ที่เกินความคาดหมายของหวังย่าหนานก็คือ ติงหรงหรือคุณหมอติงไม่มีอาการใเลยสักนิด ทั้งยังส่งสายตาท้าทายมาที่ตนอีกด้วย กระดูกบริเวณข้อนิ้วมือที่ปูดโปนกับผู้หญิงร่างเล็กผอมบางคนนี้ดูไม่น่าจะไปด้วยกันได้ อยู่ๆ หวังย่าหนานก็เกิดความคิดประหลาดขึ้นมาว่ามือคู่นี้น่าจะเป็ของคนอื่น
“หัวหน้าหวัง คุณจ้องฉันอย่างไม่มีมารยาทแบบนี้มาหกนาทีแล้ว เวลาของฉันมีค่ามากนะคะ เดี๋ยวฉันมีผ่าตัด คนไข้รออยู่ คุณรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ”
เห็นความหยิ่งทะนงแต่เดิมของคู่ต่อสู้ หวังย่าหนานจึงขมวดคิ้ว “พวกเราเชิญคุณมาก็ต้องมีเหตุผลแน่นอน กรมตำรวจใช่สถานที่ที่คุณจะมาเที่ยวเล่นได้หรือไง”
ติงหรงเปลี่ยนท่านั่ง แอ่นหลังขึ้นเล็กน้อย แต่แววตากลับมีรอยยิ้ม “ก็ได้ค่ะ งั้นคุณช่วยบอกหน่อยว่าเรียกดิฉันมาช่วยงานอะไรพวกคุณไม่ทราบ”
“หลังจากที่โหวจวิ้นเยี่ยนเสียชีวิต คุณเคยขับรถเก๋งซานตาน่าปีสองพันสีเทาของเขาไหม”
ติงหรงส่ายหน้า พูดด้วยอาการสงบนิ่ง “ทำไมฉันจะต้องไปขับรถของอาจารย์ด้วย ฉันมีรถของตัวเอง”
“ถ้างั้นคุณช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงพบรอยนิ้วมือของคุณบนรถ” นี่คือการวัดดวง หวังย่าหนานรู้ดีว่าตนเองไม่เจอรอยนิ้วมือของติงหรงเลย แต่เธอแค่อยากดูปฏิกิริยาของติงหรงเท่านั้น
“นั่นก็อธิบายได้ ตอนที่อาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ฉันเคยนั่งรถของท่านพร้อมกับอาจารย์แม่ แล้วฉันก็เคยขับรถของอาจารย์ด้วย”
หวังย่าหนานอดชื่นชมในความเยือกเย็นของติงหรงไม่ได้ ตนเองเองเคยเผชิญหน้ากับผู้ต้องสงสัยมานับไม่ถ้วน แต่ยังไม่เคยมีใครที่จะรับมือกับตนได้โดยไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยแบบนี้เลย
“หัวหน้าหวัง คุณคิดว่าฉันฆ่าคนจริงๆ น่ะเหรอคะ หลักฐานล่ะ ไม่มีหลักฐานคุณก็ไม่มีสิทธิ์มากักฉันไว้ มิเช่นนั้นฉันจะฟ้องคุณข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวอย่างผิดกฎหมาย” ติงหรงอารมณ์เริ่มขึ้น
หวังย่าหนานอดร้อนใจไม่ได้ หล่อนเงยหน้าดูนาฬิกาบนกำแพงในห้องสอบปากคำ รายงานผลตรวจดีเอ็นเอฉบับสำคัญนั้นยังมาไม่ถึง หรือว่าจะต้องปล่อยตัวติงหรงกลับไปแบบนี้ เห็นๆ อยู่ว่าทุกเบาะแสต่างก็ชี้มาที่หล่อน ขาดก็แค่ส่วนนี้เท่านั้น!
