บทที่ 52
พรึ่บบบ กุกกุก!
อีอันขยับร่างกายไปมา ก่อนกระโดดออกไปฉับพลัน
ชึ้บ!
ชายหนุ่มทุบไปที่กูลด้วยกระบองยาว ก่อนจะปากระบองใส่ แล้ววิ่งตามไป
โลงศพเรียงเต็มผนังทางเดินทั้งซ้ายขวาผ่านหน้าเขาไปอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดชายหนุ่มก็ไปสะดุดตากับแท่นหน้าโลงศพ
มันมีรูปปั้นกูลคุกเข่าลงข้างหนึ่งในท่าปักดาบลงบนพื้น
‘หน้าตาเหมือนในเกมเลยนะ’
อีอันที่วิ่งหลบพวกกูลมุ่งหน้าไปที่รูปปั้น ครั้นได้ระยะที่เหมาะสม เขาก็กระโดดทันที!
ตึง!
ชายหนุ่มตีลังกากลางอากาศและกระโดดลงมา ทิ้งน้ำหนักเหยียบลงบนมือของรูปปั้นกูลที่จับด้ามดาบปักลงพื้น คล้ายกับเล่นกายกรรม
พริบตานั้น ดาบพลันถูกกดให้ตกลงไปใต้แท่น
ตึง! คลุก คลุก คลุก!
นี่คือทางลัดที่ซ่อนอยู่ในเกม ใช้เป็นทางออกหลังจากฆ่านักเวทดำแล้ว กูลที่วิ่งตามมาหยุดอย่างกะทันหัน ดวงตาสั่นไหว ราวกับลังเลไม่กล้าเข้าไป
อีอันยิ้มออกมาราวกับจะแสดงให้อีกฝ่ายดูก่อนกระโดดลงบันไดไป ชายหนุ่มเดินลงไปเรื่อย ๆ และโค้งไปตามแนวบันไดวน เมื่ออีอันเดินหายลงไปในความมืดได้ไม่นาน ผนังอีกด้านหนึ่งก็หายไป
วิสัยทัศน์เปิดกว้างขึ้นในชั่วพริบตา กลายเป็นโพลงใต้ดินขนาดใหญ่
‘กษัตริย์แห่งอะเกลลันคงไม่รู้ว่ามีที่แบบนี้อยู่ด้วยแน่’
ชายหนุ่มมองไปรอบ ๆ ในขณะที่เดินลงบันไดต่อไป
เสาหนาที่ตั้งตระหง่านอยู่ทุกหนแห่งนั้นสง่างามราวกับย้ายวิหารขนาดใหญ่ไปไว้ยังชั้นใต้ดิน
อันที่จริงก็ใช่ เพราะที่นี่เคยเป็นวิหารที่เหล่ากูลโบราณบูชาเทพเจ้าแห่งความตาย
แท่นบูชาที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางวงเวทเป็นหลักฐานชั้นดี
บนแท่นมีรูปปั้นหินหักครึ่งและบัลลังก์ขนาดใหญ่ที่ทำจากกระดูกทุกชนิดวางอยู่ และผู้ยิ่งใหญ่ที่ควบคุมซากแห่งความตาย ได้นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น เขาสวมเสื้อคลุมที่หัวและดูดซับพลังเวทมาไว้ในตัว
“มาถึงนี่จนได้… ขอชื่นชมแล้วกัน เจ้านักเวทแดง”
เสียงคล้ายกับฝนกำลังตกกระทบโลหะดังบาดหูพร้อมดวงตาทอประกายสีม่วงอันเป็นเอกลักษณ์ นักเวทดำค่อย ๆ ลุกขึ้นมา
“แต่ไม่คิดว่ากลอุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ จะใช้ไม่ได้ผลกับที่นี่…”
เสียงที่ดังออกมาอย่างเชื่องช้า จู่ ๆ ก็หยุดลงตอนที่ดวงตาของนักเวทดำสั่นไหว
ฟรืดดด
เปลวไฟคล้ายลมหายใจของมังกรกลืนกินแท่นบูชาทั้งแท่น
ครืดดดดดด
หลังไฟที่โหมกระหน่ำเพื่อหลอมแท่นบูชามอดลง ท่ามกลางกลุ่มควัน ได้เผยให้เห็นอีอันที่ยื่นมือซ้ายออกมา พร้อมความร้อนแผ่กระจายจากแก่นพลังเวทในมือ
“ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย…”
เขาเคยเจอมาก่อนแล้ว เจออีกรอบมันยังมาพูดบ่นอะไรอยู่อีก อีอันนึกขบขัน
“เจ้า… เจ้า!”
