บทที่ 21 วิชามารกลืนนภา กระดูกสันหลังั
"พวกเ้าได้ยินหรือยัง? ในงานประลองอวิ๋นฮวงเมื่อเดือนก่อน บุตรจักรพรรดิหลิงเทียนแห่งสกุลเจียงไม่เพียงแต่จะคว้าอันดับหนึ่งมาได้ แต่ยังกวาดล้างอัจฉริยะรุ่นเดียวกันนับพันคนจนสิ้นซาก ช่างไร้เทียมทานจริง ๆ!"
"ยังมีข่าวลืออีกว่า บุตรจักรพรรดิหลิงเทียนไม่ได้เพียงแค่ได้รับมรดกของจักรพรรดิชิงและจักรพรรดินีะสองจักรพรรดิเท่านั้น แต่ยังปลูกเมล็ดพันธุ์มรรคาวิถีระดับจักรพรรดิไว้ถึงเก้าเมล็ด! น่าอิจฉาเหลือเกิน!"
"ปลูกเมล็ดพันธุ์ระดับจักรพรรดิไว้ตั้งเก้าเมล็ด ในอนาคตอย่างน้อยเขาก็ต้องได้เป็ว่าที่จักรพรรดิแน่!"
"เฮือก! เก้าเมล็ดเชียวหรือ?!"
ทั่วทั้งสามสิบหกเขตแดนแห่งพันธมิตรอวิ๋นฮวง ชื่อของเจียงหลิงเทียนขจรขจายไปทั่วชั้นฟ้า จุดสำคัญที่สุดก็คือเื่เมล็ดพันธุ์มรรคาวิถีระดับจักรพรรดินั่นเอง เพราะนี่หมายความว่ามีคนก้าวเข้าสู่เส้นทางการบรรลุมรรคาจักรพรรดิอย่างแท้จริง!
เื่การบรรลุมรรคาจักรพรรดินั้นเงียบหายไปเกือบแปดแสนปีแล้ว นามของบุตรจักรพรรดิหลิงเทียนจึงดังสนั่นดุจสายฟ้าฟาดกลางนภา
แต่ว่าข่าวลือเหล่านี้ก็ยังทำให้คนจำนวนมากไม่อยากจะเชื่อ เพราะไม่ว่าจะเป็การกวาดล้างคนในรุ่นเดียวกัน หรือการปลูกเมล็ดพันธุ์ถึงเก้าเมล็ด เื่พวกนี้มันเกินขอบเขตที่มีบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณไปไกลลิบ หากไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ใครจะกล้าเชื่อกัน?
แม้กระทั่งฟากฝั่งของโลกแห่งความว่างเปล่าและเขตแดนมรรคาภายนอกพันธมิตรอวิ๋นฮวง ต่างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเื่นี้แล้ว!
……
วังหลิงเซียว ห้องบำเพ็ญ
หลังจากงานประลองอวิ๋นฮวงจบลง เจียงหลิงเทียนก็กลับมาที่นี่ทันทีและประกาศปิดด่านบำเพ็ญ
เหตุผลง่ายมาก เพราะตอนนี้สกุลเจียงกำลังอยู่ใน่เวลาสำคัญในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุด เขาจึงต้องรีบเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้เร็วที่สุด!
ในยุคแห่งการ่ชิงมหาอำนาจ หากไม่สู้ก็เท่ากับรอวันพินาศ เจียงหลิงเทียนตระหนักถึงเื่นี้ดี
ขณะนี้ เจียงหลิงเทียนนั่งสมาธิอยู่ กระจกสัมฤทธิ์ที่ประณีตงดงามบานหนึ่งลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะของเขา แสงสีทองจาง ๆ พุ่งออกมาจากผิวกระจก อาบไล้ไปทั่วร่างของเจียงหลิงเทียน
เขากำลังรับการสืบทอดวิชาจากมหาจักรพรรดิภายในกระจก!
ไม่นานนัก แสงิญญาก็จางหายไป เจียงหลิงเทียนลืมตาขึ้น ประกายแสงสีทองในดวงตาแวบผ่านไปครู่หนึ่งก่อนจะเลือนหาย
"เคล็ดวิชามรดกมหาจักรพรรดิในกระจกวิเศษสรรค์สร้างนี้ยอดเยี่ยมจริง ๆ~"
กระจกสัมฤทธิ์ที่แท่นเทพโบราณ เดิมมีชื่อว่า ‘กระจกวิเศษสรรค์สร้าง’ นอกจากจะเป็อาวุธจักรพรรดิในตัวเองแล้ว ภายในยังรวบรวมมรดกที่จักรพรรดินีะทิ้งไว้ให้อีกด้วย!