และในตอนนี้เองโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หวังย่าหนานรีบรับสาย เป็เบอร์ที่โทรมาจากห้องนิติเวช
“เป็ไงบ้าง” หวังย่าหนานพยายามทำน้ำเสียงให้สงบ
“แยกดีเอ็นเอทั้งหมดได้สามชุด ดีเอ็นเอชุดแรกบนพวงมาลัยรถไม่สามารถระบุได้ ส่วนดีเอ็นเออีกชุดตรงกับดีเอ็นเอตัวอย่าง แต่บนเกียร์รถยังมีดีเอ็นเออีกหนึ่งชุดที่มียีนตรงกันกับของหล่อนสี่คู่ และดีเอ็นเอชุดนี้ยังมีคราบเืของผู้ตายหมายเลขสองผสมอยู่ด้วยปริมาณเล็กน้อย หรือก็คือมีความเป็ไปได้ที่ผู้ต้องสงสัยตัวจริงจะเป็อีกคน และมีความสัมพันธ์ทางสายเืโดยตรงกับเ้าของดีเอ็นเอตัวอย่างอีกด้วย”
หวังย่าหนานวางสายโทรศัพท์โดยไม่พูดอะไรสักคำ เธอใช้ความคิดแล้วมองไปที่ติงหรง “ไม่มีธุระอะไรแล้ว คุณกลับไปได้ แต่ก่อนที่จะไป ฉันมีหนึ่งคำถาม”
“ว่ามา!”
“ลูกชายของคุณอยู่ที่ไหน ฉันอยากคุยกับเขาหน่อย”
พอได้ยินเท่านั้น ติงหรงก็หรี่ตาลงทันที น้ำเสียงของหล่อนเต็มไปด้วยความหวาดระแวง “คุณจะคุยกับลูกชายฉันทำไม เขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเื่นี้! คุณจะมาปรักปรำคนดีไม่ได้!”
หวังย่าหนานสบตากับจ้าวหยุน แล้วพูดอย่างใจเย็น “พวกเราไม่ได้บอกว่า้าเจอเขาด้วยเื่นี้ แค่อยากจะถามเขาเื่อะไรบางอย่าง ขอความกรุณาร่วมมือด้วย!”
ติงหรงกลับไปสงบเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว สายตาเธอมีประกายความตื่นตระหนก รีบเลื่อนเก้าอี้แล้วลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว “ขอโทษค่ะ หัวหน้าหวัง พวกคุณไม่มีหลักฐานที่จะกักตัวฉันไว้ ฉันไปก่อนนะคะ ไว้มีโอกาสค่อยเจอกันใหม่”
จ้าวหยุนกำลังจะเปิดปากพูด แต่กลับถูกหวังย่าหนานรั้งไว้ หล่อนส่ายหน้าเบาๆ เป็การบอกให้ปล่อยติงหรงไป ไม่ต้องขัดขวาง รอจนกระทั่งติงหรงเดินออกจากลิฟต์ไปแล้ว หวังย่าหนานจึงรีบออกคำสั่งจ้าวหยุน “รีบสะกดรอยตามติงหรงไป ตอนนี้หล่อนจะต้องพาพวกเราไปหาฆาตกรตัวจริงเป็แน่!”
