ที่ภาคเหนือของอาณาจักรวาซิลาส
ณ เมืองเพโตที่เป็ด่านหน้าติดชายแดนระหว่างประเทศ
คฤหาสน์ของเมอร์ควิสลูวิสตอนนี้ ภายในคฤหาสน์ถูกย้อมด้วยเื ไม่ว่าจะมองไปยังทิศไหนก็มีแต่ศพ
ร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งสั่นเทิ้มด้วยความกลัวขณะที่รอบกายรายล้อมด้วยศพของภรรยาและลูกตนเอง คนรับใช้และอัศวิน
"...เ้าพวกเชื้อพระวงศ์ เ้าชายอิชการ์ข้าจะไม่มีวันลืมเื่นี้เด็ดขาด ขอให้วาซิลาสพังพินาศ ขอให้พวกเชื้อพระวงศ์พังพินาศ พวกเ้าทุกคน ข้าขอสาปแช่งพวกเ้า" ใบหน้าของลูวิสเต็มไปด้วยความกลัวแต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเสียใจ เขานึกย้อนไปถึงเ้าชายอิชการ์ บุตรคนแรกของกษัตริย์วาซิลาสที่ถูกส่งมาปกครองที่นี่ซึ่งหนีหางจุกตูดพร้อมกับกองกำลังเสริมทั้งหมดเมื่อเจอเผ่าปิศาจบุกถล่ม ปล่อยให้เพโตแห่งนี้และชาวบ้านชาวเมืองต้องพบกับหายนะ ปล่อยให้ภรรยาและลูกของเขาต้องพบกับจุดจบ
ในปีนี้เผ่าใต้พิภพเดินทัพบุกอย่างรุนแรงกว่าที่ผ่านมา พลังของพวกมันก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าคราวก่อน พวกมันตีประตูเมืองจนถล่มใน 1 สัปดาห์และฆ่าล้างทุกคนในเมืองจนหมดใน 1 วัน ตลอดมาลูวิสไม่เคยเห็นเผ่าใต้พิภพรีบร้อนขนาดนี้มาก่อน ราวกับพวกมันกำลังกังวลบางสิ่ง
ยามนี้ ที่เบื้องหน้าเขา เมืองเพโตที่สงบสุขของเขาทั้งเมืองถูกย้อมไปด้วยเืและซากศพ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ คนแก่หรือสตรี ต่างถูกฆ่าสังหารอย่างโหดร้ายทารุน
อยู่ข้างๆศพเ่าั้ ทั่วเมืองเต็มไปด้วยกองทัพสิ่งมีชีวิตสีดำ พวกมันมีร่างสูงใหญ่และถือดาบเท่ากับตัวคน ทหารใต้พิภพทั่วไปมีความสูงราวๆ 200 เิเ ส่วนทหารระดับนายกองสูงที่ 250 เิเ พละกำลังพวกมันแข็งแกร่งเพียงแกว่งดาบครั้งเดียวก็สามารถตัดดาบคู่ต่อสู้ให้ขาด สามารถแยกร่างฝ่ายตรงข้ามให้ขาดเป็สองท่อนด้วยมือเปล่า บี้กระโหลกให้แตกคามือด้วยมือข้างเดียว ในตอนกลางคืนพลังของพวกมันจะแข็งแกร่งเป็พิเศษ
ลูวิสมองปิศาจพวกนั้นด้วยใบหน้าที่สิ้นหวัง ทุกอย่างได้จบสิ้นแล้ว
เงาสีดำขนาดใหญ่เคลื่อนตัวมาด้านหลังลูวิส ลูวิสค่อยๆหันกลับไปมองก็เห็นสิ่งมีชีวิตสีดำขนาด 2.5 เมตรกำลังมองเขาด้วยดวงตาแดงน่ากลัวคู่นั้นอยู่ เพียงแค่สบตาก็ราวกับจะถูกสูบิญญาทั้งหมดไป ลูวิสไม่ต่อต้าน ส่วนนายกองปิศาจก็จับหัวของลูวิสแล้วยกเขาขึ้นมา กำไว้แบบนั้นสักพักต่อจากนั้นก็บีบมัน
แคร่ก...
