“เฮ้อข้าละสงสารท่านหมอของข้าจริง ๆ” เฉินหยางแสร้งถอนหายใจหนักด้วยความหนักใจ
เหล่าสหายกินดื่มในหมู่บ้านและชาวบ้านผู้ชายต่างพากันหัวเราะคำพูดของเขา ตอนนี้ใกล้ถึง่เก็บเกี่ยวพวกผู้ชายที่ออกจากบ้านไปรับจ้างทำงานในตัวเมืองและงานของหลวงต่างก็ทยอยพากันกลับหมู่บ้านแล้วแทบทั้งสิ้นทำให้บรรยากาศภายในหมู่บ้านเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เหล่าชายชาตรีอย่างพวกเขายามเมื่อมารวมตัวกันจะมีอะไรเสียนอกจากดื่มเหล้าเล่าเื่บางคนก็เล่าถึงเื่ตลก วีรกรรมต่าง ๆ ตอนไปทำงานในเมืองหรือไม่ก็เื่เล่าที่น่าสนใจที่ได้ฟังหรือเห็นมาจากคนอื่นทำให้บรรยากาศในวงเหล้าคึกคักสนุกสนานยิ่ง
ทุกคนในวงเหล้ามีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเ้าหยางแอบชอบท่านหมอเพียงคนเดียวของหมู่บ้านจนเคยแอบปีนรั้วเข้าบ้านมาแล้วโชคดีนักที่สาวใช้ของท่านหมอมีวรยุทธไม่อย่างนั้นผักกาดชั้นดีคงต้องถูกหมูย่ำยีเสียหาย[1]เป็แน่หากเป็เช่นนั้นพวกเขาที่เป็คนในหมู่บ้านจะมีหน้าที่ไหนไปขอความช่วยเหลือยามป่วยไข้กับท่านหมออีกกันเล่า
“เ้าจะสงสารท่านหมอไปทำไมได้ข่าวว่าสามีท่านหมอกลับมาแล้ว ทั้งขาวทั้งหล่อ” ชายคนนั้นหัวเราะ“หากข้าเป็ท่านหมอมีหรือจะมองชาวบ้านตัวดำๆ อย่างพวกเรา”
“นั่นสิเ้าหยางเ้าเองก็เลิกคิดได้แล้ว อย่าว่าข้าพูดมากเลยเ้าเป็ผู้ใดจะคู่ควรกับท่านหมอได้อย่างไรกัน”
เฉินหยางโดนดูถูกก็รู้สึกไม่ยินยอม“ข้าไม่ดีอย่างไร พวกเ้าพูดมาสิ”
เฉินพ้างสหายสนิทของเฉินหยางลุกขึ้นจับบ่าของเขาเพื่อปรามอดีตเฉินพ้างเองก็เป็พวกดื่มกินเที่ยวเล่นเช่นเดียวกับเฉินหยางแต่พอมารดาของเขาสิ้นไปเมื่อปีก่อน เขาก็เปลี่ยนตัวเองเริ่มทำงานทำการจัดการตัวเองเก็บเงินแต่งเมีย
“เ้าหยางไม่ใช่ว่าเ้าไม่ดี เ้าเป็ถึงลูกชายเพียงคนเดียวของมือปราบเชียวหากเ้า้าสาวงามคนไหนก็ย่อมได้” คำพูดของเฉินพ้างทำให้เฉินหยางลำพองขึ้นมาก่อนที่จะหงุดหงิดกับคำพูดต่อมาของเฉินพ้าง “แต่ว่าท่านหมอสูงส่งเพียงนั้นไม่ต้องพูดถึงอื่นใดทั้งหน้าตาทั้งความสามารถอย่างท่านหมอ ต่อให้แต่งกับนายอำเภอเ้าเมืองก็ยังได้ เ้าเลิกหวังเถอะ”
“ใช่ๆ เ้าหยางตอนนี้ท่านหมอเองก็มีสามีแล้ว แผ่นดินกว้างใหญ่ไม่ไร้เท่าใบพุทรา[2] มีสาวงามมากมายให้เ้าค้นหาเหตุใดเ้าต้องยึดติดกับท่านหมอเพียงคนเดียวด้วยเล่า”
“ใช่ๆ” ทุกคนต่างพากันส่งเสียงสนับสนุน
“เ้าหยางเ้าอย่าได้ไปยุ่งกับท่านหมออีกเลยหากเ้าทำให้ท่านหมอโกรธเคืองจนหนีออกจากหมู่บ้าน แล้วพวกเราจะทำอย่างไรเล่า”เฉินพ้างตบไหล่เพื่อเป็เชิงเตือน
เขาไม่ได้สนใจอะไรมากนักแต่หากว่าเ้าหยางทำให้ท่านหมอไปจากหมู่บ้านขึ้นมา เ้าหยางจะอยู่ในหมู่บ้านต่อไปอย่างไง จะเข้าหน้าใครติดอีกเล่าต่อให้พ่อมันมาช่วยพูดก็คงไม่อาจลบล้างความผิดนี้ได้แน่
