิด”องค์หญิงเปิดประเดิมหัวข้อการสนทนานี้ขึ้นมากลางโต๊ะอาหารสายตากษัตริย์มองไปที่องค์หญิงด้วยความอบอุ่นบัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นสายตาที่ดุดันเหมือนพ่อที่โกรธลูกสาวที่หนีเที่ยว
“พ่อบอกเจ้าแล้วใช่ไหมให้เจ้าลืมเรื่องนั้นไปเสียไม่มีประโยชน์อันใดที่เจ้าจะเอาชีวิตไปเสี่ยงในที่อันตรายแบบนั้นอีกพ่อขอย้ำห้ามลูกไปยังที่อันตรายแบบนั้นอีก ”
เพียงแค่องค์หญิงไม่ได้ไปพักผ่อนที่เมืองเมฆาหมอกกษัตริย์ก็พอจะรู้สาเหตุอื่นแล้ว สายตาที่ดุในตอนแรกแสดงออกถึงความเป็นห่วงลูกสาวอย่างสุดซึ้ง องค์ชาย เหวินเทียนเองก็เช่นกันแม้จะรักน้องสาวคนนี้สักเพียงใดแต่การกระทำที่เสี่ยงอันตรายแบบนี้หากไม่ตักเตือนเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายโดยที่ตนไม่อาจปกป้องได้อีก องค์หญิงก้มหน้ารับคำดุอย่างสงบเธอยินยอมรับฟังคำกล่าวครั้งนี้ด้วยความเต็มใจก่อนที่จะหยิบโอสถขวดหนึ่งออกมายื่นให้กับบิดาของเธอที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะ
กษัตริย์และพี่ชายของเธอหยุดการสั่งสอนองค์หญิงลงพร้อมหยิบโอสถขวดนั้นเปิดออกมาดูอย่างตั้งใจชายที่แข็งแกร่ง ชายที่รวบรวมอาณาจักรให้อยู่ภายใต้การปกครองศัตรูมากมายที่เคยพบพานต้องตกตายด้วยคมดาบในมือชายคนนี้นับไม่ถ้วนบัดนี้ให้ลบภาพเหล่านั้นออกเสีย กษัตริย์และองค์ชายกำลังร่ำไห้ให้กับโอสถที่มีอยู่ในมือเฉกเช่นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาโอสถขวดนั้นเมื่อพิจารณาจนถี่ถ้วนเป็นโอสถรักษารากฐานวิญญาณ ซึ่งเป็นโอสถระดับหกซึ่งหาได้ยากมากในอาณาจักรเมฆาหวนแห่งนี้
กษัตริย์ที่มีอำนาจในมืออย่างพระองค์ยังหาซื้อโอสถชนิดนี้ไม่ได้ได้แต่เพียงปลอบใจตัวเองไปวัน ๆเพราะอาการบาดเจ็บรากฐานวิญญาณนั้นต้องใช้โอสถเฉพาะเท่านั้นถึงจะรักษาให้หายขาดได้องค์หญิงลุกจากที่นั่งของตนเข้าไปสวมกอดเสด็จพ่อของเธอด้วยความรักกษัตริย์เช็ดน้ำตาออกมาจากนัยน์ตาทั้งสองข้างพร้อมกับเก็บโอสถนั้นไว้ องค์ชายและองค์หญิงต่างกลับมานั่งประจำที่เหมือนเช่นตอนแรกบรรยากาศในห้องอาหารพลันสงบเงียบ
โอสถระดับหกนี้เป็นเฟิ่งหยูที่หลอมขึ้นระหว่างทางหลังจากที่หนิงเอ๋อ ได้เล่าเรื่องที่บิดาของเธอบาดเจ็บให้ฟังเฟิ่งหยูก็ได้หลอมโอสถเตรียมไว้ให้กับหนิงเอ๋อตั้งแต่แรกแล้ว ที่นางได้โอสถนี้มาได้เพราะความบังเอิญที่เจอกับเฟิ่งหยูตอนแรกที่เฟิ่งหยูนำโอสถมาให้ นางแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองนางร้องให้ด้วยความตื้นตันใจ