กระโหลกศีรษะและสมองของเมอร์ควิสลูวิสก็แตกละเอียดและที่เมืองเพโตแห่งนี้ก็ไม่มีผู้เหลือชีวิตรอดอีก
เดือนตะวันฉายกำลังมาเยือน
ที่กำแพงเมืองชามิวลอส ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีล้ำสันใหญ่โตและใบหน้าคมคายมองพระเอกทิตย์ที่ขึ้นทางตะวันออกพร้อมกับความร้อนที่นำสัญญาณอันตรายใกล้คืบคลานเข้ามา
หัวหน้ากองอัศวินชามิวลอสเกลน บอกกับตัวเอง "ฤดูหนาวจบสิ้นแล้ว ฤดูใบไม้ผลิมาเยือน ในที่สุดชามิวลอสก็มาถึง่เวลานั้นแล้ว"
ภายในคฤหาสน์ของอาโนอิทอส
ที่ห้องทำงานของอาโนอิทอส ตอนนี้เ้าชายแห่งชามิวลอส ผู้ปกครองเมืองเล็กๆชายแดนแห่งนี้กำลังนั่งกินขนมอยู่ ถึงแม้ในศตวรรษที่ 13 นี้ไม่มีอะไรที่ล้ำยุคพอจะใช้เป็สิ่งบันเทิงใจเขาได้ แต่อาโนอิทอสก็พบว่าขนมของนักทำขนมที่นี่อร่อยถูกปากเขาเป็พิเศษ มันเป็สิ่งเดียวที่อาโนอิทอสชื่นชอบในการมาที่นี่
ขณะที่กำลังพักกินขนมอยู่นั้นเอง
เด็กสาวคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาในห้องอาโนอิทอสด้วยใบหน้ารีบร้อน สีหน้าเธอเต็มไปด้วยความกังวลขณะมองอาโนอิทอส "ฝ่าา! แย่แล้วล่ะเ้าค่ะ เมื่อคืนมีใครก็ไม่รู้ขโมยม้าและรถม้าส่วนตัวของฝ่าาไป หม่อมฉันเดินทางไปติดต่อหาเหล่าคนเช่าม้าั้แ่เช้าแต่ก็ไม่มีผู้ใดมีม้าเหลือแล้ว พวกเราแย่แล้วล่ะเ้าค่ะ!"
อาโนอิทอสไม่สนใจใบหน้าที่รีบร้อนของพาเน่ เขาสนใจแต่ทริฟเฟิลขาวในมือ จับใส่ปาก หลังกินจนหมดแล้วจึงเพิ่งสังเกตุเห็นพาเน่ตรงหน้า เขาจึงถาม "โอ้ แม่นางน้อย มีเื่อันใดอย่างนั้นหรือหน้าซีดเชียว?"
พาเน่มีใบหน้าที่ร้อนรน "ฝ่าาทำไมยังกินขนมหน้าตาเฉยได้อีกล่ะเ้าคะ!? ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาสบายใจนะเ้าคะพวกเราจะต้องรีบหนีไปจากที่นี่แล้วนะเ้าคะ!?"
อาโนอิทอสหยิบแซลมอนชุบมัสตาร์ดขึ้นมาก่อนจะกินอย่างเพลิดเพลิน "ทำไมต้องรีบร้อนเช่นนั้นล่ะแม่นางน้อย แล้วจะให้ข้าพเ้าหนีไปที่ใด?"
พาเน่รู้สึกปวดหัว ไม่รู้ว่าอาโนอิทอสกำลังเล่นอะไร "ฝ่าานี่เป็เื่สำคัญนะเ้าคะ อย่าได้ทรงล้อเล่นเลย! ตอนนี้ฤดูร้อนหวนกลับมาแล้ว อีกไม่นานเ้าสิ่งนั้นก็จะหวนกลับมา พวกเราจำเป็จะต้องรีบหนีไปจากที่นี่โดยด่วน ไม่มีเวลากินแซลมอนมัสตาร์ดหรอกเ้าค่ะ!" ว่าแบบนั้นพาเน่ก็พยายามจะดึงถาดขนมกลับมา ส่วนอาโนอิทอสก็เผยสีหน้าโกรธและพยายามดึงกลับ ทั้งสองคนยื้อแย่งถาดขนมกัน ในตอนนั้นเอง ร่างของชายชราคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับเอ่ย
"เื่ที่พาเน่กล่าวนั้นถูกต้องแล้วล่ะฝ่าา ตอนนี้พวกเราควรจะรีบอพยพชาวเมืองและตัวท่านไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุดกระหม่อมได้ข่าวมาว่าอีก 3 วันพวกใต้พิภพจะบุกมาที่นี่แล้ว"
เมื่อได้ยินชื่อเผ่าพันธุ์ใต้พิภพ ใบหน้าของอาโนอิทอสก็เปลี่ยนไป พร้อมกันนั้นความสนใจเื่ขนมก็หายไปแล้วไปสนใจเื่นี้แทน อาโนอิทอสหันไปหาฟีโรโซฟอสที่กำลังเดินเข้ามา ใบหน้าของอาโนอิทอสมีความตะลึงเล็กๆ "เผ่าพันธุ์ใต้พิภพกำลังมาหรือ?"
