ตอนที่77 ความบังเอิญหรือตั้งใจ
ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนจึงตัดสินใจว่าคืนนี้เธอจะไปถามพ่อว่าภูเขาต้าอันตั้งอยู่ที่ไหนและอยู่ห่างจากหมู่บ้านของพวกเธอหรือเปล่า ?
จากนั้นฟู่เยี่ยนก็ได้ออกมาจากดินแดนต่างมิติ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าฟู่ต้าอันมาที่บ้านของพวกเธอโดยเขายังให้กระเป๋านักเรียนกับเธออีกด้วยซึ่งฟู่เยี่ยนก็ได้มองไปยังกระเป๋านักเรียนสีขาวใบนั้นอยู่ครู่หนึ่งซึ่งอันที่จริงแล้วเธออยากได้กระเป๋านักเรียนสีเหลืองเหมือนกับฟู่เซินมากกว่า !
ทว่าฟู่เหมี่ยวกลับอยากแลกกระเป๋ากับฟู่เยี่ยนเพราะเธออยากจะใช้กระเป๋านักเรียนใบใหม่ดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงต้องใช้กระเป๋านักเรียนสีเขียวซึ่งเป็นกระเป๋าใบเก่าของพี่สาวนั่นเอง
แต่เธอกลับไม่รู้เลยว่ากระเป๋านักเรียนใบนี้จะสร้างปัญหามากมายให้กับเธอในอนาคต
หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จฟู่เยี่ยนที่เห็นว่าทุกคนได้กลับเข้าไปในห้องของตัวเองกันหมดแล้วเธอจึงได้ไปที่ห้องนอนของหวังซู่เหมยเพื่อพูดคุยถึงเรื่องที่เธอตั้งในเอาไว้ในก่อนหน้านี้
“พ่อคะพอดีหนูมีบางอย่างให้พ่อช่วยดูหน่อยค่ะ พ่อลองดูสิ่งนี้สิคะมันมีบางอย่างถูกเขียนเอาไว้ด้วยล่ะ”ฟู่เยี่ยนพูดพร้อมกับหยิบแผนที่ออกมาให้ฟู่ต้าหย่งดู
“พ่อรู้หรือเปล่าคะว่าภูเขาต้าอันอยู่ที่ไหน? ” ฟู่เยี่ยนซ่อนสิ่งนี้เอาไว้เป็นอย่างดีเพราเธอยังไม่รู้ว่ามันเป็นแผนที่ขุมทรัพย์จริง ๆ หรือเปล่านั่นเอง
ทันใดนั้นเองฟู่ต้าหย่งก็ได้มองไปยังภูเขาที่ไม่ได้มีเครื่องหมายใด ๆ เลยบนแผนที่ฉบับนั้นซึ่งมันดูเหมือนว่าจะเป็นภูเขาในหมู่บ้านของเขามาก ๆ
“หากดูจากยอดของภูเขาสองลูกแล้วดูเหมือนว่ามันจะเป็นภูเขาในหมู่บ้านของเรานะ ภูเขาต้าอัน ภูเขาต้าอัน...”ฟู่ต้าหย่งรู้สึกได้ว่าภูเขาในแผนที่นั้นดูคุ้นตามาก !