ดวงตาสีม่วงพุ่งออกมาจากควันที่ปกคลุมแท่นบูชา
“กล้าดียังไงมาพูดแทรกข้าอีกแล้ว”
นักเวทดำพุ่งทะลุควันออกมา จังหวะนั้นเอง เสื้อคลุมขาดรุ่งริ่งที่สวมใส่ก็เผยให้เห็นตัวจริงของมัน
“อย่าคิดว่ามันจะง่ายเหมือนเดิมกับครั้งก่อน! คาถาชุ่ย ๆ ของแกใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!”
“พูดมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย”
อีอันพูดเยาะเย้ย แน่นอนว่าใบหน้าและร่างกายของอีกฝ่ายผอมแห้งเหมือนมัมมี่ และแขนที่สร้างขึ้นด้วยกระดูกบนไหล่ของมันดูแปลกประหลาดอย่างมาก
ร่างและใบหน้าถูกอัดทับเหมือนมัมมี่ เหนือไหล่มีแขนที่ทำจากกระดูกงอกขึ้นเพิ่มฝั่งละข้าง เป็นรูปลักษณ์ที่แปลกพิลึก มันดูน่าเกลียดมากกว่าในความทรงจำของเขาเสียอีก
ในเกมมันเหลือแต่กระดูก มีแขนหกแขน และตรงกลางหน้าผากมีแก่นพลังเวทขนาดใหญ่ปักอยู่
“ไอ้… ไอ้เวรนี่!”
นักเวทดำโกรธราวกับถูกแทงใจดำ
พลังเวทสีม่วงแผ่กระจายออกมาจากด้านหลังแท่นบูชา และดูดเข้าไปในไม้กายสิทธิ์ที่นักเวทดำถืออยู่
วิญญาณชั่วร้ายมหาศาลเริ่มรวมตัวกันที่ด้านหลังของมัน
สิ่งนี้เรียกว่ากองทหาร เมื่อเหล่าวิญญาณร้ายที่มีร่างกายทางกายภาพค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นผีดิบและวิ่งอ้าปากเข้ามา อีอันก็วิ่งไปที่แท่นบูชาแล้ว
“ข้าจะทำให้รู้ว่าเจ้าอ่อนแอเพียงใด! จงรับความเจ็บปวดที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ไปเสีย!”
นักเวทดำยกมือซ้ายที่มีพลังเวทขึ้น
ฟึ่บบ ฟิ้วว~
หัวกะโหลกคลานออกมาจากพื้นดินเหมือนฉากในหนังสยองขวัญ
โครงร่างที่ใหญ่และยาวกว่ามนุษย์ เป็นซากของเหล่ากูลโบราณที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน
แม้ว่าสถานการณ์จะกลายเป็นถูกปิดล้อมในชั่วพริบตา แต่สายตาของอีอันยังคงสงบนิ่งอยู่
‘เหมือนจะอ่อนแอกว่าที่ข้าจำได้อีกนะ ยังกลายพันธุ์ไม่เสร็จเหรอ?’