ฟีโรโซฟอสเลิกคิ้ว ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกว่าอาโนอิทอสทำตัวแปลกๆ "ฝ่าาทรงจำเดือนผิดหรือพะยะค่ะ ตอนนี้เข้าเดือนตะวันฉาย หมดฤดูหนาวรอบที่สองไปกำลังจะเข้าฤดูร้อนอีกครั้ง พวกใต้พิภพจึงละลายอีกครั้งและกำลังตรงมาที่นี่ไงพะย่ะค่ะ"
อาโนอิทอสมุ่นคิ้วเข้าหากัน "ท่านที่ปรึกษา มิใช่ว่าโลกเรามีแค่สามฤดูหรอกหรือ? ตอนนี้เพิ่งจะผ่านกลางปีมาหมาดๆกลางปีก็ต้องหน้าฝน ต่อจากหน้าฝนก็หน้าหนาวมิใช่รึ? ทำไมวกกลับมาร้อนเร็วจัง?"
พาเน่และฟีโรโซฟอสมองหน้ากัน จากนั้นฟีโรโซฟอสมองอาโนอิทอสด้วยสีหน้ากังวล "ดูเหมือนฟ้าผ่าในครานั้นจะส่งผลกระทบต่อฝ่าาทำให้ลืมเื่สำคัญบางสิ่งไปจริงๆ โลกของเรานั้นหาได้มีสามฤดูอย่างที่ฝ่าาว่าไม่ แต่มีหกฤดูต่างหาก ฤดูใบไม้ผลิใน่ต้นปี ฤดูฝนใน่กลางต้นปี ฤดูหนาวใน่กลางกลางปี ฤดูตะวันฉายใน่ต้นท้ายปี ฤดูจันทร์ดับใน่กลางท้ายปี ฤดูจันทร์โลหิตใน่ท้ายปี"
อาโนอิทอสฟังแล้วก็พลันโซเซด้วยความเวียนหัว "โอ~ ช่างหลายฤดูนัก นี่โลกใบนี้เข้าแต่ละฤดูแค่ 2 เดือนอย่างนั้นหรือ?"
ฟีโรโซฟอสและพาเน่มองกันอีกครั้ง จากนั้นสีหน้าทั้งคู่ก็ยิ่งมีความกังวล ฟีโรโซฟอสมีความรู้สึกเป็ห่วงอย่างยิ่งขณะมองอาโนอิทอส เขากล่าว "ฝ่าา กระหม่อมว่าท่านอาจจะต้องเรียกโคเรเฟลเพื่อมาดูอาการท่านอีกสักครั้งหนึ่งจริงๆนะพะย่ะค่ะ ในโลกแห่งนี้ แต่ละฤดูกาลคงนาน 4 เดือน ในปีหนึ่งของเรามี 24 เดือนนะพะย่ะค่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนี้อาโนอิทอสที่โซซัดโซเซก็อึ้งยิ่งกว่าเดิมจนเวียนหัวแทบล้มไป
ฟีโรโซฟอสมองอาโนอิทอสด้วยความกังวล จากนั้นกล่าว "ปกติแล้วพวกเราจะกลับไปที่เมืองชั้นในเมื่อถึงเดือนตะวันฉายเข้ามา จากนั้นก็จะกลับไปเมืองศูนย์กลางที่อยู่ถัดจากเมืองชั้นในไปอีกเมื่อถึงเดือนจันทร์ดับ เมื่อถึงฤดูกาลสุดท้ายทุกคนจะกลับไปยังเมืองหลวงที่อยู่ลึกและปลอดภัยที่สุด นั่นเป็สิ่งที่เราทำมาตลอดยังไงล่ะฝ่าา"
อาโนอิทอสเผยใบหน้าที่สงสัย "ทำไมถึงได้ทำเช่นนั้นล่ะ?"