"วิชามารกลืนนภา... เคล็ดวิชาบำเพ็ญระดับมหาจักรพรรดิ ตำนานกล่าวว่า เมื่อสองล้านปีก่อน จักรพรรดินีะไม่ใช่คนที่มีพร์โดดเด่นแต่อย่างใด แต่ว่านางได้สร้างวิชานี้ขึ้นมา ทำให้สามารถกลืนกินพร์ของทุกเผ่าพันธุ์ หลอมรวมทุกเคล็ดวิชา แม้แต่ของล้ำค่าจากฟ้าดินก็นำมาเสพรับได้ตามใจ สรรพสิ่งใน์ล้วนนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น!
เพราะเหตุนี้ นางจึงบรรลุถึงขั้นจักรพรรดิได้ พูดยังไงดีล่ะ ถ้าวันหน้าเจอคนเก่ง ๆ จากเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งแล้วอยากได้พร์ของเขา หลังจากฆ่าเขาทิ้ง ข้าก็แค่ใช้วิชามารกลืนนภา ข้าก็จะสามารถดูดซับพร์ของเขามารวมไว้ในตัวได้เลย..."
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ มุมปากของเจียงหลิงเทียนก็โค้งขึ้นเล็กน้อย
จากนั้น เขาก็เอื้อมมือไปัักับกองของล้ำค่าจากฟ้าดินจำนวนมหาศาลที่อยู่รอบตัว
ผลไม้ิญญาล้านปี หยาดน้ำไข์แสนปี...
หากเป็คนปกติที่้าจะย่อยสลายสมบัติพวกนี้ อย่างน้อยก็คงต้องใช้เวลาห้าถึงหกพันปี!
แต่ในวินาทีต่อมา เจียงหลิงเทียนก็เดินเครื่องใช้วิชามารกลืนนภากับกองของล้ำค่าเ่าั้ทันที
ในชั่วพริบตามันกลับกลายเป็เส้นสายพลังงานบริสุทธิ์สายแล้วสายเล่า ถูกเจียงหลิงเทียนดูดซับเข้าไปจนหมดเกลี้ยง
พริบตาเดียว เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น! เรียกได้ว่า วิชาแห่งมหาจักรพรรดินี้ช่วยให้เจียงหลิงเทียนประหยัดเวลาบำเพ็ญเพียรอันแสนขมขื่นไปได้ถึง 5,000 ปี!
วิธีนี้ใช้ได้ผลดีกว่าการที่เจียงหลิงเทียนนั่งกินของล้ำค่าเข้าไปเฉย ๆ มาก เพราะมันไม่จำเป็ต้องใช้เวลาในการย่อยสลายหรือตกตะกอนเลย
พลังกายของเจียงหลิงเทียนประทุขึ้นอย่างรุนแรงอีกครั้ง หลังจากทำลายขีดจำกัดสูงสุดแล้ว พลังนี้ดูเหมือนจะไม่มีจุดสิ้นสุด!
จนเขาสามารถบรรลุพลังแห่ง 2 ดารา!
หัตถ์เด็ดดารา พลิกฝ่ามือควบคุมเมฆฝน ย้ายภูผาถมสมุทรเป็เื่ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ!
พลังอาคมภายในกายยังหนาแน่นดุจมหาสมุทร หากมีใครมองเห็นเข้า ย่อมต้องหวาดผวาแทบสิ้นสติ
นี่มันยังเป็แค่ขอบเขตหลอมเทพขั้นไร้ขีดจำกัดจริง ๆ หรือ??
"พลังกายาของข้า เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตในขอบเขตาาศักดิ์สิทธิ์ทั่ว ๆ ไปแล้ว เทียบได้กับอัจฉริยะบางคนในระดับาาศักดิ์สิทธิ์เลยด้วยซ้ำ คงจะสูสีกับท่านพ่อเจียงเสวียนแล้วล่ะ พลังอาคมก็ทิ้งห่างคนในขอบเขตเดียวกันไปไกลลิบ เพียงแต่... ทำไมข้าถึงยังไม่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกำเนิดโกลาหลเสียทีนะ..."
