ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 เรื่องราวตระกูลกู่

    บทที่ 120 เรื่องราวตระกูลกู่

         “ผีร้ายก็โดนสะกดแล้ว นายจะตามฉันมาทำไมอีก?”

         เย่จื่อเฉินหมดคำจะพูดจริงๆ ไม่ว่าเขาจะไปไหนกู่เทียนก็จะตามหลังเขาต้อยๆ

         อย่างกับเด็กน้อย สลัดยังไงก็ไม่หลุด

         “พี่ชาย พี่รับผมเป็นน้องชายได้ไหม”

         จู่ๆ กู่เทียนก็เปิดปากพูดขึ้นมาด้วยใบหน้าจริงจัง

         เป็นน้องชายเหรอ

         เย่จื่อเฉินยิ้มฝืนๆ แล้วส่ายหน้าพูด

         “สมองนายมีปัญหาหรือไง ฉันเป็นใคร นายเป็นใครแล้วนายจะมาเป็นน้องชายฉันเนี่ยนะ?”

         “อื้อ” กู่เทียนพยักหน้าแน่วแน่ มีร่องรอยของความชื่นชมอยู่ในแววตา “พี่ชาย พี่เท่มากเลย ตระกูลกู่ของพวกผมคบค้าสมาคมอยู่กับผีมาตั้งนานยังไม่เคยเห็นใครสะกดผีแบบพี่มาก่อน โดยเฉพาะยันต์อันนั้น มันคืออะไรเหรอทำไมแค่แปะเขาก็เชื่อฟังพี่แล้วล่ะ”

         “อยากรู้เหรอ?”

         เย่จื่อเฉินยิ้มสนุก หัวเล็กของกู่เทียนผงกขึ้นลงรัวๆ เหมือนไก่จิกกินเมล็ดข้าวทันที

         “อยากรู้สิ”

         “แต่ฉันไม่อยากบอกนาย” ใบหน้าของเย่จื่อเฉินนิ่งขรึมทันทีแล้วพูดขึ้น “รีบไสหัวไปเลย ตอนนี้ฉันไม่ว่างมาสนใจนายถ้ายังไม่ไปล่ะก็ ต้าเฮย!”

         วิญญาณร้ายที่เพิ่งโดนเย่จื่อเฉินสะกดไว้เดินกอดอกออกมาทันที

         ขนาดตัวของต้าเฮยค่อนข้างหนา ส่วนสูงก็สูงมากพอมายืนอยู่ตรงหน้ากู่เทียนก็เลยดูเหมือนภูเขาลูกเล็กลูกหนึ่ง

         ลอบกลืนน้ำลายลงคอ

         กูเทียนยิ้มแหยพร้อมกับก้าวถอยหลัง แล้วพูดพลางหัวเราะ

         “โอเค ผมไปก็ได้ ไว้เราค่อยโทรคุยกัน”

         จนเมื่อกู่เทียนจากไปแล้วต้าเฮยถึงได้เดินกลับมาด้วยสีหน้าที่ไร้ความรู้สึก ก่อนจะบุ้ยปากตามหลังกู่เทียน

         “เจ้านาย เด็กนั่นคือคนของตระกูลกู่เหรอ?”

         “นายรู้จักตระกูลกู่เหรอ?”

         เย่จื่อเฉินชะงักไปนิด

         “ก็พอรู้บ้าง” ต้าเฮยพยักหน้าตอบรับ

         “พูดมา”

         สำหรับการมาของกู่เทียนนั้น เขาอยากรู้มาตลอดโดยเฉพาะเรื่องของตระกูลกู่ ในเมื่อสามารถคบค้าสมาคมกับผีได้ก็อาจกล่าวได้ว่านักบวชลัทธิเต๋าในเขาเม่าซานที่เห็นในทีวีอาจจะมีอยู่จริง

         ต้าเฮยทำหน้านิ่งขรึม มือขวาเท้าคางขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะพูดขึ้น

         “ตระกูลกู่ไม่ใช่ตระกูลที่อยู่บนโลกใบนี้ ครอบครัวของพวกเขาเรียกได้ว่าเป็นครอบครัวที่อยู่ในแดนลึกลับภายในครอบครัวจะเชี่ยวชาญทางด้านไสยเวทย์ พูดง่ายๆ ก็ประมาณพวกผู้วิเศษสามารถมองเห็นผี จับผีได้ แล้วก็น่าจะกลับไปยังสถานที่นั้นได้ด้วย”

         สถานที่นั้น!