ฟีโรโซฟอสแสดงใบหน้าที่เป็ห่วงจริงๆเมื่ออาโนอิทอสยังถามคำถามเช่นนี้ จู่ๆก็รู้สึกโล่งใจที่พาเน่มาเตือนเื่นี้ก่อนทำให้เขารู้ว่าอาโนอิทอสไม่สบายแล้วจริงๆ เขาบอก "ที่เราต้องถอยหนีไปยังเมืองชั้นในและถอยไปลึกขึ้นเรื่อยๆนั้นก็เป็เพราะว่าพวกใต้พิภพจะปล่อยปิศาจที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆออกมาเมื่อแสงบนจันทราใกล้ดับลงเรื่อยๆยังไงล่ะพะย่ะค่ะ ฤดูใบไม้ผลิต้นปีนั้นอาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ั้แ่ฤดูตะวันฉายขึ้นไปจะเริ่มมีปิศาจ 'คาฟาลิ' ออกมาเร่ร่อน"
"ปิศาจ 'คาฟาลิ' ?"
"ใช่พะยะค่ะ ปิศาจ 'คาฟาลิ' มีรูปร่างใหญ่โต ขนาดสูงสุดของมันก็ราว 250 เิเ มนุษย์ทั่วไปเอาชนะไม่ได้ นั่นคือปิศาจที่จะออกมายามฤดูตะวันฉายปรากฏ ต่อมาเป็ปิศาจ 'สเกได' ขนาดของมันไม่ใหญ่มากแต่ว่ากันว่ามันน่ากลัวและอันตรายยิ่งกว่า 'คาฟาลิ' เป็สิบเท่า บางคนกล่าวว่ามันเป็สิ่งมีชีวิตต้องสาปจากพระเ้า ทุกสิ่งที่มันััต่างตายหมด แถมแตกต่างจาก 'คาฟาลิ' ที่สามารถฆ่าให้ตายด้วยไฟและการแทงหัว แต่ 'สเกได' นั้นมีดดาบไม่สามารถสังหารมันได้ ต่อให้ตัดคอหัวมันก็จะงอกใหม่ มีเพียงเปลวไฟที่จะฆ่ามันให้ตายได้"
ฟีโรโซฟอสเล่าถึงรูปลักษณ์และพลังความน่ากลัวของ 'สเกได' ที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์เมื่อหลายสิบปีก่อนไปเจอและรอดตายฉิวเฉียดกลับมาเล่าให้ทุกคนฟัง ขณะที่เล่าร่างฟีโรโซฟอสก็สั่นสะท้านไปด้วย
อาโนอิทอสฟังด้วยใบหน้าที่สนใจ จากนั้นถามอีกคำถาม "แล้วเดือนสุดท้ายเล่าท่านที่ปรึกษา ท่านบอกว่าเผ่าใต้พิภพจะปล่อยปิศาจที่แข็งแกร่งออกมาทุกๆเดือน แล้วเดือนสุดท้ายเล่า?"
ใบหน้าของฟีโรโซฟอสจริงจังเมื่ออาโนอิทอสถามคำถามนี้ เขานึกไปถึงคำบอกเล่าต่างๆทั้งหมดที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์เคยเล่ามา แต่ฟีโรโซฟอสถอนหายใจ "เื่นั้นกระหม่อมต้องขออภัยด้วยฝ่าา เพราะจนถึงตอนนี้ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับปิศาจที่ออกมาในเดือนจันทร์โลหิตเลยพะยะค่ะ"
"ไม่มีเลยหรือ?" อาโนอิทอสมุ่นคิ้วเข้าหากัน
ฟีโรโซฟอสพยักหน้า "ใช่แล้วพะย่ะค่ะ ไม่มีเลย"
"ทำไมกัน?" อาโนอิทอสถาม
ส่วนฟีโรโซฟอสก็ตอบ "เพราะว่าไม่เคยมีอัศวินคนไหนที่อยู่นอกเมืองหลวงในเดือนจันทร์โลหิต แล้วมีชีวิตกลับมาบอกพะย่ะค่ะ"
ใบหน้าของพาเน่ซีดเมื่อถูกย้ำความจริงข้อนี้ ส่วนอาโนอิทอสแสดงความสนใจ
ฟีโรโซฟอสกัดฟันแล้วเล่าด้วยความเจ็บใจปนความกลัว "พวกเราไม่รู้ว่าในเดือนจันทร์โลหิตพวกใต้พิภพปล่อยปิศาจเช่นไหนออกมา บางคนก็บอกว่าปิศาจตัวสุดท้ายแข็งแกร่งกว่า 'สเกได' เป็ร้อยเท่า บางคนก็บอกว่าปิศาจตัวสุดท้ายมีขนาดตัวใหญ่ถึง 17,000 เมตร บางคนบอกว่ามันคือนายเหนือหัวของเผ่าใต้พิภพ 'อาทานาทอส' มีล่องลอยบางแห่งหลงเหลือหลังผ่านฤดูจันทร์โลหิตไปแล้ว เมื่อราวสิบปีก่อน ที่หมู่บ้านฮัสก้าเป็หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งทางตะวันออกของวาซิลาส ชาวบ้านกว่า 1000 คนได้เคลื่อนย้ายกลับไปที่นั่นหลังผ่านฤดูจันทร์โลหิตไปแล้ว แต่เมื่อพวกเขากลับไปพวกเขาก็พบว่าหมู่บ้านของตนได้หายไป"
อาโนอิทอสมุ่นคิ้ว "หมู่บ้านถูกทำลายหรือ?"