“เหอะ”เฉินหยางสะบัดมือที่บีบไหล่ออกอย่างแรง ลุกขึ้นกระทืบเท้าเหยียบลงบนแคร่ที่ทุกคนนั่ง“พวกเ้ามันไม่รู้อะไรเลยต่างหาก ตอนที่ข้ากลับมาจากอำเภอเกาหยาง ข้าได้พบท่านหมอแล้วรู้ไหมว่าข้าได้ยินอะไรมา”
พวกเขาต่างเป็ชายชาตรีไม่ชอบรวมตัวกันนินทาชาวบ้านเหมือนพวกผู้หญิงปากมากแต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่อยากรู้อยากเห็นเสียเมื่อไรหากมีเื่สนุกมีหรือที่พวกเขาจะปล่อยผ่าน
มีชายคนหนึ่งเห็นเฉินหยางทำท่าทางวางภูมิแต่ไม่ยอมพูดออกมาสักทีก็รู้สึกรำคาญใจ“เ้าเป็ชายชาตรีมีอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ”
“เฮ้อข้ากลัวว่าพวกเ้าได้ยินแล้วจะในะสิ”เฉินหยางโบกไม้โบกมือเรียกให้ทุกคนกระชับวงล้อมเข้ามามากยิ่งขึ้นก่อนจะเริ่มเล่าเื่ที่เขาได้ยินเื่ที่ท่านหมอกับชุนเชียงพูดคุยกันเื่ที่มาที่ไปของจ้าวห่าวหลินสามีของนาง
แน่นอนว่าเมื่อผ่านการเล่าจากเฉินหยางย่อมมีการเพิ่มน้ำมันเติมน้ำส้ม[3]เพื่ออรรถรสในการรับฟัง
ชาวบ้านได้ฟังเื่ราวของจ้าวห่าวหลินก็ต่างพากันขมวดคิ้วไม่เห็นด้วยพวกเขาล้วนเป็ชายชาตรีอกสามศอกในยุคที่ชายเป็ใหญ่เช่นนี้มีหรือจะยอมให้จ้าห่าวหลินทำเสียชื่อ
ชายชาตรีมีหรือจะก้มกราบแทบชายกระโปรงผู้หญิงเหมือนที่จ้าวห่าวหลินทำนี่มันความอัปยศชัด ๆ
“พวกเ้าลองคิดดูพวกเราทุกคนที่นี่ล้วนแต่เป็ชายอกสามศอกพวกเ้าจะยอมก้มหัวให้ผู้หญิงอ่อนแออย่างนั้นหรือ นี่มันไม่ถูกต้องเ้าหมอนั่นกำลังทำให้พวกเราเสียชื่อ” เฉินหยางยุยงทุกคน
หลายคนพยักหน้าพึมพำเห็นด้วยกับคำพูดของเฉินหยางต่อให้เป็ท่านหมอที่ทั้งงดงามทั้งเก่งกาจแต่จะให้พวกเขาไปก้มกราบแทบชายกระโปรงของนางก็คงไม่ไหวเช่นกัน
เฉินหยางได้โอกาสก็ยิ่งเติมเชื้อไฟมากยิ่งขึ้น“พวกเ้าลองคิดดู ท่านหมอเป็คนดีมีคุณธรรมเช้าจรดเย็นต้องออกรักษาคนเจ็บดูแลชาวบ้านมากมาย ส่วนเ้าห่าวหลินอะไรนั่นทำอะไร นอนอยู่บ้านไปวันวันรอกินข้าวที่ท่านหมอหามาได้ด้วยความยากลำบาก” เฉินหยางจิ๊ปากส่ายหน้าแสดงท่าทางเห็นใจอย่างสุดซึ้ง “นี่ไม่น่าสงสารอีกหรือ”
ท่านหมอเป็ที่นับหน้าถือตาอย่างยิ่งไม่ใช่แค่ในหมู่บ้านหนิวเจีย แต่หมู่บ้านโดยรอบสิบลี้แปดหมู่บ้านต่างก็พากันยกย่องขอบคุณท่านหมอแทบทั้งสิ้นหากว่ามีใครรู้ว่ามีผู้ชายมาเกาะท่านหมอกิน ไม่รู้ว่าพวกเขาจะพูดเช่นไร นี่ไม่ใช่ว่าหมู่บ้านหนิวเจียจะกลายเป็ที่หัวเราะเยาะหรอกหรือ
แน่นอนว่าในหมู่บ้านของพวกเขาเองก็มีพวกี้เีไม่ทำงานทำการเสเพลไปวันวันเหมือนพวกเฉินหยางอยู่บ้าง
แต่การสามีบำเรอย่อมฟังดูร้ายแรงยิ่งกว่าพวกเสเพลนักมันฟังดูแล้วแทบไม่ต่างกับพวกนางโลมตามหอโคมเขียวในตัวเมืองเลยไม่ใช่หรือ?