         จู่ๆ ต้าเฮยก็พูดถึงสถานที่นั้นขึ้นมา ท่าทางของเย่จื่อเฉินพลันจริงจังขึ้นมาทันทีแล้วพูดขึ้น

         “ตกลงว่าที่นั่นมันคือที่ไหนกันแน่ บอกเรื่องที่นายรู้มาให้หมด”

         “เจ้านาย ที่จริงผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ”

         ต้าเฮยส่ายหน้า แล้วยิ้มอย่างฝืดเคือง

         “ผมก็ได้ยินมาแค่ไม่กี่ครั้งในช่วงที่ออกไปปฏิบัติงานตอนที่ยังมีชีวิตอยู่คนจากที่นั่นต้องเป็นบุคคลที่อยู่เหนือธรรมชาติแน่นอนขนาดหัวหน้าของพวกผมก็ยังรู้สึกยำเกรงในตอนที่พูดถึงพวกเขา นั่นต้องไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเอื้อมถึง”

         “ถ้าอย่างนั้น ฟังจากที่นายพูดมานายก็ดูมีความหลังอยู่เหมือนกันนะ”

         เมื่อไม่ได้รู้ความลับของสถานที่แห่งนั้นจากต้าเฮย เย่จื่อเฉินก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง

         แต่ฟังจากน้ำเสียงของต้าเฮยแล้ว ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เขาก็น่าจะไม่ใช่คนธรรมดา

         “เจ้านาย ผมพูดไม่ได้ครับ”

         “คนตายไปแล้วมีอะไรที่พูดไม่ได้อีก?”

         เย่จื่อเฉินส่ายหน้าหัวเราะ แต่ต้าเฮยกลับมีสีหน้าจริงจัง

         “ก่อนที่พวกผมจะตายได้ลงนามในสัญญาไว้ว่าจะเก็บเป็นความลับเกรงว่าถึงตายไปแล้วก็จำเป็นต้องรักษาคำสัญญานั้นเอาไว้ ขอโทษด้วยครับเจ้านายผมไม่สามารถพูดได้จริงๆ”

         บอกตามตรง ว่าสีหน้าจริงจังของต้าเฮยเมื่อครู่นี้ทำเอาเย่จื่อเฉินถึงกับสะท้าน

         พูดแบบไม่ได้โม้เลย เมื่อครู่นี้เขารู้สึกได้ถึงความเที่ยงธรรมจริงๆชั่วพริบตาเดียว ร่างกายของต้าเฮยก็แข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิม

         สามารถทำถึงขนาดนี้ได้ เย่จื่อเฉินคิดว่า…

         ก่อนที่ต้าเฮยจะเสียชีวิตน่าจะเคยได้รับใช้ชาติมา

         เย่จื่อเฉินเลิกคิ้วพูดกลั้วหัวเราะ โดยไม่ได้ซักไซ้ที่มาที่ไปของต้าเฮยต่อ

         “ดูจากท่าทางนายแล้ว ก่อนตายก็น่าจะไม่คนเลวร้ายอะไรแล้วทำไมเมื่อกี้ถึงจะจับลูซี่?”

         “จับเธอ?” ต้าเฮยพูดขึ้นด้วยสีหน้างงงวย “ผมไม่ได้จะจับเธอสักหน่อย!”

         “แล้วเมื่อกี้นาย?”

         “ผมเพิ่งตื่นนอน แล้วกำลังจะออกไปเดินเล่นสักรอบสองรอบใครจะไปรู้ว่าจะมาเจอพวกเจ้านาย”

         ต้าเฮยทำหน้าเหนื่อยใจ โดยเฉพาะตอนนึกถึงเท้าข้างนั้นของเย่จื่อเฉิน

         ถึงจะบอกว่าเขาเป็นผี แต่เตะเข้าเป้ามาแบบนั้นมันก็จุกเหมือนกันนะ

         “แบบนี้เองเหรอ ฮ่าฮ่า…”

         เย่จื่อเฉินหัวเราะแห้ง ที่แท้พวกเขาก็เข้าใจผิดกันไปเอง มือสัมผัสเนตรมังกรในกระเป๋ากางเกงก่อนจะเรียกหลิวฉิงออกมา

         พอเห็นหลิวฉิง ต้าเฮยก็อึ้งไปทันที

         “เจ้านายเชี่ยวชาญด้านการรับผีที่ยังไม่สิ้นอายุขัยอย่างเราไว้เหรอ?”

         “นายก็ยังไม่สิ้นอายุขัยเหมือนกันเหรอ?”