ฟีโรโซฟอสส่ายหน้า "ไม่พะย่ะค่ะ หมู่บ้านไม่ได้ถูกทำลาย แต่ถูกเหยียบจนหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านหายไป"
ดวงตาของอาโนอิทอสเบิกโพรง พาเน่ที่ไม่เคยรู้เื่นี้ก็มีความใ
ฟีโรโซฟอสเล่าด้วยความหวาดกลัว "ชาวบ้านกว่า 1000 คนในตอนแรกคิดว่าตนเองหลงทางและมาผิดแห่ง แต่เมื่อใครบางคนก้มลงมองไปที่พื้น ก็เห็นหลุมขนาดใหญ่กว่า 9 ตารางกิโลเมตรประทับอยู่รอบตำแหน่งหมู่บ้านตนเอง ชายคนนั้นพบว่ามันเป็หลุมที่มีรูปร่างคล้ายรอยเท้ามนุษย์ ั้แ่ตอนนั้นชาวเมืองฮัสก้าก็สันนิษฐานว่าปิศาจที่ออกมาในเดือนสุดท้ายต้องมีขนาดตัวสูงอย่างน้อย 17,000 เมตรจึงจะทำเช่นนี้ได้"
พาเน่เอามือป้องปากด้วยความกลัว
ฟีโรโซฟอสหลังเล่าทั้งหมดจนจบแล้วจึงมองอาโนอิทอสอย่างจริงจัง "ดังนั้นล่ะฝ่าา กระหม่อมจึงอยากให้ฝ่าารีบออกจากเมืองนี้และกลับเข้าไปในเมืองชั้นในโดยเร็วที่สุด ป่านนี้ที่เมืองป้อมปราการด่านนอกแห่งอื่น ทั้งพี่น้องของฝ่าาก็คงจะกลับเข้าไปกันหมดแล้ว ฝ่าาเองก็รีบหนีไปด้วยเถอะพะยะค่ะ"
ฟีโรโซฟอสพยายามดึงดันอาโนอิทอสไป
แต่อาโนอิทอสเผยสีหน้าที่นิ่ง มองฟีโรโซฟอสก่อนจะปฏิเสธ "ข้าพเ้าทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก"
ใบหน้าของพาเน่และฟีโรโซฟอสพลันเปลี่ยนไปเมื่ออาโนอิทอสกล่าวเช่นนี้ "ทำไมล่ะพะย่ะค่ะ!?" ฟีโรโซฟอสถาม
ส่วนอาโนอิทอสตอบ "เพราะว่าหากอ้างอิงตามที่แม่นางน้อยและท่านที่ปรึกษากล่าว ตอนนี้รถม้าที่จะใช้หนีไปจากที่นี่ได้หมดเกลี้ยงแล้ว และอีกสามวันพวกเผ่าใต้พิภพจะมาที่นี่ หมายความว่าเหล่าชาวเมืองของข้าพเ้าจะต้องเดินเท้าเปล่าพร้อมสัมภาระไปให้ถึงเมืองชั้นในภายในสามวัน นั่นไม่มีทางเป็ไปได้"
ฟีโรโซฟอสหน้าซีด "เรายังมีทหารคุ้มกันเมืองแห่งนี้ที่นำโดยท่านเกลนอยู่นะพะย่ะค่ะ พวกเขาจะคอยอยู่ที่นี่คอยถ่วงเวลาให้ชาวเมืองได้หนีไปในเมืองชั้นในได้ทัน ฝ่าาไม่มีอะไรต้องเป็กังวลนะพะย่ะค่ะ"
แต่อาโนอิทอสส่ายหน้า "ถ้าหากทหารคุ้มกันเมืองเ่าั้อยู่ที่นี่คอยถ่วงเวลา งั้นแล้วผู้ใดจะคอยถ่วงเวลาพวกเขาให้หนีต่อ? ถ้าหากเป็เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากบอกให้ท่านเกลนและทหารคุ้มกันเมืองต้องพลีชีพตนเองมิใช่หรือ?"