“คุณคะภูเขาต้าอันเป็นภูเขาที่ไม่ค่อยมีคนในหมู่บ้านของเราไปที่นั่นเลยไม่ใช่เหรอลือกันว่าที่นั่นมีวิญญาณร้ายคอยหลอกหลอนผู้คน และยังมีหมาป่าชุกชุมอีกด้วยจึงทำให้ไม่มีใครกล้าไปที่นั่นเลยจนถึงทุกวันนี้” ทันใดนั้นเองหวังซู่เหมยที่กำลังเย็บเสื้อผ้าให้กับลูกชายตัวน้อยของเธอใกล้ ๆกับตะเกียงและได้ยินสิ่งที่ฟู่ต้าหย่งพึมพำถึงเรื่องนี้เข้าจึงได้พูดแทรกขึ้นมา
“จริงด้วยมันคือภูเขาลูกนั้นไม่ผิดแน่ในช่วงหลายปีหลังจากสงครามก็ไม่มีใครกล้าไปที่นั่นอีกเลยเพราะลือกันว่าที่นั่นมีวิญญาณร้ายสิงอยู่ไม่ต้องพูดถึงความอุดมสมบูรณ์ของภูเขาลูกนั้นเลย ที่นั่นมีอุดมไปด้วยสมุนไพรต่าง ๆมากมายเลยล่ะ” ฟู่ต้าหย่งนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ในทันที
“ไม่มีใครกล้าไปที่นั่นมานานหลายปีแล้วและไม่เคยมีใครพูดถึงมันเลย จนพ่อลืมเรื่องนี้ไปด้วยเช่นกัน”
ฟู่เยี่ยนคิดว่าอาจจะมีสมบัติถูกซ่อนอยู่ในสถานที่แห่งนั้นจริงๆ ก็ได้แต่การที่จะไปสำรวจที่นั่นยังคงต้องเก็บเอาไว้เป็นความลับและต้องศึกษาให้รอบคอบเสียก่อนเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่จะมีวิญญาณร้ายออกมาหลอกหลอนผู้คนแบบนี้แต่ถึงแม้จะเป็นแบบนั้นก็ตาม มันอาจจะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาก็ได้
หากเป็นอย่างที่เธอคิดเอาไว้นั่นหมายความว่าที่นั่นจะต้องมีบางอย่างถูกซ่อนเอาไว้อย่างแน่นอนในเมื่อต้องการที่จะปกปิดเรื่องนี้คนที่ซ่อนสิ่งนั้นเอาไว้จึงต้องปล่อยข่าวลือว่าที่นั่นมีวิญญาณร้ายสิงสถิตอยู่ออกไป
“พ่อคะเอาแผนที่มาให้หนูเถอะค่ะ หนูจะเก็บมันเอาไว้เองหนูเชื่อว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ยังไม่มีใครหาสิ่งนั้นเจออย่างแน่นอนค่ะเพราะหนูไปเจอเจ้าสิ่งที่ที่ร้านรับซื้อของเก่าบางทีอาจมีคนตั้งใจวางมันเอาไว้ที่นั่นก็ได้”หลังจากที่ฟู่เยี่ยนคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อยสิ่งนี้มันไม่ได้ต่างไปจากมันฝรั่งร้อน ๆ เลย
“พ่อกลัวว่าลูกจะตกอยู่ในอันตรายมากกว่าเอามันไปทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่งเพื่อให้คนอื่นมารับมันไปเสียเถอะหลังจากนี้ห้ามลูกไปที่ร้านรับซื้อของเก่าอีกอย่างเด็ดขาด ! เข้าใจที่พ่อพูดหรือเปล่า? ”
ฟู่ต้าหย่งเองก็คิดว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติไปเช่นกันเพราะเนื่องจากสิ่งนี้เป็นความลับมาก แต่ทำไมฟู่เยี่ยนถึงได้หามันเจอกันล่ะ ? ยิ่งไปกว่านั้นสถานที่ที่มีสมบัติซ่อนอยู่ยังเป็นภูเขาในหมู่บ้านอันผิงของพวกเขาอีกด้วย
“พ่อคะอย่ากังวลไปเลยค่ะ หากหนูไม่พูดเรื่องนี้ก็จะไม่มีใครรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอนพ่อเองก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้นด้วยนะคะหากต้องขึ้นไปตัดต้นไม้หรือไปทำอะไรก็ตามบนภูเขาก็ให้เรียกอาเอ้อร์ขุยไปเป็นเพื่อนด้วย”ฟู่เยี่ยนเป็นกังวลว่าในช่วงนี้ครอบครัวของเธออาจจะดูสะดุดตาเกินไปและอาจตกเป็นเป้าหมายของคนบางกลุ่มได้นั่นเอง