         “แล้วเจ้านายคิดว่าไงล่ะ? ถ้าหมดอายุขัยก็ต้องโดนยมทูตดำขาวจับไปตั้งนานแล้วสิเมื่อไม่กี่วันก่อนผมเจอยมทูตขาว ผมบอกให้เธอพาผมไปนรกเธอยังไม่พาผมไปเลย”

         ต้าเฮยทำหน้าเหนื่อยหน่ายใจ

         อย่าได้สงสัยว่าทำไมเขาถึงได้ดูไม่กังวลในตอนที่พูดถึงยมทูตดำขาว เพราะตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่เขาเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องเทพเจ้าสักนิด

         ขนาดในช่วงแรกที่ตายไป เขาก็ยังยึดมั่นในความคิดเดิมที่ว่าไม่มีเทพเจ้าเอาไว้

         แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาถึงได้พบว่า…

         โลกใบนี้แตกต่างจากโลกที่เขารู้จักแต่ก่อน

         เย่จื่อเฉินพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะยกมือขึ้นตบไหล่หนาของต้าเฮยแล้วพูดขึ้น

         “ไม่ต้องกลัว อยู่กับฉันนี่แหละ ถ้าต่อไปมีโอกาส ฉันจะชุบชีวิตให้”

         “จริงเหรอ?” ต้าเฮยเบิกตากว้างพูดขึ้น “ถ้าเจ้านายทำให้ผมกลับมามีชีวิตได้อีกจริงๆถ้าอย่างนั้นชีวิตผมก็คือของเจ้านาย”

         “แล้วตอนนี้ไม่ใช่เหรอ?”

         เย่จื่อเฉินหลุดหัวเราะ มองดูใบหน้าที่ขึงขังจริงจังของต้าเฮย ก่อนจะเลิกคิ้วถาม

         “ต่อไปนี้ทั้งสองคนต้องอยู่ด้วยกันแต่ถ้านับตามความสัมพันธ์มาก่อนหลัง ต่อไปนี้หลิวฉิงจะเป็นรุ่นพี่ของนาย”

         “ว้าว ฉันมีรุ่นน้องแล้วเหรอเนี่ย”

         หลิวฉิงลอยวนเวียนไปมารอบตัวเย่จื่อเฉินด้วยใบหน้ามีความสุขต้าเฮยพยักหน้ารับ โดยไม่มีอาการไม่พอใจใดๆ ออกมา

         “ไม่มีปัญหา”

         ณ ห้องชุดของโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในเมืองปิงเฉิง

         ชายชราผมแซมขาวยืนประสานมือคล้ายกำลังรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตระกูลกู่ในระยะนี้ให้คนในห้องฟัง

         “คุณบอกว่าผมโดนลบชื่อออกจากทายาทผู้สืบทอดของตระกูลกู่แล้วใช่ไหม?”

         กู่เทียนเม้มปากหัวเราะเบาๆ ก่อนหยิบแอปเปิลที่วางข้างตัวขึ้นมา บนใบหน้าของเขาไม่ได้มีความเคลือบแคลงใจอะไรราวกับว่าตำแหน่งผู้นำตระกูลนี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรสำหรับเขาสักนิด

         “คุณชายน้อยครับคุณชายน้อยไม่มีความรู้สึกอยากครอบครองสักนิดเลยเหรอครับ?”

         ชายชราที่อยู่ทางด้านข้างถอนหายใจแผ่วเบาตอนที่อยู่ในตระกูลคุณชายน้อยผู้นี้ก็โดนบีบให้ออกจากตำแหน่ง

         ในตอนแรกตนคิดว่าที่เขาเลือกมาพักอยู่ที่เมืองปิงเฉิงก็เพราะหนีมาเพื่อตั้งหลักแต่ดูจากท่าทางของเขาแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สนใจในตำแหน่งผู้นำตระกูลเลยสักนิด

         “ความรู้สึกอยากครอบครอง มันย่อมมีอยู่แล้ว” กู่เทียนยิ้มพร้อมกับถอนหายใจ “แต่มันก็จำเป็นต้องมีความสามารถไม่ใช่เหรอ? ภายในตระกูล ทั้งพี่ใหญ่ พี่สาม หลักการและพรสวรรค์ของทั้งคู่ก็อยู่เหนือผมทั้งนั้นแล้วจะให้ผมทำยังไง?”

         “แล้วจะยอมแพ้ไปแบบนี้เลยเหรอครับ?” ชายชราทอดถอนใจ “คุณชายน้อยครับ ถ้าคุณชายน้อยอยากได้ตำแหน่งผู้นำตระกูลผมก็สามารถงัดไม้ตายสุดท้ายออกมาได้นะครับ”

         “คุณหัว ไม่จำเป็นหรอก” กู่เทียนส่ายหน้ายิ้มเขากระตุกยิ้มมุมปากแล้วพูด “ยังจำเย่จื่อเฉินได้ไหม?”

         “จำได้ครับ เด็กคนนั้น...”

         กู่เทียนยกมือขึ้นห้ามคำพูดของชายชรา แล้วหัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น

         “ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะร่วมมือกับเขา”

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอั่งเปาสะท้านภพ ที่คุณอ่าน