ฟีโรโซฟอสพูดไม่ออก เพราะมันเป็อย่างที่อาโนอิทอสบอก
ฟีโรโซฟอสมองอาโนอิทอส "แล้วฝ่าาจะทรงทำเช่นไรพะย่ะค่ะ?"
"ข้าพเ้าจะไปคุยกับท่านเกลน ข้าพเ้าจะขอยืมม้าพวกเขา ช่วยอพยพชาวเมืองไปที่เมืองชั้นใน"
ฟีโรโซฟอสอึ้งกับความคิดของอาโนอิทอส จากนั้นส่ายหน้า "กระหม่อมว่านั่นเป็ความคิดที่ไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่นะพะย่ะค่ะ การที่ฝ่าาจะคุยกับท่านเกลนนั้นเป็ไปไม่ได้"
"หืม? ทำไมล่ะ?"
ฟีโรโซฟอสบอก "นั่นเพราะพวกเขาคืออัศวินปกป้องกำแพงชายแดน ส่วนท่านคือเชื้อพระวงศ์ กล่าวตรงๆแล้วอัศวินปกป้องกำแพงชายแดนไม่ค่อยถูกกับเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางสักเท่าใด เพราะตลอดหลายปีมาจนถึงตอนนี้ ยามที่ถึงเดือนปิศาจบุกเมื่อใด เชื้อพระวงศ์และขุนนางก็จะคอยสั่งให้อัศวินปกป้องชายแดนคุ้มกันกำแพงให้ได้ตลอด ส่วนพวกท่านกลับรีบหนีเข้าที่ปลอดภัย หลายครั้งที่ขุนนางและพวกท่านสัญญาว่าจะส่งกำลังหนุนมาช่วยเสริมทัพทันทีเมื่อพวกท่านกลับไปถึงเมืองชั้นใน แต่พวกท่านก็มักจะผิดสัญญาเสมอ ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาอัตราการตายของอัศวินปกป้องกำแพงเมืองจึงสูงมาก นั่นเป็เหตุผลที่ท่านเกลนจะไม่มีทางยอมคุยหรือเชื่อใจฝ่าาอย่างยิ่ง"
อาโนอิทอสยิ้มยิงฟัน "ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอันใดต้องเป็ห่วงหรอก เพราะคราวนี้ข้าพเ้าไม่คิดจะหนีไปไหน แต่จะช่วยพวกเขาสู้กับเหล่าใต้พิภพอยู่ที่นี่จนวินาทีสุดท้าย ข้าพเ้าไม่ทอดทิ้งประชาชนของข้าพเ้าหรอก"
ด้านนอกห้องทำงานของอาโนอิทอส ชายวัยกลางคนที่มีล้ำสันใหญ่โตผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น เขามาที่นี่ั้แ่ตอนฟีโรโซฟอสมาได้ไม่นานและตั้งใจจะเข้าไปพบอาโนอิทอส แต่พอได้ยินทั้งสามคนคุยกันและเห็นอาโนอิทอสเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนตามข่าวลือจริงๆ เกลนจึงหยุดยืนแอบฟังอยู่หน้าห้องจนถึงตอนนี้ ตอนที่เขาได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายของอาโนอิทอส ดวงตาเขาก็สั่นเครือ
ตอนนั้นเอง ทหารส่งข่าวผู้หนึ่งวิ่งมาทางนี้ เกลนรีบเล้นกายไปซ่อนตัว ในชั่วอึดใจหลังทหารส่งข่าวเข้าไปในห้องทำงานอาโนอิทอส เกลนก็แอบมาฟังใหม่
"ฝ่าา! แย่แล้วพะยะค่ะ! กระหม่อมได้รับสารจากพี่น้องของฝ่าา เป็คำขอร้องจากพวกเขาถึงฝ่าาพะย่ะค่ะ!" ทหารส่งข่าวบอก
ฟีโรโซฟอสเลิกคิ้ว คำร้องขอ?
อาโนอิทอสมองทหารส่งข่าวแล้วถาม "สารจากพี่น้องข้าพเ้าว่าอย่างไร?"
ทหารส่งข่าวรายงาน "นี่เป็สารคำร้องจากพี่น้องของฝ่าา จากเ้าชายอามอโฟส บุตรชายลำดับที่สองแห่งวาซิลาส เขาบอกว่า้าให้ฝ่าาส่งมอบทหาร 1000 นายของฝ่าาที่ประจำรักษาการปกป้องกำแพงชาวมิวลอสให้เขายืมหน่อยพะย่ะค่ะ!"