“ไม่ต้องห่วงพรุ่งนี้ลูกยังต้องไปโรงเรียนไม่ใช่เหรอ รีบไปนอนได้แล้วพรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็พูดคุยกับเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับไปที่ห้องนอนของตัวเอง
ทว่าฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยนั้นกลับรู้สึกเป็นกังวลจนนอนไม่หลับ
“คุณคะคุณคงไม่คิดว่ามันเป็นกลอุบายที่พ่อของคุณคิดขึ้นมาหรอกใช่ไหม ? ” ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของหวังซู่เหมยทันที
“ไม่หรอกผมคิดว่าเสี่ยวฮั่วไปเจอมันเข้าโดยบังเอิญเท่านั้น แต่ที่ผมกลัวก็คืออาจจะมีคนเห็นเธอหยิบของสิ่งนี้มา และกำลังจับตามองเสี่ยวฮั่วอยู่ก็ได้”ฟู่ต้าหย่งพูดออกมาด้วยท่าทีที่ดูกังวลเล็กน้อย
“แล้วเราควรจะทำอย่างไรกันดีล่ะตอนนี้บ้านของเราเองก็มีของมีค่าอยู่ไม่น้อยเลยนะเราเก็บของทั้งหมดเอาไว้ที่เสี่ยวฮั่วก่อนดีไหมเพราะตอนนี้ดินแดนต่างมิติของเธอเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว”หวังซู่เหมยรู้สึกเป็นกังวลมาก เธอจึงมีความคิดที่ว่าจะเก็บทองคำแท่งและสมบัติชิ้นอื่นไปฝากฟู่เยี่ยนเอาไว้ก่อน
“เอาล่ะเอาไว้พรุ่งนี้เช้าเราค่อยมาคุยเรื่องนี้กันอีกทีดีกว่าตอนนี้เราเข้านอนกันก่อนเถอะ ! ผมได้ยินมาว่าสุนัขของเอ้อร์ขุยเพิ่งคลอดลูกเอาไว้ผมจะไปขอลูกสุนัขสักสองตัวเพื่อให้มันช่วยเฝ้าบ้านก็แล้วกัน”ฟู่ต้าหย่งตัดสินใจที่จะหาสุนัขเพื่อมาเป็นยามเฝ้าบ้านของเขาในทันที
“ค่ะ !” จากนั้นหวังซู่เหมยที่เหนื่อยมาทั้งวันจึงได้เข้านอน ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด
เช้าวันรุ่งขึ้นฟู่เยี่ยนก็ได้ตื่นนอนตั้งแต่หกโมงเช้า หลังจากทานมื้อเช่าเสร็จเธอก็ได้เดินไปโรงเรียนพร้อมกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยว
“เสี่ยวฮั่วหลังเลิกเรียนเธอรอพวกเราอยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนนะ พวกเราเลิกเรียนช้ากว่าเธอแค่10 นาทีเอง อย่าไปไหนอีกล่ะ ! ” ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวพูดตักเตือนฟู่เยี่ยนอีกครั้งเพราะพวกเขาไม่อยากถูกหวังซู่เหมยและฟู่ต้านีดุเหมือนเมื่อวานอีกแล้ว
“เข้าใจแล้วค่ะพี่รอง หนูจะรอพี่อยู่ที่หน้าประตูโรงเรียนอย่างแน่นอน ไม่ต้องห่วงนะคะ” ฟู่เยี่ยนให้คำมั่นสัญญากับพี่ชายของเธอและขณะที่สามพี่น้องกำลังเดินอยู่นั้น จู่ ๆก็ได้มีเสียงตะโกนเรียกฟู่เซินดังมาจากด้านหลัง
“ฟู่เซินหยุดก่อน ! รอฉันด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งสามก็ได้หันกลับไปมองอย่างพร้อมเพรียงกันก่อนที่ฟู่เยี่ยนจะหันกลับมามองพี่สาวของตัวเองอีกครั้ง ซึ่งคน ๆ นั้นคือซ่งจืออันนั่นเอง !