เมื่อสำรวจการเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เจียงหลิงเทียนก็รู้สึกฮึกเหิม แต่เขาก็พบว่าแม้พลังจะเพิ่มพูนมหาศาล ทว่าเขากลับยังไม่ทะลวงระดับเสียที
เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาสั่นไหวครุ่นคิด "กำเนิดโกลาหล... กำเนิดโกลาหล... ข้าเข้าใจแล้ว กายเนื้อและจิติญญาของข้าก้าวข้ามขีดจำกัดไปแล้ว แต่อักขระผลัดเปลี่ยนกระดูกของข้ายังหยุดอยู่ที่ระดับเดิม"
ขอบเขตกำเนิดโกลาหลนั้น คือการหลอมรวมพลังจากกายเนื้อ กระดูกและเส้นเอ็น รวมถึงจิติญญาให้เป็หนึ่งเดียว
สำหรับคนทั่วไป เมื่อทั้งสามบรรลุถึงจุดที่สมบูรณ์ก็สามารถรวมเข้าด้วยกันได้ง่าย ๆ
หากเป็อัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบหมื่นปี เมื่อฝึกจนถึงขีดจำกัดสูงสุด ทั้งสามด้านก็นำมาผสานกันได้เช่นกัน
ทว่าเจียงหลิงเทียนนั้นต่างออกไป กายเนื้อและจิติญญาของเขาทำลายพันธนาการขีดจำกัดสูงสุดไปแล้ว!
และก้าวขึ้นไปสู่อีกระดับที่เป็สภาวะไร้ที่สิ้นสุด!
การจะหลอมรวมทั้งสามด้านได้ อักขระผลัดเปลี่ยนกระดูกก็ต้องก้าวข้ามขีดจำกัดสูงสุดตามไปด้วย!
"ลูกพี่ เื่นี้ข้าเข้าใจนะ" เ้าิญญาอาวุธน้อยพลันะโมาโผล่อยู่ตรงหน้าเจียงหลิงเทียน
หลังจากทำพันธสัญญา มันก็เรียกเจียงหลิงเทียนว่า ‘ลูกพี่’ ตลอด ซึ่งเจียงหลิงเทียนก็อนุโลมให้ เมื่อเห็นแก่อายุอานามของมันที่อยู่มาตั้งหลายล้านปี
"ลูกพี่ ถึงข้าจะไม่เคยเห็นอัจฉริยะที่ทำลายขีดจำกัดได้มากกว่าหนึ่งด้านมาก่อน แต่ข้าพอรู้ว่าอักขระผลัดเปลี่ยนกระดูกเองก็เหมือนกับััเทพ มันมีเล่ห์กลความลี้ลับที่ลึกซึ้งอยู่หลายอย่าง เปรียบได้ว่า เมื่อััเทพเลื่อนระดับขึ้นไปจนเห็น ‘เนตรทลายมายา’ ได้ อักขระผลัดเปลี่ยนกระดูกเองก็เลื่อนขั้นขึ้นไปได้เหมือนกัน!
พวกคนในตระกูลใหญ่ของท่านมักจะเข้าหอคอยชุบกระดูกที่มีกลิ่นอายวิถี์ปกคลุมอยู่เพื่อเปลี่ยนกระดูก ทว่ามีผู้แข็งแกร่งอีกมากที่เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป พวกเขาใช้การเข่นฆ่าสังหารเพื่อขัดเกลากระดูกสุดท้าย อักขระวิถีที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่างจะหลอมรวมเข้าด้วยกันจนเหลือเพียงวิถีเดียว! มันจะจารึกอยู่บนกระดูกสันหลังเพียงที่เดียว ราวกับเป็ทางเชื่อมระหว่างผืนฟ้าและแผ่นดิน ซึ่งถูกเรียกว่ากระดูกสันหลังัผู้แข็งแกร่งระดับนี้ คือที่สุดในบรรดาผู้ที่มีกระดูกขีดจำกัดสูงสุด! เรียกได้ว่าร้อยล้านคนก็หาได้ไม่เกินคนเดียว!"
กระดูกสันหลังั...
หืม?