“ข้าเคยได้ยินมาตอนไปทำงานในตัวอำเภอ”ชายคนนั้นทำท่าทางลึกลับ “ได้ข่าวว่ามีคุณหนูตระกูลใหญ่บางคนนิยมสะสมเลี้ยงชายบำเรอหนุ่มหน้าตาดีไว้ที่จวนพวกเ้าว่าสามีบำเรอนี่มันแบบเดียวกันหรือไม่?”
“ถ้าเช่นนั้นไม่ใช่ว่าเ้าห่าวหลินนั่นขายเรือนร่างหากินกับท่านหมอของพวกเราหรอกหรือ”
“ไร้ยางอายนี่มันบัดซบเกินไปแล้ว ชายชาตรีอกสามศอกจะขายเรือนร่างเช่นสตรีในหอโคมเขียวได้อย่างไรนี่มัน... ผิดไปหมด”
เฉินหยางเลียริมฝีปากทำหน้าพึงพอใจที่เห็นทุกคนกำลังอารมณ์เสียทั้งไม่เห็นด้วยทั้งด่าทอจ้าวห่าวหลิน
เฉินหยางปีนขึ้นไปยืนบนแคร่เรียกความสนใจของทุกคน“ใช่แล้วหากท่านหมออยากได้คนปรนนิบัติสักคน เหตุใดไม่เป็ข้าเฉินหยางเล่าเ้าห่าวหลินอะไรนั่นตัวบางร่างน้อยอย่างกับสตรีจะไปทนความเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างของท่านหมอได้อย่างไรกัน”
ทุกคนมองไปทางเฉินอย่างแล้วหมดคำจะพูด...หน้าตาเช่นเ้าเนี่ยนะ ยังจะกล้าพูด
ไม่นานทั่วหมู่บ้านหนิวเจียต่างก็ทราบเื่ที่จ้าวห่าวหลินสามีของท่านหมอแท้จริงแล้วเป็สามีบำเรอท่านหมอที่อาศัยเรือนร่างหน้าตาของตัวเองปรนเปรอเกาะท่านหมอกินไปวันวัน
ยิ่งพูดไปไกลมากเท่าไรก็ยิ่งห่างไกลความเป็จริงมากขึ้นเท่านั้นจนสุดท้ายกลายเป็เ้าหนุ่มหน้าขาวนั้นยั่วยวนใช้ความใจดีของท่านหมอใช้เรือนร่างทำให้ท่านหมอต้องรับเป็สามีอย่างหน้าไม่อาย
ชาวบ้านส่วนใหญ่คิดว่าจ้าวห่าวหลินเป็คนชั่วร้ายไม่ได้เื่และบอกว่าสงสารท่านหมอที่โดนชายชั่วร้ายเช่นนี้หลอก
ถึงอย่างนั้นชาวบ้านก็ไม่กล้าพูดเื่นี้กับหลี่เจี่ยหลิงเพราะพวกเขากลัวว่าหากพูดออกไปแล้วอาจทำให้ผิดใจหรือสร้างความรำคาญใจให้กับท่านหมอแล้วทำให้นางหนีออกไปจากหมู่บ้านหนิวเจียไป
เื่ของจ้าวห่าวหลินจึงกลายเป็เื่นินทาสนุกปากยามผู้คนพบเจอกัน
จ้าวห่าวหลินไม่ได้รู้เื่ราวเล่านี้แม้แต่น้อย
ผ่านมาห้าวันแล้วหลังจากที่มาถึงหมู่บ้านหนิวเจียร่างกายของจ้าวห่าวหลินดีขึ้นมากจนสามารถเดินเหินได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำได้แล้ว
บ้านของหลี่เจี่ยหลิงอยู่ตีนเขาท้ายหมู่บ้านห่างจากตัวหมู่บ้านสิบกว่าลี้บ้านเดียวที่อยู่ใกล้บ้านของหลี่เจี่ยหลิงคือบ้านของเฉินเหลียงที่เป็นายพราน
ห่างออกไปอีกห้าลี้ก็จะเป็บ้านตาเฒ่าหลินผู้าุโตระกูลหลิน
หมู่บ้านหนิวเจียมีเส้นทางเข้าออกสองเส้นเส้นทางหนึ่งอยู่ด้านหน้าหมู่บ้านเป็เส้นทางสายหลักที่ใช้เข้าออกหมู่บ้านแห่งนี้ส่วนอีกเส้นทางเป็เส้นทางเล็กที่ใช้ขึ้นเขากู่จี้ อยู่ห่างจากบ้านของหลี่เจี่ยหลิงออกไปสิบลี้ทำให้น้อยคนนักที่จะเดินทางผ่านบ้านของหลี่เจี่ยหลิงกับเฉินเหลียง
