บทที่ 93 เหรียญทอง และเหรียญเงิน
มุมมองของ ลิลลี่ เฉิน
“ท่านลิลลี่คะ รบกวนช่วยรีบหน่อยค่ะมาสเตอร์ไลรา รอนานแล้วค่ะ”
“ค-ค่ะ!”
ฉันขานรับคนรับใช้ที่ยืนรอพลางรีบยัดข้าวของจำเป็นลงกระเป๋าสัมภาระตอนนี้ในใจของฉันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและประหม่าปนเปกันไปหมด
เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มาสเตอร์ไลราอาจารย์ผู้ชี้นำของฉันจะพาออกไปเก็บประสบการณ์รักษาในภาคสนามฉันไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองพร้อมหรือยัง แต่ก็ไม่อยากทำให้ใครที่นี่ต้องผิดหวัง
“เสร็จแล้วค่ะ”
ฉันส่งกระเป๋าสัมภาระให้คนรับใช้จากนั้นก็หันกลับไปมองห้องพักของตัวเองแล้วแอบถอนหายใจออกมาเบาๆ
ห้องพักที่นี้กว้างขวาง และเต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้หรูหราแถมเตียงนอนก็หลังใหญ่โตจนตอนแรกฉันแทบไม่กล้าเอนตัวลงนอน
ฉันยังจำความรู้สึกตอนที่ถูกแยกออกมาจากกลุ่มได้ดีตอนนั้นฉันกลัวจนทำอะไรไม่ถูก แต่พอได้พบกับมาสเตอร์ไลราผู้แสนใจดีฉันก็รู้สึกราวกับตัวเองกำลังฝันไป
เมื่อคิดย้อนกลับไปตอนที่ยังอยู่ชั้นที่1 เรื่องราวลำบากเหล่านั้นก็ดูห่างไกลเหลือเกิน
ทว่า... ฉันรู้ดีว่ามันไม่ใช่ความฝันเพราะความเจ็บปวด และความเสียใจเรื่องเควินยังคงฝังลึกอยู่ภายในต่อให้พยายามลืมเท่าไหร่ก็ไม่มีวันลบเลือน มันเหมือนตราบาปที่คอยย้ำเตือน และทำให้ฉันรู้สึกผิดทุกครั้งที่มีความสุข
“ท่านลิลลี่คะ ไปกันหรือยังคะ?”
เสียงของคนรับใช้ดึงฉันออกจากภวังค์ความคิด
ฉันรีบสะบัดความเศร้าเหล่านั้นทิ้งไปท่องไว้ว่าห้ามเผลอทำตัวย่ำแย่เด็ดขาด ในเมื่อคนที่นี่ดีกับฉันมากฉันก็ต้องพยายามตอบแทนพวกเขาอย่างสุดความสามารถ
“ไปกันค่ะ”
ฉันบอกคนรับใช้ที่ช่วยถือกระเป๋าก่อนจะออกเดินไปตามโถงทางเดินอันกว้างขวางของคฤหาสน์
ไม่นานนักฉันก็พบมาสเตอร์ไลราที่ยืนรออยู่เธอเป็นหญิงวัยกลางคนที่ดูใจดี และมักจะมีรอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้ฉันเสมอ
“สวัสดีลิลลี่ พร้อมแล้วใช่ไหม?”
“ค่ะมาสเตอร์ ขอโทษที่ทำให้ช้านะคะ”
ฉันตอบกลับไปด้วยความประหม่าระคนตื่นเต้น
มาสเตอร์ไลราโบกมืออย่างไม่ถือสาพลางยิ้มเอ็นดู
“ไม่เป็นไรหรอก มาเถอะ...เราไปทานอาหารกันก่อน แล้วค่อยออกไปฝึกฝนกัน”
คฤหาสน์หลังนี้ใหญ่โตมากโถงทางเดินทุกสายประดับประดาไปด้วยเครื่องเงิน และงานแกะสลักหรูหรามากมาย
พอเห็นของพวกนี้แล้วฉันก็อดนึกถึงข้อความในแชตคอมมูนิตี้ไม่ได้ เนเทลเคยบอกให้ฉันช่วยจิ๊กของแพงๆพวกนี้ส่งไปให้สักสองสามชิ้น เขาบอกว่าจะได้เอาไปขายไถ่ตัว
ฉันแอบอมยิ้มออกมา... ฉันไม่รู้แน่ชัดหรอกว่าของตกแต่งพวกนี้ราคาเท่าไหร่แต่เห็นคนรับใช้คุยกันว่าราคาของมันยังไม่ถึงหนึ่งครึ่งเหรียญทองด้วยซ้ำ
ฉันไม่รู้จริงๆว่าเขาจะเอาของราคาถูกพวกนี้ไปทำอะไร แต่ก็นะ... ฉันคงต้องหาทางช่วยเขาหน่อยบางทีเขาอาจจะกำลังเดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ ก็ได้
“มาสเตอร์คะ ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหมคะ”
ฉันเอ่ยถามขึ้นขณะก้าวเดินไปพร้อมกัน
“ได้สิลิลลี่ มีอะไรที่เจ้าอยากรู้ล่ะ”
“คือว่า...”