ในเกม นักเวทดำบินได้และร่ายคาถาสารพัดชนิด มีการยิงคาถาและอัญเชิญทุกรูปแบบ ซึ่งรับมือได้ยุ่งยาก
แต่มันมีพลังกายต่ำและอ่อนแอต่อการโจมตีด้วยอาวุธ ว่ากันว่าหากสามารถเข้าถึงได้ก็สามารถฆ่าได้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อตอนนี้มันยังไม่สมบูรณ์ เช่นนั้นแล้วก็คงฆ่าง่ายกว่าเดิมไปอีกเท่าตัว
“กลัวเหรอ? ตัวแข็งทื่อเลย น่าเศร้าจัง นี่พึ่งจะเริ่มเองนะ”
นักเวทดำยื่นไม้กายสิทธิ์ออกมา พวกผีดิบทั้งหมดในห้องเริ่มวิ่งไปทางอีอัน
“มันน่าจะตรงกันข้ามนะ เจ้าโง่เอ๊ย”
ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำขึ้นอีกครั้ง แก่นพลังเวทในมือเริ่มหมุน ลูกไฟจำนวนมากลุกโชนรอบตัวอีอันไปพร้อมกัน
เปลวไฟเริงระบำ!
เวทมนตร์สีแดงระดับล่างที่เรียนมาตอนอยู่ระดับสองถูกยิงออกไป จำนวนของเปลวไฟจะเพิ่มขึ้นเมื่อแก่นพลังเวทขยาย แม้ว่าจะมีข้อเสียคือยากที่จะเล็งเป้าได้อย่างแม่นยำ แต่ครั้งนี้การเล็งเป้านั้นไม่จำเป็นเพราะมีศัตรูอยู่ทุกที่
ตู้มมมม
หัวกะโหลกที่วิ่งเข้ามาชนกับเปลวไฟ ได้ระเบิดความร้อนพร้อมเศษกระดูกให้กระจายไปทั่วทุกทิศทาง
พรึ่บ!
อีอันพุ่งออกมาจากกลุ่มควัน นักเวทดำหัวเราะเยาะใน ขณะที่มองอีกฝ่ายกำลังพุ่งเข้าหาตัวเอง
“คิดว่าจะได้ผลหรอ?”
นักเวทดำแกว่งไม้กายสิทธิ์ที่ปล่อยพลังเวทสีม่วงออกมา เรียกกำแพงที่สร้างขึ้นโดยผีดิบที่พากันร้องโหยหวนให้ปรากฏขึ้น
กรี๊ดดดด
เสียงร้องโหยหวนของผีดิบดังมาจากกำแพง ไม่นานหลังจากนั้น อีอันได้ขว้างลูกไฟลงพื้นดิน
ตู้มม!
ลูกไฟระเบิดออกหลังจากนั้นไม่นานมาก แรงระเบิดของมัน ทำให้ร่างกายของอีอันที่ถูกล้อมรอบด้วยควันลอยขึ้นไปในอากาศอีกครั้ง
“หืมม…?!”
นักเวทดำส่งเสียงแหบแห้งออกมา ระหว่างนั้น อีอันที่กระโดดข้ามกำแพงผีดิบก็หมุนตัวกลับ ดวงตาเผยประกายสีเทาเลือนราง ร่างของเขาที่หมุนตัวกลายเป็นพายุพุ่งไปทางนักเวทดำเหมือนลูกศรในชั่วพริบตา เผลอครู่เดียว กระบองอันใหม่ที่ถืออยู่ในมือขวาของอีอันก็พุ่งไปยังหัวของนักเวทดำ!
นักเวทดำที่ปกปิดใบหน้าด้วยแขนทั้งสี่ข้างรีบถอยออกไป แต่ก็ยังเร็วไม่เท่าอีอัน
ลมที่พัดมารวมตัวกันด้วยกระบองหมุนวนอย่างรุนแรง
ปังงง!
ไหล่ข้างหนึ่งของนักเวทดำขาดออก หลุดไปพร้อม ๆ กับแขนสองข้างที่ทำจากกระดูก
“ย้ากกก!”
นักเวทดำบิดตัวเหมือนคันธนูลอยขึ้นในอากาศและกรีดร้องออกมา อีอันที่พุ่งลงบนแท่นบูชาพูดออกมาอย่างอารมณ์เสีย
“พลาดไปนิดเดียว ชิ!”