ทุกวันยังคงเหมือนเดิมจ้าวห่าวหลินตื่นขึ้นมากินมื้อเช้าเดินรอบบ้านเพื่อออกกำลังกายหลี่เจี่ยหลิงออกไปรักษาคนไข้นอกหมู่บ้าน ยามอู่หลินซื่อจะนำมื้อกลางวันมาส่งให้พร้อมกับต้มยาให้ดื่มยามซวีสองสาวก็กลับบ้านมากินมื้อเย็นพร้อมกับเขา
หลังจากเื่คืนนั้นระหว่างเขากับหลี่เจี่ยหลิงก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกแม้ว่าสถานะตอนนี้ของจ้าวห่าวหลินจะเป็สามีบำเรอของหลี่เจี่ยหลิงแต่พวกเขาสองคนรู้ดีว่าเป็แค่ความสัมพันธ์แบบต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ไม่ก้าวก่ายต่อกัน
จ้าวห่าวหลินพักอยู่ในหมู่บ้านหนิวเจียอย่างสงบทุกวันตื่นเช้าลุกขึ้นเดินออกกำลังในลานบ้าน กินมื้อเช้ากับสองสาวเสร็จสองสาวก็ออกไปรักษาคนไข้นอกหมู่บ้านยามอู่หลินซื่อก็จะมาทำอาหารต้มยาให้เขาเป็มื้อกลางวัน ยามซวีสองสาวจะกลับมากินมื้อเย็นด้วยกันกับเขาและเข้านอน
วันเวลาผ่านไปอย่างสงบเขาใช้เวลาไปกับการเดินพักฟื้นร่างกายภายในบ้านสกุลหลี่และพูดคุยกับพี่ใหญ่เฉินเื่ล่าสัตว์และทำอาหารด้วยกันเป็บางครั้ง
สิ่งเดียวที่เขากังวลในตอนนี้ก็คืออี้โยว
ในวันนั้นค่อนข้างมืดทุกอย่างค่อนข้างวุ่นวายสับสนแต่เขาก็ไม่คิดว่าจากจุดที่เกิดการปะทะต่อสู้กับจุดที่หลี่เจี่ยหลิงช่วยเขาไว้จะห่างกันมากขนาดนั้นและแม้ว่าเขาจะไม่ได้วางสัญลักษณ์ในหมู่บ้าน
แต่การที่อี้โยวยังไม่มาปรากฏตัวที่หมู่บ้านแห่งนี้คาดว่าน่าจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้นมากกว่าบางทีอาจจะกำลังสืบสวนเื่ราวหรืออาจกำลังทำรอยเส้นทางให้พวกนั้นตามหาที่นี่ไม่เจอ
ตอนนี้ตัวเขาเองก็สามารถเดินได้โดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำแล้วได้เวลาออกไปวางสัญลักษณ์รอบหมู่บ้านเสียที
จ้าวห่าวหลินออกจากบ้านใช้แม่กุญแจคล้องปิดประตูรั้วก่อนจะเดินออกจากบ้านไปตามเส้นทางเข้าหมู่บ้าน
บ้านของหลี่เจี่ยหลิงอยู่บนเขาห่างจากตัวหมู่บ้านสิบกว่าลี้เส้นทางูเาค่อนข้างเข้าออกลำบากตอนนี้เป็่กลางเดือนแปดเป็่เริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงต้นไม้ในป่าเขายังคงเขียวขจี มีสายลมเย็นพัดผ่านเอื่อยเฉื่อย ได้กลิ่นอายธรรมชาติมองเห็นดอกไม้ดอกเล็กที่ไม่รู้ชื่อขึ้นแซมหญ้าข้างทาง มองแล้วก็สวยไปอีกแบบ
หากเป็เมื่อก่อนเขาย่อมไม่เคยคิดจะสนใจต้นไม้ใบหญ้าข้างทางเช่นนี้แต่การอยู่ในสังคมโลกอนาคตที่มองเห็นเพียงแค่ตึกสูง แสงไฟยามค่ำคืน ถนนและรถยนต์เต็มไปด้วยมลพิษ การได้เดินเล่นชื่นชมธรรมชาติเช่นนี้ทำให้จิตใจของเขาปลอดโปร่งผ่อนคลายดีไม่น้อย