เมื่อทหารส่งข่าวว่าแบบนั้น ฟีโรโซฟอสก็ถอนหายใจเมื่อเดาถูกเื่คำร้องที่ว่า จากนั้นใบหน้าเปลี่ยนเป็ดำมืด
อาโนอิทอสหันมองฟีโรโซฟอส "ท่านที่ปรึกษา ปกติพี่น้องข้าพเ้าจะชอบยืมทหารข้าพเ้าเช่นนี้หรือ?"
ฟีโรโซฟอสพยักหน้า "ใช่แล้วพะย่ะค่ะ พี่น้องของฝ่าามักจะยื่นคำร้องขอยืมทหารของฝ่าาไปช่วยปกป้องเมืองของตนเองเป็ประจำ"
"แล้วเกิดอะไรขึ้นกับทหารส่วนนั้น?"
"ตายพะย่ะค่ะ"
อาโนอิทอสเปลี่ยนใบหน้าเป็จริงจังที่ได้ยินเช่นนี้
ฟีโรโซฟอสอธิบาย "ส่วนใหญ่แล้วพี่น้องของฝ่าา หากจะไม่คิดรักษาเมืองก็จะปล่อยให้ทหารตนเองจัดการกันเองและปล่อยให้ตายเองโดยเก็บทหารสำรองที่เหลือเป็ผู้คุ้มกันกำแพงปีต่อไป แต่หากไม่คิดจะทำเช่นนั้นก็จะมาขอยืมทหารขอฝ่าาไปช่วย แต่ในความเป็จริงแล้ว คำว่าช่วยนั้นพูดให้ถูกเสมือนเป็ตัวตายตัวแทนมากกว่า"
"ตัวตายตัวแทน?"
ฟีโรโซฟอสพยักหน้า "ทหารของฝ่าาที่ถูกส่งไปจะถูกส่งไปสู้กับพวกใต้พิภพแทนทหารรักษากำแพงของพี่น้องฝ่าา บางทีคราวนี้เ้าชายอามอโฟส คงจะเหลือทหารไม่มากและคงจะมีปัญหาเกณฑ์ทหารจากชาวเมืองไม่พอ จึงทำให้ไม่อยากจะสูญเสียทหารตนเองพะยะค่ะ"
"แต่ว่าปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดเลยหากพี่น้องข้าพเ้าอพยพชาวเมืองและพวกทหารหนีเข้าเมืองชั้นในก่อนพวกใต้พิภพจะมานี่?"
ฟีโรโซฟอสพยักหน้า "มันเป็เช่นนั้นจริงพะย่ะค่ะ แต่ว่าจนถึงตอนนี้ไม่มีพี่น้องของฝ่าาคนไหนทำ"
"ทำไมกัน?" อาโนอิทอสถามด้วยความสงสัย
ฟีโรโซฟอสก็บอก "เพื่อเอาคะแนนจากกษัตริย์ ในการเป็ผู้สืบทอดราชบัลลังก์วาซิลาสองค์ต่อไปพะย่ะค่ะ"
อาโนอิทอสอึ้ง ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
พาเน่มีใบหน้าที่มืดมน ราวกับรู้สึกรังเกียจ
ฟีโรโซฟอสอธิบาย "ที่พวกฝ่าาถูกส่งมาประจำตามชายแดนแบบนี้ก็เป็เพราะบิดาของฝ่าา้าทดสอบว่าพวกฝ่าาทั้ง 4 คนใครจะเหมาะสมเป็ว่าที่กษัตริย์คนต่อไปมากที่สุด การอยู่ที่ขอบชายแดนจนกระทั้งเผ่าใต้พิภพมาเยือนเป็การแสดงความกล้าหาญให้บิดาฝ่าาเห็น ส่วนการบังคับให้ชาวเมืองร่วมหัวจมท้ายอยู่จนวันสุดท้ายด้วยกันก็เพื่อแสดงให้บิดาฝ่าาเห็นถึงความสามัคคีและความเป็ผู้นำของพวกฝ่าาที่มีบารมีสูงส่งสามารถสั่งการผู้คนได้แม้ความตายจะอยู่เบื้องหน้าคนเ่าั้"
พาเน่กำหมัดด้วยความโกรธ
ส่วนอาโนอิทอสถาม "แล้วส่วนใหญ่ข้าพเ้าตอบรับคำร้องขอของพี่น้องว่าอย่างไร?"