เมื่อได้ยิน เจียงหลิงเทียนก็ตาเป็ประกายทันที
ในที่สุดเขาก็หาทิศทางการบำเพ็ญของตัวเองพบเสียที
แน่นอนว่าเื่กลัดกลุ้มใจแบบนี้คงมีเพียงเจียงหลิงเทียนคนเดียวในโลกที่ต้องเจอ เพราะสภาพร่างกายของเขามันแปลกประหลาดจนไม่มีผู้แข็งแกร่งคนไหนในประวัติศาสตร์ให้ยึดเป็ต้นแบบได้
"ที่แท้ก็เป็แบบนี้ ต่อไปข้าแค่ต้องหลอมรวมอักขระวิถีทั้ง 9,999 สายให้กลายเป็หนึ่งเดียว และขัดเกลาจนเป็ ‘กระดูกสันหลังั’ ให้ได้ก็พอ" เจียงหลิงเทียนยิ้มออกมา
ทว่าิญญาอาวุธกลับฟังแล้วถึงกับขวัญผวา
อักขระวิถีมีถึง 9,999 สายเชียวรึ!
มันเคยเห็นอัจฉริยะผู้เป็เลิศที่ฝึกจนเกิดกระดูกสันหลังัมาบ้าง แต่ไม่มีใครคนไหนจะมีอักขระมากขนาดนั้นเลยสักคน
ด้วยรากฐานที่น่าสยดสยองเช่นนี้ สุดท้ายเจียงหลิงเทียนจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงไหน ิญญาอาวุธเองก็ยังไม่อาจจินตนาการได้ถึงเศษเสี้ยวเลย!
วินาทีต่อมา เจียงหลิงเทียนก็พุ่งตัวออกไปในทันที ร่างวูบไหวตรงไปหาเจียงิ
……
"ท่านบรรพชน ข้าจะไปที่สมรภูมินอกเขตแดนเพื่อสังหารอสูรห้วงมิติขอรับ"
"เ้าจะไปสมรภูมินอกเขตแดนงั้นรึ?!"
ขณะที่เห็นเจียงหลิงเทียนออกจากด่านบำเพ็ญ บรรพชนเจียงิยังไม่ทันได้ดีใจ ก็ต้องใกับข่าวที่ผิดคาดแบบนี้เข้าอย่างจัง
พันธมิตรอวิ๋นฮวงนั้นประกอบขึ้นจากเขตแดนมรรคาสามสิบหกเขต
ทว่าในโลกเสวียนเทียน เพียงแค่ฝั่งตะวันออก หรือทวีปตงโจวที่พันธมิตรอวิ๋นฮวงตั้งอยู่นั้น มีเขตแดนมรรคาอยู่อีกหกร้อยกว่าแห่ง มีกลุ่มพันธมิตรอยู่มากมาย
ระหว่างพันธมิตรมรรคาเหล่านี้ ถูกกั้นด้วย ‘โลกแห่งความว่างเปล่า’ ซึ่งมีของล้ำค่าจากฟ้าดิน วาสนาปาฏิหาริย์ที่หาไม่ได้ในแถบอวิ๋นฮวงอยู่มากมาย
เพียงแต่ภายในโลกแห่งความว่างเปล่านั้น มีเผ่าพันธุ์ต่างโลกอาศัยอยู่หนาแน่น ไม่เหมือนกับพันธมิตรอวิ๋นฮวงที่ส่วนใหญ่เป็มนุษย์
หลายปีมานี้ ทั้งสองฝ่ายเรียกได้ว่ารบราฆ่าฟันกันไม่หยุดหย่อน ต่างฝ่ายต่างก็ส่งคนรุ่นเยาว์ออกไปหาประสบการณ์ในสนามรบแห่งนั้นเพื่อรักษาสมดุล
แต่หากวันไหนตรวจพบว่าฝั่งหนึ่งเริ่มอ่อนแรงลง อีกฝ่ายก็จะถือโอกาสนี้เริ่มาเต็มรูปแบบเพื่อชิงทรัพยากรทันที!
"สมรภูมินอกเขตแดนคือที่ที่เหล่าเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ใช้อบรมฝึกฝนอัจฉริยะรุ่นเยาว์ไม่ใช่หรือขอรับ เ้าจินเซิ่งเหยียนแห่งสกุลจินนั่นเมื่อก่อนก็เพิ่งจะกลับมาจากที่นั่นเอง ขนาดเขายังสู้ข้าไม่ได้ ข้าก็คงไม่ต้องรอจนบรรลุนิติภาวะแล้วค่อยไปหรอกจริงหรือไม่ขอรับ?"