เมื่อเดินใกล้ถึงเขตตัวหมู่บ้านก็จะเริ่มได้ยินเสียงแม่น้ำลำธารสายเล็กไหลผ่านเสียงเด็กน้อยวิ่งเล่นซุกซนบนหลังของพวกเขามีตะกร้าใบเล็กเต็มไปด้วยหญ้าและผักป่าสำหรับเอาไว้เลี้ยงสัตว์
เด็กชนบทเช่นนี้อายุเพียงหกเจ็ดขวบก็จะเริ่มช่วยงานในบ้านแล้วพวกผู้ชายก็จะเริ่มไปตัดหญ้าหาผักป่ามาเลี้ยงสัตว์ ผู้หญิงจะเริ่มช่วยงานบ้านน้อยคนนักที่จะออกมาวิ่งเล่นไม่ต้องช่วยงานบ้าน
บ้านเรือนของชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เหมือนกับบ้านของหลี่เจี่ยหลิงสร้างด้วยดินและหินเป็หลัก มุ่งหลังคาด้วยดินผสมฟางขนาดตัวบ้านไม่ใหญ่กั้นรั้วด้วยไม้แบบเดียวกัน
บ้านเรือนในเมืองเยี่ยนเป่ยในความทรงจำของเขาบ้านเรือนแต่ละหลังเรียงรายกันเป็แถวคล้ายกับเกล็ดปลามีลานที่เรียบง่ายและสง่างาม ถนนปูด้วยพื้นหิน และมีศาลาที่สวยงามโผล่มาเป็ครั้งคราว
หน้าต่างชั้นสองของบ้านบางหลังถูกเปิดออกโดยมีไม้ไผ่ค้ำบานหน้าต่างไม่ให้ร่วงหล่นลงมาปิดอีกครั้ง
ร้านค้าข้างทางประดับไปด้วยป้ายและธงต่างๆ โบกพลิ้วไหวตามแรงลม
บ้านเรือนขนาดใหญ่ของคนมีฐานะกำแพงบ้านสูงใหญ่ติดถนนทอดยาวฉาบด้วยสีขาว ประตูใหญ่สีแดงชาดโอ่อ่าสง่างามหลังคากระเบื้องสีแดงสดมองเห็นเด่นชัดแม้จากที่ห่างไกล
เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยสนใจชีวิตความเป็อยู่ของชาวบ้านเหล่านี้นักพอได้มาอยู่ร่วมกันกับพวกเขาก็อดที่ถอดถอนใจไม่ได้
พี่ใหญ่เฉินเคยเล่าว่าหมู่บ้านหนิวเจียมีที่นาน้อยที่นาส่วนใหญ่เป็ที่นาเลวปลูกได้ผลผลิตน้อยหักสามส่วนส่งทางการแล้วก็แทบไม่พอกินภายในครอบครัวสุดท้ายพวกเขาก็ยังหารายได้ทางอื่นเพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อแป้งหมี่[4]ในตัวอำเภอเพิ่ม
และเพราะที่นาในหมู่บ้านมีน้อยจึงแบ่งสรรปันส่วนให้แต่ละครอบครัวได้แค่ครอบครัวละสามสี่หมู่[5]ถือว่าไม่ได้มากมายนัก เพื่อประหยัดภาษีที่ต้องส่งทางการชาวบ้านจึงปลูกข้าวสองหมู่ปลูกผักหนึ่งหมู่และเสริมด้วยเก็บผักป่าของป่าประทังชีวิต
แม้ว่าการล่าสัตว์จะเป็สิ่งที่ดีรายได้สูงและยังได้เนื้อสัตว์กลับมากินเป็อาหาร เป็ที่อิจฉาตาร้อนของเหล่าชาวบ้าน
แต่ว่าแท้จริงแล้วนายพรานทั่วเมืองฉางนั่นมีน้อยมากเมืองฉางเต็มไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่หลายลูกมีทั้งเนินเตี้ยแบบเดียวกับเขากู่จี้ที่อยู่ติดกับหมู่บ้านหนิวเจีย และภูเขาลึกทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุดอีกหลายลูกเขตูเาเ่าั้เต็มไปด้วยป่าไม้เก่าแก่ที่ไม่รู้จักเต็มไปด้วยอันตรายยิ่งเข้าไปในป่าต้นไม้ยิ่งงอกงาม ต้นไม้เก่าแก่สูงตระหง่านบดบังเมฆกำบังแดดแม้แต่นายพรานที่มากประสบการณ์เองก็ยังหลงทางอยู่บ่อยครั้งไม่ต้องพูดถึงคนธรรมดาเข้าไปในหุบเขาลึกจะไม่สามารถแยกทิศทางได้และไม่สามารถออกมาได้