“เอ๊ะเสี่ยวซ่ง นายไม่ได้อยู่บ้านอาของนายอย่างนั้นเหรอ ? ” ในช่วงปิดเทอมฤดูร้านที่ผ่านมาฟู่เซินได้สนิทกับซ่งจืออันมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนดังนั้นพวกเขาจึงพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองมากขึ้น
“ตอนนี้อาของฉันกำลังตั้งครรภ์ฉันเลยคิดว่าหากอยู่ที่นั่นอาจจะรบกวนเธอได้ ก็เลยขอกลับมาอยู่ที่บ้านตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หากนายจะไปโรงเรียน ช่วยเรียกฉันด้วยก็แล้วกันนะ ! ” ซ่งจืออันรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะหลังจากนี้เขาจะได้ไปโรงเรียนและกลับจากโรงเรียนพร้อมกับฟู่เหมี่ยว
“ทำไมกันล่ะทำไมถึงได้ดูดีใจมากที่ได้กลับมาอยู่บ้าน ? จากที่นี่ไปถึงโรงเรียนเราต้องใช้เวลาเดินถึง 40 นาทีเลยนะ ! ” ฟู่เซินพูดออกมาด้วยความรู้สึกสับสน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฟู่เยี่ยนก็กลอกตาไปมา พี่รองของเธอช่างเป็นคนที่โง่เขลาเสียจริง ! จากนั้นเธอก็ได้หันไปมองฟู่เหมี่ยวอีกครั้งซึ่งฟู่เหมี่ยวเองก็ไม่ได้มีสีหน้าที่เปลี่ยนไปเช่นกันเห็นได้ชัดเลยว่าฟู่เหมี่ยวเองก็ยังไม่เข้าใจสิ่งนี้
“เสี่ยวฮั่วมีอะไรเข้าไปในดวงตาของเธอหรือเปล่า ? ” ซ่งจืออันที่เห็นว่าเปลือกตาของฟู่เยี่ยนกระตุกจึงได้เอ่ยถามขึ้นมาทันที
“ไม่มีอะไรพี่จืออัน พอดีขนตาฉันมันดันหลุดเข้าไปในดวงตาเท่านั้นเอง”ฟู่เยี่ยนรีบตอบกลับเขาไปทันที
เมื่อมีซ่งจืออันเพิ่มเข้ามาระหว่างทางที่เดินไปโรงเรียนก็ไม่เหงาอีกต่อไปโดยเขาและฟู่เซินนั้นพูดคุยกันไม่หยุด จึงทำให้เวลา 40นาทีนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่กล่าวลาทุกคนเสร็จฟู่เยี่ยนก็ได้เดินไปยังห้องเรียนของตัวเอง วันนี้ทุกคนต่างก็มาโรงเรียนกันแต่เช้าและไม่มีใครมาสายเลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้นเมื่อฟู่เยี่ยนเดินมาถึงห้องเรียนเธอก็พบว่าทุกคนได้นั่งรอคุณครูอยู่แล้ว
ฟู่เยี่ยนจึงรีบเข้าไปนั่งที่ของตัวเองทันทีก่อนจะหยิบหนังสือเรียนที่จะต้องเรียนในช่วงเช้าขึ้นมาด้วยท่าทีที่จริงจัง
ซึ่งการเรียนในคาบแรกนั้นเป็นวิชาภาษาอังกฤษสอนโดยครูเถียน เขาเป็นผู้ชายที่ดูสง่างามมาก ๆ ได้ยินมาว่าครูเทียนมาจากเซี่ยงไฮ้ซึ่งเขาเพิ่งเป็นนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่บังเอิญว่าทางโรงเรียนกำลังขาดแคลนครูสอนภาษาอังกฤษพอดีดังนั้นเขาจึงได้เข้ามาสอนที่นี่