เจียงหลิงเทียนกะพริบตาถาม
บรรพชนเจียงิได้ยินคำถามนั้นถึงกับหนังตากระตุก
เ้าหนูเอ๋ย... เ้าจินเซิ่งเหยียนนั่นกลายเป็หน่วยวัดพลังไปเสียแล้วหรือเนี่ย…
เขามองดูเจียงหลิงเทียน แล้วก็ยิ้มกว้างออกมาทันที "ก็ถูกของเ้า ผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงต้องไม่ใช่ดอกไม้ในห้องกระจก มีเพียงก้าวพ้นผ่านคาวเืและการสังหารเท่านั้น ถึงจะสร้าง ‘จิตใจจักรพรรดิไร้พ่าย’ ขึ้นมาได้ ปีนี้กลุ่มของสกุลเจียงที่เราส่งไป มี ‘เจียงเหลียนซาน’ เป็ผู้นำกลุ่ม พวกเขาน่าจะใกล้ถึงแนวหน้าสมรภูมิแล้ว เมื่อเ้าตามไปถึงแล้วให้ไปรับ่ต่อจากเขา และรับตำแหน่งเป็หัวหน้ากลุ่มเสีย ข้าเองจะได้สบายใจขึ้นมาหน่อย"
บรรพชนเจียงิเอ่ยพิจารณาไตร่ตรองครู่หนึ่ง
แม้สมรภูมินอกเขตแดนจะอันตราย แต่ก็เป็ขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้บนเส้นทางก้าวสู่จุดยอดของเด็กหนุ่มผู้แข็งแกร่ง
และในความเป็จริง การที่สกุลเจียงสามารถทำผลงานรบอันรุ่งโรจน์ในสมรภูมินั้นได้ ก็เป็ผลดีอย่างยิ่งต่อการผงาดขึ้นของสกุลเจียงเอง!
"เ้าไปถึงที่นั่นแล้ว จะทำอะไรก็ทำได้ตามใจ ไม่ต้องไปยำเกรงพวกตาเฒ่าเฝ้ากรุที่หนุนหลังเผ่าที่แข็งแกร่งพวกนั้นให้มากนัก พวกเรามีข้อตกลงกันไว้นานแล้ว คนรุ่นปู่รุ่นทวดห้ามลงมือกับคนรุ่นหลังเด็ดขาด นี่คือกฎเหล็กระหว่างตระกูละด้วยกัน ใครหน้าไหนถ้ามันกล้าแหกกฎ ย่อมต้องถูกพวกเรากลุ่มใหญ่รวมพลังสังหารทันที อีกอย่าง ตราบใดที่บรรพชนอย่างข้ายังไม่ตาย จะไม่มีใครกล้ารังแกเ้า" เจียงิกล่าวอย่างติดตลก
เจียงหลิงเทียนพยักหน้า เขารู้ว่าที่เจียงิเตือนเพราะเกรงว่าหากเจอคนของสกุลจินแล้วเจียงหลิงเทียนจะเกิดความลังเลจนกระทบต่อจิตวิถี
แต่ความเป็จริง เขากลับไม่มีความกลัวอยู่ในใจเลยแม้แต่น้อย ต่อให้จะเจอพวกตาเฒ่าไร้ยางอายลงมือจริง ๆ เขายังมี ‘ตราประทับอิสระวัฏจักรเล็ก’ อยู่กับตัว การจะกลับวังหลิงเซียวมันก็แค่ความนึกคิดเพียงวูบเดียวเท่านั้น
ในเวลาเดียวกัน ที่พันธมิตรอวิ๋นฮวง ตรงทางเข้าสมรภูมิที่เจ็ดที่มุ่งสู่เขตสมรภูมินอกเขตแดน
กลุ่มคนหลายกลุ่มกำลังยืนประจัญหน้ากันอยู่ ฝ่ายหนึ่งที่ขวางประตูทางเข้าไว้ มีจำนวนคนเกือบสองร้อยคน ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ ที่เหลือแต่ละกลุ่มมีสมาชิกราวร้อยคนเท่านั้น
"การเข้าสู่สมรภูมินอกเขตแดนเพื่อทำผลงานสร้างเกียรติยศและผลงานการรบ มันเป็สิทธิ์ของทุกเผ่าพันธุ์! สกุลจินของพวกเ้าอาศัยอะไรที่จะยึดครองมันไว้เป็ของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว?!"