ยิ่งไปกว่านั้นในป่าไม่ได้มีเพียงสัตว์ป่าดุร้ายยังมีงูพิษ มดแมลง อากาศที่เป็พิษ หนองน้ำลึกไม่ว่าแบบไหนก็ล้วนแต่ทำให้คนกลัวจนใจเต้น
ใน่แรกก็ยังคงมีชาวบ้านมากมายไปแสวงหาโชคลาภในป่าเขาแต่สุดท้ายคนที่รอดกลับมาน้อยลงทุกทีหลังจากนั้นชาวบ้านที่เข้าไปในเขตูเาลึกก็เริ่มมีไม่มากนักอาศัยการเก็บของป่าผักป่าตามแนวชายเขาลูกสองลูกด้านนอกเป็หลัก
ชาวบ้านหนิวเจียเองก็เป็เช่นนั้นอาศัยเก็บของป่าตามแนวขอบด้านนอกเอาไปขายแลกเงินแต่ไม่กล้าเข้าไปลึกในเขากู่จี้มีเพียงนายพรานอย่างเฉินหยางที่เข้าไปลึกหน่อยเพื่อล่าสัตว์
และเพราะว่ามีคนเก็บของป่ามากของป่าที่หาได้ย่อมมีไม่มากนักแม้ว่าเทือกเขาเมืองฉางจะอุดมสมบูรณ์เพียงใดรายได้ชาวบ้านในเมืองนี้ก็ไม่สูงมากนักอยู่ดี
จ้าวห่าวหลินเดินวนรอบหมู่บ้านเพื่อแกะสลักสัญลักษณ์ตามที่ต่างๆ ในหมู่บ้าน รวมถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน และในป่าข้างทางก่อนจะถึงหมู่บ้านด้วย
การที่จ้าวห่าวหลินที่ไม่เคยออกจากเรือนเดินวนไปมารอบหมู่บ้านทำให้กลายเป็ที่สงสัยของชาวบ้านทั้งหลายต่างพากันคาดเดาว่าชายหนุ่มกำลังคิดจะทำอะไรกับหมู่บ้านหรือไม่
การที่จ้าวห่าวหลินที่ถูกพูดถึงอย่างสนุกปากปรากฏตัวในหมู่บ้านก็ยิ่งกระตุ้นปากของชาวบ้านยิ่งขึ้นมีบางคนถึงขนาดวิ่งไปดูหน้าตาของ ‘ท่านสามีบำเรอ’ กันอย่างโจ่งแจ้ง แน่นอนว่าพวกเขาไม่กล้านินทาระยะเผาขนเช่นกัน
ขืนเ้าตัวได้ยินพวกเขาก็ไม่รู้ว่าชายผู้นี้จะเอากลับไปเล่าให้ท่านหมอฟังอย่างไรบ้างผู้ชายที่ขายเรือนร่างเกาะผู้หญิงกินเช่นนี้ย่อมไม่ใช่คนดีอะไร
จ้าวห่าวหลินได้แต่สงสัยสายตาที่มองมาของพวกชาวบ้านแววตาเ่าั้แสดงออกถึงความขยะแขยงและรังเกียจอย่างชัดเจนจนเขาต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เอาเถอะ...อย่างไรเสียหมู่บ้านแห่งนี้ก็เพียงแค่สถานที่แวะพักรออี้โยวมารับก็เท่านั้น รอถึงตอนนั้นก็ค่อยพาหลี่เจี่ยหลิงติดตามกลับเมืองเยี่ยนเป่ยไปด้วยกันตอนนี้คงต้องรออยู่ที่นี่อย่างสงบไปก่อน
บรรยากาศในหมู่บ้านค่อนข้างแปลกประหลาดจ้าวห่าวหลินจึงไม่้าอยู่นานเกินไปจนเกิดเื่ รีบวางสัญลักษณ์ตามจุดต่าง ๆแล้วรีบกลับบ้านไปอยู่อย่างสงบย่อมดีกว่า