ฟีโรโซฟอสบอก "แต่ก่อนฝ่าาหวาดกลัวพี่น้อง และพี่น้องฝ่าาก็ชอบหว่านล้อมฝ่าาว่าจะช่วยให้ฝ่าาได้คืนดีกับบิดา เพราะเช่นนั้น ทุกครั้งมาฝ่าาจึงตอบตกลงเสมอ ฝ่าาส่งคนของท่านเกลนออกไปและทำให้หลายคนต้องตายโดยไม่ได้มีโอกาสกลับมามองหน้าครอบครัว"
อาโนอิทอสมีใบหน้านิ่งไปเมื่อฟีโรโซฟอสพูดแบบนี้
ด้านนอก เกลนมีดวงตาที่เ็ปขณะนึกถึงใบหน้าของเหล่าพี่น้องที่จากไป แต่ต่อมาดวงตาเขาก็กลับมาเข้มแข็งเช่นเดิมแล้วเขาก็มองไปที่ประตู คอยฟังว่าอาโนอิทอสจะตอบรับคำร้องขอของพี่น้องว่าอย่างไร
ฟีโรโซฟอสมองหน้าอาโนอิทอส "ฝ่าา แล้วฝ่าาจะตอบรับคำร้องของพี่น้องฝ่าาเช่นไร?"
อาโนอิทอสมองออกไปที่หน้าต่าง จากนั้นในแววตาปรากฏหลากหลายอารมณ์ สักพักเขาหันหน้ามาหาทหารส่งข่าวแล้วบอก "บอกพี่ชายข้าไป ว่าข้าจะส่งทหารของข้าไปเป็กำลังเสริมใน 3 วัน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาที่คาดหวังของเกลนก็หายไป จากนั้นก็กลับไปเป็ดวงตาที่เ็าเช่นเดิม เขาเดินออกจากหน้าห้องของอาโนอิทอส เดินออกจากคฤหาสน์นี้โดยไม่หันกลับมามอง
******
ที่อ่าวเรือดำ
กลุ่มกองปฏิวัตินั่งฉลองที่นี่ขณะแผนสำเร็จไปอีกขั้น
คามิวดุสนั่งยิ้มอยู่กลางห้องขณะอ่านสารคำตอบของอาโนอิทอสจากนกพิราบส่งข่าว "สหายข้าเอ่ย คราวนี้ถือว่าข้าเป็ฝ่ายชนะคืนบ้าง รอบที่แล้วเ้าอาจจะปกป้องที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของเ้าได้ แต่ในคราวนี้เ้าจะปกป้องฝ่ายการทหารของเ้าอย่างไร? ฟุฟุฟุ"
คามิวดุสมองสารจากพิราบแล้วก็มองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังท้องทะเลสีคราม "เมื่อใดก็ตามที่กองทหารหมดความศรัทธาเ้าและฝ่ายการทหารของเ้าแตกหัก เมื่อนั้นข้าจะย้อนกลับไปเล่นงานท่านพ่อบุญธรรมของเราใหม่ หลังทุกอย่างจบลงข้าจะยึดชามิวลอส"
ลาดิสเดินมาหาคามิวดุส จากนั้นยิ้ม "ยินดีด้วยกับความสำเร็จของเ้ารองหัวหน้า เพียงเท่านี้คุณงามความดีที่สหายเ้าก่อขึ้นจนสร้างความลังเลในตัวเกลนก็หมดไปอีกครั้ง คราวนี้ฝ่ายการทหารของสหายเ้าก็แตกหักกับเขาจริงๆแล้วข้านึกว่าสหายเ้าจะเก่งกาจอย่างที่นักบวชสูงสุดเล่าไว้ แต่ดูเหมือนข้าจะประเมินเขาสูงไป เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทหารข่าวที่ส่งไปเป็สปายของเราและสารพวกนั้นก็เป็ของปลอม พี่น้องของเขาไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือใดๆ"
คามิวดุสมองลาดิสแล้วเผยดวงตาที่เ็า "อย่างไรก็ตาม อย่าลืมไปช่วยเหลือทหารเ่าั้ของเกลนกลับมาก่อนพวกเขาจะไปเจอปิศาจจริงๆ ถึงแม้พวกเขาจะคิดว่าเราเป็ศัตรู แต่ศัตรูตัวจริงของเรามีเพียงแค่พวกขุนนางและกษัตริย์แห่งวาซิลาสเท่านั้น พวกเราไม่สังหารชาวเมืองและผู้ไม่เกี่ยวข้องโดยเปล่าประโยชน์"