ภาษาอังกฤษนั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับฟู่เยี่ยนมากเพราะตอนที่ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในชาติที่แล้วเธอต้องเขียนโค๊ดเป็นภาษาอังกฤษและต้องอ่านเอกสารงานที่เป็นภาษาอังกฤษอยู่เป็นประจำและนอกจากนี้เธอยังเคยไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศอังกฤษมาแล้วจึงทำให้สำเนียงการพูดของเธอฟังดูไม่ต่างไปจากเจ้าของภาษาเลยทีเดียว
หนังสือเรียนในปัจจุบันไม่มีอะไรมากไปกว่าบทสนทนาและการสะกดคำง่ายๆ การออกเสียงของครูเทียนเป็นแบบอเมริกันมากกว่าซึ่งแตกต่างไปจากสำเนียงบริทิชเล็กน้อย แต่มันก็ประมาณเดียวกัน
“อ๊าฟู่เยี่ยน ใกล้จะถึงเวลาที่ต้องอ่านข้อความแล้ว ฉันควรจะทำยังไงดีตอนนี้ฉันยังอ่านได้ไม่ดีเลย มีหวังฉันต้องถูกทุกคนหัวเราะเยาะแน่เลย ! ” หลังเลิกเรียนโจวชิวลู่ก็ได้ฟุบลงไปบนโต๊ะด้วยท่าทีที่ดูเศร้าสร้อย
“ไม่หรอกคนอื่นก็ยังคงอ่านได้ไม่ดี ฉันเชื่อว่าเธอจะต้องอ่านได้อย่างแน่นอนและครูเทียนก็จะไม่หัวเราะเยาะเธอด้วย”ฟู่เยี่ยนรีบพูดปลอบใจเพื่อนสนิทของเธอทันที
“เฮอะพวกบ้านนอก” ทันใดนั้นเองเจิ้งฮุ่ยที่นั่งอยู่โต๊ะข้างหน้าก็ได้พูดพร้อมกับมองไปยังโจวชิวลู่ด้วยสายตาที่ดูถูกเหยียดหยาม
“เจิ้งฮุ่ยเธอกำลังพูดถึงใครกัน ? เธอมันคนนิสัยไม่ดี รวมไปถึงครอบครัวของเธอ ! ” โจวชิวลู่ตะคอกออกไปด้วยความโกรธ
“ข้อความแค่นี้เองยังมีคนอ่านไม่ได้อีกอย่างนั้นเหรอ ? ” เจิ้งฮุ่ยพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่เย่อหยิ่งเธอมั่นใจเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อวานนี้พี่ชายของเธอได้สอนบทนี้กับเธอไปแล้ว
“แล้วถ้าฉันอ่านได้ล่ะเธอจะให้อะไรฉัน ! ”
“ฉันไม่เชื่อหรอกเรามาดูกันดีกว่าว่าครั้งต่อไปใครจะได้รับคำชมจากครูเทียนว่าอ่านเก่งที่สุดในชั้นเรียน! ” เจิ้งฮุ่ยท้าทายโจวชิวลู่ออกไปตามตรง
“ได้เรามาแข่งกัน หากเธอแพ้ เธอต้องเรียกฉันว่าพี่ลู่ แต่ถ้าฉันแพ้ฉันจะเรียกเธอว่าพี่ฮุ่ย แบบนี้ดีหรือเปล่า ! ” โจวชิวลู่ออกไปด้วยความโมโห
“ตกลงฉันรับคำท้า ! ” เจิ้งฮุ่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ได้ตอบกลับด้วยท่าทีที่ดูถูกเหยียดหยาม
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงตามนี้! ” หลังจากที่พูดจบ โจวชิวลู่ก็ได้ดึงฟู่เยี่ยนเดินออกไปข้างนอก