เส้นทางเดินกลับบ้านค่อนข้างชันและเปลี่ยวห่างผู้คนเหมาะแก่การโดนดักกระทืบนัก
คิดไม่ทันจบก็พบศัตรูเฉินหยางได้ข่าวว่าจ้าวห่าวหลินออกมาเดินเล่นในหมู่บ้านก็รีบพาสหายดื่มกินตรงมาดักรอเส้นทางกลับขึ้นเขาทันที
จ้าวห่าวหลินมองกลุ่มชายหนุ่มสี่ห้าคนที่ทำท่าทางกวนประสาทดูก็รู้ว่าเป็พวกเด็กหนุ่มเสเพลว่างงานในหมู่บ้าน โดยเฉพาะเฉินหยางชายคนนี้เขาจำได้ดีว่าเคยพาคนไปเอะวะโวยวายอยู่หน้าบ้านเขาเมื่อคราวก่อน
“ไงท่านสามีบำเรอ?” เฉินหยางยักคิ้วหลิ่วตาเย้ยหยันจ้าวห่าวหลินเหล่าสหายดื่มกินที่พาด้วยช่วยกันหัวเราะ
“นั่นสิพ่อหนุ่มหน้าขาวจะรีบไปไหน จะรีบกลับไปขัดตัวนวดหน้าอบผิวหรือไง ไม่ต้องห่วงไม่ต้องห่วง ให้พวกข้าช่วยขัดให้ดีหรือไม่ พวกข้าขัดเก่ง”
เหล่าพรรคพวกเฉินหยางพากันล้อมวงรอบตัวจ้าวห่าวหลินพากันพูดกันประโยคสองประโยคล้วนแต่เป็คำพูดเยาะเย้ยถากถางชายหนุ่มที่ขายตัวใช้เรือนร่างยั่วยวนหากินกับหลี่เจี่ยหลิง
จ้าวห่าวหลินสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้มีเื่ด้วย
ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมีเื่กับคนในหมู่บ้านหนิวเจียได้ประการแรกคือไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องปักหลักอยู่ที่นี่จนกว่าอี้โยวจะมาถึงประการที่สองเขาไม่อยากก่อเื่วุ่นวายทำให้หมู่บ้านแห่งนี้กลายเป็ที่สนใจเมื่อถึงตอนนั้นอาจจะเรียกความสนใจพวกที่กำลังตามล่าเขามาที่นี่ได้
เฉินหยางเห็นจ้าวห่าวหลินเงียบไม่ตอบโต้ก็ยิ่งรู้สึกได้ใจเริ่มส่งสัญญาณให้พวกพ้องรังแกจ้าวห่าวหลินให้แรงขึ้นต่างช่วยกันผลักชายหนุ่มซ้ายทีขวาทีพร้อมกับพูดจาเยาะเย้ยถากถางอย่างสนุกปากไปด้วย
จ้าวห่าวหลินสะบัดแขนดันตัวพวกเขาออกแม้ว่าเขาจะอดทนเพียงใด แต่วิธีการเด็กน้อยเช่นนี้ก็น่ารำคาญเกินทน
“ทำไมอย่างน้อยข้าก็มีหน้าตาดีพอให้ขายได้ แล้วพวกเ้าเล่า มีสิ่งใดไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ยังเอาแต่เกาะชายกระโปรงแม่เ้าอยู่หรอกหรือ หน้าไม่อาย”
“เ้า!”พวกชายหนุ่มที่รุมรังแกจ้าวห่าวหลินชะงักหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธพวกเขาไม่คิดว่าเ้าหน้าขาวนี่จะตอบโต้กลับมาเช่นนี้ บ้าเอ้ย...กล้าลามปามไปถึงแม่ มารดาเ้าเถอะ
จ้าวห่าวหลินจ้องเฉินหยางจับโจรต้องจับหัวหน้าโจรก่อน “ทำไมเ้าจะวิ่งแจ้นกลับไปฟ้องพ่อมือปราบของเ้าให้มาทุบตีข้าอย่างนั้นหรือไงไอ้ลูกแหง่”
“ไอ้เวรนี่”เฉินหยางง้างกำปั้นซัดเต็มแรงพุ่งเข้าใส่หน้าจ้าวห่าวหลินชายหนุ่มไม่เพียงแต่ไม่เกรงกลัวยังจ้องหมัดที่พุ่งเข้าใส่อย่างไม่สะทกสะท้าน
ปึ่ก...