มองรถคันข้างหน้าที่อยู่ห่างออกไปยี่สิบกว่าเมตร ติงหรงที่เมื่อครู่ยังคงเยือกเย็น ตอนนี้ใบหน้าหล่อนกลับเต็มไปด้วยความกังวล หล่อนลงจากรถแท็กซี่ได้ก็รีบสาวเท้าเข้าไปในคฤหาสน์ที่อยู่ชานเมืองอย่างรีบร้อน หวังย่าหนานอดที่จะอุทานต่อความมหัศจรรย์ของเพศแม่ไม่ได้ ปราการป้องกันอันแ่าที่ผู้หญิงคนนี้สร้างขึ้นมาอย่างดีถูกทำลายลงจนหมดสิ้น ถึงแม้หวังย่าหนานจะไม่ได้เป็แม่คน แต่หล่อนกลับรู้ดีว่าจุดอ่อนของคนเป็แม่ทุกคนก็คือลูกของพวกเขา
ในที่สุดโทรศัพท์ก็ดังขึ้น หวังย่าหนานรับสาย หลังจากฟังสรุปรายงานจบหล่อนพยักหน้า “รับทราบ”
หลังวางสาย หวังย่าหนานกับจ้าวหยุนสองคนเปิดประตูลงจากรถ แล้วรีบเดินเข้าไปใกล้คฤหาสน์
นี่คือคฤหาสน์สีเทา ก่อสร้างสไตล์บาโรค มีอายุพอสมควร ผนังด้านนอกที่เต็มไปด้วยรอยด่างมีต้นบอสตันไอวี่สีเขียวเลื้อยเต็มผนัง คฤหาสน์มีสามชั้น สวนดอกไม้หน้าคฤหาสน์ดูรกร้างอย่างชัดเจน นอกจากดอกไม้ป่าที่ไม่รู้จักชื่อแล้วก็คือวัชพืช เห็นชัดว่าเ้าของคฤหาสน์คงไม่มีอารมณ์มาดูแล หากไม่ใช่เพราะติงหรงเพิ่งจะเดินเข้าไป หวังย่าหนานก็คงสงสัยไม่ได้ว่าในสถานที่นี้จะมีคนอาศัยอยู่จริงหรือเปล่า
กริ่งหน้าประตูส่งเสียงแสบแก้วหู ราวกับล้อหินเจียรไนที่ถูกเจียรมานานนับทศวรรษ ก็เหมือนกับตึกเก่าหลังนี้ เพราะตอนออกมารีบร้อนเกินไป จึงไม่ทันได้ขอหมายค้น หวังย่าหนานจึงทำได้แค่ยืนอยู่ตรงบันไดหน้าประตูคฤหาสน์ในฐานะแขกผู้มาเยือนเท่านั้น
เสียงกริ่งดังอยู่นานก็ยังไม่มีคนมาเปิดประตู หวังย่าหนานร้อนใจเหลือบมองจ้าวหยุน “หรือว่าจะเกิดเื่ขึ้น”
“ไม่ทราบครับ เอาไงดี หรือว่าจะ...” ความหมายของจ้าวหยุนคือหรือว่าจะบุกเข้าไปเลยไหม เขาเลื่อนมือไปทางด้านหลัง
หวังย่าหนานควักปืนออกมา และทำไม้ทำมือเป็นัยให้ทั้งคู่แยกกันไปคนละฝั่ง หาประตูที่จะสามารถเข้าไปด้านในได้
จ้าวหยุนพยักหน้า แล้วรีบเดินไปทางซ้ายมือ
คฤหาสน์ดูแล้วไม่ใหญ่มาก แต่พื้นที่กลับไม่เล็ก หลังจากที่หวังย่าหนานเดินผ่านทางเดินเล็กๆ คดเคี้ยวที่มีข้าวของกองสุมไว้ ในที่สุดก็หาประตูเล็กๆ ที่สามารถเข้าไปในคฤหาสน์เจอ เธอขยับลูกบิดประตู แปปเดียวประตูก็เปิดออก หวังย่าหนานมองซ้ายมองขวาแล้วจึงรีบเดินเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
อยู่ๆ ภาพด้านหน้ามืดสนิททันที นี่คือทางเดินแคบขนาดเล็ก สองข้างทางมีข้าวของที่ใช้ผ้าใบคลุมไว้วางระเกะระกะเต็มไปหมด หวังย่าหนานเบิกตากว้าง พยายามคลำทางไปหาแสงสว่างจุดเล็กๆ ที่อยู่สุดปลายทาง