ม่านหมอกที่หนิงเอ๋อเคยเป็นกังวลบัดนี้ได้คลี่คลายลงไปแล้วหนิงเอ๋อจึงได้กล่าวกับบิดาของตนว่าเฟิ่งหยูเป็นนักหลอมโอสถ และอยากมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองหลวงแห่งนี้เขาจะนำพาตระกูลเฟิ่ง มาอาศัยที่เมืองหลวง เมื่อกษัตริย์และองค์ชายได้ยินดังนั้นถึงกับตกตะลึงในความสามารถของเฟิ่งหยูเพราะเด็กน้อยคนนี้อายุเพิ่งจะสอบสองสิบสามปีรุ่นราวคราวเดียวกันกับองค์หญิงจอมแก่นของพวกเขาเอง แต่เป็นถึงนักปรุงโอสถ
เฟิ่งหยูขอให้องค์กษัตริย์เก็บเรื่องนี้เป็นความลับเพราะตนยังมีวรยุทธ์ที่ต่ำ ยังไม่สามารถดูแล และคุ้มครองคนรอบข้างได้กษัตริย์เหวินฉิงนั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงได้หันไปมององค์หญิงน้อยของตน พลางสังเกตสายตาที่องค์หญิงมองเฟิ่งหยูสักครู่จึงตรัสว่า
“ข้าขอตัดสินใจดูก่อนพรุ่งนี้เช้าเจ้าพร้อมกับองค์หญิงมาหาข้าอีกที”หลังจากนั้นไม่นานทุกคนต่างแยกไปพักผ่อน
ภายในห้องขององค์กษัตริย์………
องค์กษัตริย์หยิบโอสถที่ได้มาเข้าปาก จากนั้นไม่นานพลังงานอันร้อนแรงได้โจมตีร่างกายของเขารู้สึกทันทีว่ามีเพลิงกำลังเผ้าไหม้อยู่ภายในร่างกายของเขาเมื่อสำรวจดูตันเถียรแล้ว เขามองเห็นว่าความเสียหายของรากฐานวิญญาณในตอนนี้กำลังฟื้นฟูอย่างช้าๆและจะฟื้นฟูเต็มที่ภายในไม่เกินหนึ่งชั่วยามในช่วงเวลานี้เขาไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้ จึงอดทนรออย่างเงียบ ๆสำหรับคนที่บาดเจ็บมาเป็นสิบปี เพียงรอแค่หนึ่งชั่วยามไม่ได้มีความหมายอะไรมากนักอย่างช้าๆ ภายในตันเถียรขององค์กษัตริย์เริ่มฟื้นฟูด้วย ฤทธิ์ของโอสถที่เริ่มแพร่กระจายไปทั่วจนฟื้นฟูได้เต็มที่
องค์กษัตริย์ยิ้มด้วยความดีใจในที่สุดอาการบาดเจ็บนับสิบปีก็หายขาดเสียที
“เหวินเทียนในความคิดของเจ้าเจ้าคิดว่าอย่างไรเรื่องของเฟิ่งหยู” องค์กษัตริย์ถามบุตรชายของตนหลังจากใช้เวลาฟื้นฟูกว่าหนึ่งชั่วยามเต็ม
“ข้าคิดว่าอนาคตของเขานั้นไม่อาจจะเอ่ยถึงได้เพราะแค่อายุเท่านี้ก็มีความสามารถได้ถึงขนาดนี้อีกหน่อยภายหน้าเขาต้องเป็นคนที่ยิ่งใหญ่จนก้าวเกินพวกเราไปแน่ ข้าคิดว่าเราควรสนับสนุนเขาให้เต็มที่เพราะดู ดูแล้ว หนิงเอ๋อก็คงมีใจให้เขาไม่น้อยข้าคิดว่าจะเป็นผลดีต่ออาณาจักรของเราเป็นอย่างมาก”
“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้าแต่เราจะเอาอะไรไปดึงดูดคนแบบนี้ได้ ลำพังแค่ช่วยให้พ่อของเจ้าได้กลับมาใช้ชีวิตปกติกับโอสถที่เขาหยิบยื่นให้ เขาก็มีบุญคุณกับพวกเรามากมายแล้ว ถ้าจะให้ยกน้องสาวของเจ้าให้กับเขาก็คงต้องถามน้องเจ้าเสียก่อน เพราะข้าไม่อยากบังคับจิตใจของน้องสาวเจ้า”ทั้งสองคนปรึกษาหารือกันจนดึก