หมัดหนักกระแทกเข้ากลางฝ่ามือของใครบางคนแทนที่จะเป็หน้าของเ้าหน้าขาวศัตรูคู่อาฆาตเฉินหยางขอบตาแดงก่ำด้วยความโกรธหันไปมองว่าผู้ใดกล้าเข้ามาขวางทาง
“เ้าหยาง”เสียงเข้มเอ่ยเตือนเอ่ยเตือนอย่างสงบ
เฉินหยางเป็พวกกร่างกับคนอ่อนแออ่อนน้อมต่อผู้แข็งแกร่งเมื่อเห็นเฉินเหลียงที่ตัวใหญ่ร่างโตมีหรือที่จะกล้าก่อเื่ต่อเขารีบดึงมือตัวเองกลับ โบกมือส่งสัญญาณให้พวกพ้องรีบถอยกลับไป
เฉินหยางทำสายตาส่งบอกจ้าวห่าวหลินเป็เชิง‘ฝากไว้ก่อนเถอะ’ ก่อนจะวิ่งแจ้นถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว
เฉินเหลียงมองจ้าวห่าวหลินตอนที่เขาโผล่มาก็เห็นว่าเฉินหยางกำลังจะต่อยชายหนุ่มตรงหน้าแล้วตอนนั้นเขาคิดไม่ถึงว่าเ้าหนุ่มที่ตัวเล็กบอบบางอย่างนี้จะกล้ายืนนิ่งประจันหน้าหมัดของเฉินหยางโดยไม่หลบเลี่ยงได้
จ้าวห่าวหลินยิ้มขอบใจเฉินเหลียง“ขอบคุณพี่ใหญ่เฉิน หากไม่ได้ท่านช่วย ข้าคงได้นอนบนพื้น”
เฉินเหลียงมองไล่ตามหลังเฉินหยาง“เ้าพวกเด็กนั่นโดนตามใจั้แ่เด็กจนเสียนิสัย เ้าอย่าได้ถือสาไปเลย”
จ้าวห่าวหลินยิ้ม“ผู้ใดทำสิ่งใดไว้ย่อมได้รับผลที่ตามมา”จ้าวห่าวหลินเห็นสีหน้าของเฉินเหลียงย่ำแย่ลงก็รีบกล่าวเสริม “พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลข้าเป็ผู้ใหญ่ไม่ถือสาเด็ก หากหมอนั่นยินดีต่างคนต่างอยู่ข้าก็จะไม่วุ่นวายกับเขา”
“เช่นนั้นก็ดีอย่างไรเสียก็เป็คนหมู่บ้านเดียวกัน ก้มหน้าไม่เจอเงยหน้าก็เจอกันอยู่ดีเ้ากลับบ้านไปเถอะ ข้ายังต้องเข้าไปทำธุระในหมู่บ้านให้พี่สะใภ้เ้าเสียหน่อย”
“ขอรับพี่ใหญ่”จ้าวห่าวหลินไม่ได้คิดมากเขารู้ดีว่าตอนนี้เขาไม่ได้แข็งแรงเหมือนตอนอยู่อีกโลกแล้วหากเกิดการปะทะกันขึ้นมา ด้วยสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ อย่างไรก็ต้องเสียเปรียบนับว่าพี่ใหญ่เฉินมาช่วยได้จังหวะพอดี
เฉินเหลียงมองตามหลังจ้าวห่าวหลินถอนหายใจหนัก
เขาชอบเ้าเด็กคนนี่อย่างมากและเขาไม่เชื่อข่าวลือไร้สาระในหมู่บ้านเขาคิดว่าเป็เพราะคนในหมู่บ้านไม่รู้จักเ้าหนุ่มนี่ดีมากกว่า
เ้าหนุ่มนี้ทั้งจัดการชำแหละไก่คล่องแคล่วชำนาญทำอาหารก็เก่ง ไม่แน่ว่าเมื่อก่อนอาจจะเป็พ่อครัวใหญ่ในเหลาสุราในตัวเมืองก็เป็ได้คนแบบนี้จะใช้ร่างกายยั่วยวนท่านหมอได้อย่างไร
แล้วท่านหมอเก่งกาจปานนั้นมีหรือที่จะให้ผู้ชายหลอกได้ง่ายเฮ้อ... นับวันพวกชาวบ้านก็ยิ่งไร้สาระขึ้นเรื่อย ๆข้าคงต้องไปเตือนท่านลุงหัวหน้าหมู่บ้านเสียหน่อยแล้ว
-----------------------------------------
[1]ผักกาดขาวชั้นดีถูกหมูย่ำยีเสียหาย เป็สำนวนเปรียบเปรย ดอกฟ้ากับหมาวัด
[2]แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา เป็สำนวนหมายถึงอย่าไปหลงรักจนจะเป็จะตายอยู่ฝ่ายเดียว มีคนอีกมากที่มีค่าให้เรารักหรือรักเรา
[3] เพิ่มน้ำมันเติมน้ำส้มหมายถึง การเติมเนื้อหาเกินจริงเข้าไปเพื่อความน่าสนใจคล้ายสำนวนไทย “ตีไข่ใส่สี”
[4] แป้งหมี่ คือแป้งสาลี
[5] หมู่ หน่วยวัดขนาดพื้นที่เท่ากับ 666.67 ตร.ม.