เมื่อเดินไปถึงแสงสว่างก็พบว่านั่นคือช่องว่างระหว่างประตู เธอออกแรงผลัก แสงสว่างวาบเข้ามาทันที แล้วเธอก็พบว่าตัวเองยืนอยู่กลางห้องโถงชั้นหนึ่งในคฤหาสน์
สิ่งที่ดึงดูดสายตาเธอเป็อันดับแรกเลยก็คือภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่สูงเท่าคนที่แขวนอยู่กลางผนังตรงหน้า เธอรู้จักคนทั้งสองในภาพ นั่นคือโหวจวิ้นเยี่ยนที่ฆ่าตัวตายกับภรรยาของเขาที่ถูกรถชนเสียชีวิต ทว่าหน้าตาของทั้งคู่ในภาพมองไม่เห็นความโศกเศร้าใดๆ ทั้งสองยิ้มอย่างมีความสุขและอิ่มเอมใจ
หวังย่าหนานคิ้วขมวด หรือว่าเ้าของคฤหาสน์ดั้งเดิมจะเป็คู่สามีภรรยาโหวจวิ้นเยี่ยนที่เสียชีวิตไปกันนะ ถ้าเช่นนั้นทำไมติงหรงถึงมีกุญแจของคฤหาสน์นี้ได้ล่ะ
ทั้งห้องโถงสะอาดเอี่ยมไม่มีแม้แต่ฝุ่น แตกต่างกับด้านนอกราวฟ้ากับเหว!
และตอนนี้เองจ้าวหยุนก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลัง เขาออกมาจากประตูบานเล็กนั่นเหมือนกัน
“เป็ไงบ้างครับ ยังหาไม่เจออีกเหรอครับ”
“ยังเลย เราแยกกันหาอีกรอบ ฉันไปข้างบน นายไปดูที่ห้องใต้ดิน ถ้าเจออะไรก็เรียกละกัน”
“ตกลงครับ!”
สิบกว่านาทีต่อมา ขณะที่หวังย่าหนานผลักประตูห้องแรกที่อยู่ชั้นสองเข้าไป ภาพตรงหน้าก็ทำให้เธอใจนอึ้งไป
เืสดๆ กำลังหยดลงมาตามขอบเตียง เืจำนวนมากไหลนองอยู่บนพื้นก่อนหน้านานแล้ว กลิ่นสนิมเหล็กตลบอบอวลชวนคลื่นไส้
บนเตียงก็ไม่ได้ดูดีไปกว่ากันเท่าไหร่ ผ้าปูเตียงสีขาวกลายเป็สีแดงสด คนคนนั้นนอนอยู่บนผ้าปูที่ชุ่มไปด้วยเื รอยยิ้มที่ชวนให้หวนระลึกถึงถูกตรึงอยู่บนใบหน้านานแล้ว ถึงแม้ใบหน้าจะขาวซีด ลมหายใจและสติค่อยๆ เลือนหาย แต่คนคนนี้กลับดูพอใจ ถ้าไม่ใช่เพราะข้อมือขวาของเขามีรอยปาดลึกจนเห็นกระดูกที่ชวนสยอง หวังย่าหนานจะไม่เชื่อเลยว่าเขากำลังยิ้มรับความตายอยู่
คนคนนี้ ใบหน้านี้ เธอคุ้นเคยเป็ที่สุด เพราะชื่อของเขาถูกสลักอยู่บนป้ายสุสานมานานแล้ว ทว่าครั้งนี้เขาตายแล้วจริงๆ
เขาคือโหวจวิ้นเยี่ยนหัวหน้าแผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลที่หนึ่งแห่งเมืองเทียนฉาง ในสายตาของคนอื่นเขาได้ตายไปแล้วเมื่อสามปีก่อน แต่ในเวลานี้เขานอนอยู่บนเตียงอย่างสงบ มือขวาของเขากำรูปถ่ายใบหนึ่งไว้แน่น ผู้หญิงในรูปถ่ายก็คือภรรยาของเขานั่นเอง
หลังจากนิ่งเงียบไปนานหวังย่าหนานจึงถอนหายใจออกมาเงียบๆ