ฉันรู้สึกประหม่าเล็กน้อยที่จะต้องพูดเรื่องนี้ออกไป
“ถ้าฉันจะขอเบิกเหรียญทองล่วงหน้า...จะได้ไหมคะ”
มาสเตอร์ไลราหัวเราะออกมาเบาๆรอยยิ้มอบอุ่นยังคงแต้มบนใบหน้า
“นึกว่าเรื่องใหญ่อะไร ได้สิ...เอาไว้กลับมาจากการฝึกฝน เราค่อยมาคุยกันนะว่าเจ้าอยากได้เท่าไหร่”
“ค่ะ! ขอบคุณมากค่ะมาสเตอร์”
ฉันตอบรับพร้อมกับยิ้มกว้างออกมาอย่างปิดไม่มิด
แน่นอนว่าฉันคงไม่กล้าขอเหรียญทองจำนวนมากหรอกอาจจะลองขอสัก 10–15 เหรียญทอง แน่นอนว่ามันคงเป็นแค่เศษเงินเล็กๆ น้อยๆแต่ฉันก็หวังว่ามันจะพอช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เนเทลได้บ้างนะ
......
“ฮัดชิ้ว!”
บ้าเอ้ย...ผมจามออกมาคำโตจนคนบนรถม้าพากันหันมามอง
ค่าความทนทานของผมก็ไม่ใช่น้อยๆทำไมถึงทำท่าเหมือนจะเป็นหวัดได้ล่ะเนี่ย เป็นเพราะอากาศหนาวตอนเช้ามืดหรือว่ามีใครกำลังนินทาผมอยู่กันแน่
เอาเถอะ จะอะไรก็ช่างขอแค่อย่าถึงขั้นต้องนอนซมบนเตียงก็พอ ไม่งั้นรายได้ของผมคงหดหายไปเยอะแน่ๆ
วันนี้เป็นวันที่เจ็ดแล้วนับตั้งแต่ผมออกจากคฤหาสน์ของมาสเตอร์แอนนาและยังเป็นวันที่ผมต้องไปรายงานตัวด้วย
ดังนั้นผมเลยต้องยอมตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อมาขึ้นรถม้าเที่ยวแรกที่มุ่งหน้าไปยังสโตนเฮเวน
สาเหตุที่ต้องพึ่งรถม้าก็เพราะระยะทางจากพื้นที่ทุรกันดารอันเป็นแหล่งล่ามอนสเตอร์ถึงสโตนเฮเวนนั้นไกลพอสมควร
หากดึงดันจะเดินเท้าคงต้องใช้เวลาครึ่งวันเต็มๆกว่าจะถึง แล้วผมก็ไม่อยากไปสายด้วยเพราะเดาใจไม่ออกเลยว่ายายแก่มาสเตอร์นั่นจะทำอะไรพิเรนทร์ๆ อีกไหมถ้าเกิดไม่พอใจขึ้นมา
สุดท้ายผมจึงต้องยอมสละเหรียญทองแดงอันมีค่าจำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายค่าโดยสาร
ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่มีเงินติดตัวแค่ไม่กี่เหรียญเงินผมคงบ่นอุบไปแล้ว
แต่ตอนนี้... จะว่ายังไงดีล่ะจะบอกว่ารวยขึ้นแล้วก็คงไม่ผิดนัก
แม้เขาเวอร์เดียร์จะยังปล่อยขายไม่หมดแต่แค่บางส่วนที่ขายออกไปเมื่อวานก็ทำให้กระเป๋าของผมอัดแน่นไปด้วยเหรียญเงินนับสิบเหรียญแล้ว
คิดดูอีกทีจะบอกว่าไอ้พวกเอลริคมันเลวทรามไปเสียหมดก็ไม่ถูกหรอกอย่างน้อยพวกมันก็ไม่ได้โกหกเรื่องรายได้ เขาพวกนี้ราคาดีจริงๆด้วยจำนวนทั้งหมดที่มี ผมน่าจะทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 30 เหรียญเงินเลยล่ะ
แต่ก็น่าเสียดายที่เจ้าของโรงเตี้ยมบอกว่าพวกเวอร์เดียร์มีจำนวนไม่มากนักฝูงที่ผมเจอเป็นฝูงเดียวที่พวกนักล่าพอมีข้อมูล
หากคิดจะล่าพวกมันอีกก็ต้องดั้นด้นเข้าไปในป่าลึกเขตชายแดนซึ่งว่ากันว่ายิ่งลึกเท่าไหร่ ฝูงกวางพวกนี้ก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น
ลองนึกภาพตามสิ...ถ้ามีศรแสงนับสิบลูกกระหน่ำยิงมาจากทุกทิศทางลำพังตัวคนเดียวผมคงโดนเจาะพรุนเป็นรังผึ้งแน่ๆขืนดันทุรังไปล่าคนเดียวก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย
จริงอยู่ว่าถ้าไปกับปาร์ตี้ระดับสูงการล่าคงง่ายขึ้นเป็นกอง แต่พวกเลเวลเกิน 40 ขึ้นไปมักจะชอบเหยียด และแบ่งชนชั้นชัดเจนขืนร่วมทางไปด้วย มีหวังผมคงโดนมองเป็นแค่เบ้รับใช้พวกมันแหงๆ
ช่างเถอะ ตอนนี้ผมจะยอมปล่อยพวกมันไปก่อนเรื่องเลเวลมันเป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
ตอนนี้ผมเลเวล 31 แล้ว อีกแค่ 9เลเวลก็ไล่ตามพวกมันทัน ผมไม่ได้รีบร้อนอะไร ไว้รอให้เลเวลไล่เลี่ยกันก่อนเถอะรับรองเลยว่าผมจะทำให้ไอ้พวกชอบเหยียดพวกนั้นร้องไห้ไม่ออกเลยคอยดู
หลังจากนั่งรถม้าผ่านป่าเขาอยู่นานในที่สุดเมืองสโตนเฮเวนก็ปรากฏสู่สายตา
นอกจากตัวเมืองที่หนาแน่นไปด้วยบ้านเรือนและคฤหาสน์ของขุนนางแล้วจุดที่โดดเด่นและสะดุดตาที่สุดก็คือคฤหาสน์ของมาสเตอร์
มันตั้งตระหง่านอยู่โดดเดี่ยวบนเนินเขามียอดแหลมพุ่งทะยานขึ้นฟ้าจนสามารถมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะอยู่ไกลๆ
ผมถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงหนี้สินก้อนโตที่ต้องหามาใช้คืนถ้าผมมีทักษะสายรักษาแบบลิลลี่ก็คงดี อย่างน้อยๆค่าตัวของพวกสายรักษาน่าจะทำเงินได้หลายสิบเหรียญเงินต่อเดือนแน่ๆ
แต่ช่างมันเถอะ...นิสัยอย่างผมคงทนอุดอู้อยู่แต่ในคฤหาสน์อุ่นๆ สบายๆ ไม่ไหวหรอก
การออกมาเป็นนักล่าลุยๆแบบนี้ก็สนุกไม่เบา แถมเลเวลยังพุ่งพรวดพราดขนาดนี้ถือว่าเป็นของแถมที่โคตรคุ้มเลยล่ะ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ในที่สุดรถม้าก็มาถึงเมืองสโตนเฮเวนผมจ่ายค่าโดยสารเป็นเหรียญทองแดงก่อนจะเดินมุ่งหน้าไปยังถนนที่ทอดตัวขึ้นสู่คฤหาสน์บนเนินเขา
ตอนนี้เลเวลของผมพัฒนาจนมองเห็นเลเวลของคนอื่นได้ถึงเลเวล51 แล้ว และผมก็พบว่าพวกทหารยามส่วนใหญ่มีเลเวลตั้งแต่ 30 ปลายๆ ไปจนถึง 50
นานๆ ครั้งถึงจะเจอคนที่เลเวลทะลุ 50แบบเจ้าของโรงเตี้ยมคนนั้น
ถ้าเทียบกับวันแรกที่ย่างกรายเข้ามาที่นี่บรรยากาศตอนนี้กลับดูไม่น่ากลัวเท่าไหร่คนส่วนใหญ่ไม่ได้มีเลเวลสูงลิบลิ่วอะไรขนาดนั้นแต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้พวกเรามองไม่เห็นสถานะของคนอื่นเลยพากันหวาดกลัวไปเอง
บางทีพวกทหารอย่างโรแลนด์ หรือฟินนิแกนที่พวกเราเคยเจอก็คงมีเลเวลราวๆ 40 ถึง 50 นี่แหละ
โดยเฉพาะไอ้ฟินนิแกนที่เคยซัดผมจนสลบเหมือดนึกดูแล้วเลเวลมันน่าจะอยู่ประมาณ 40 กว่าๆ ซึ่งถ้าเป็นผมในตอนนี้...ก็คงพอมีทางซัดคืนมันได้บ้างแล้วล่ะ
เมื่อดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่ตรงหัวผมก็เดินมาถึงหน้าคฤหาสน์ ที่ประตูด้านหน้ามีทหารเลเวล 40 ปลายๆ ยืนเฝ้าอยู่
เลเวลขนาดนี้ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับพวกทหารในเมืองดูท่าเรื่องอิทธิพลของยายแก่มาสเตอร์ที่ผมเคยเดาไว้น่าจะยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คาดไว้เสียอีก
ผมยื่นเอกสารรายงานตัวให้ทหารยามดูไม่นานเขาก็เดินเข้าไปข้างใน ก่อนจะนำทางใครบางคนออกมา
“เนททท!”
เสียงแหลมแสบแก้วหูของยัยแอนนาผมแดงดังขึ้นมาทันที
“ข้านึกว่าเจ้าจะไม่รอดซะแล้ว!ดีใจจังที่เห็นเจ้ายังมีชีวิตอยู่!”
ผมต้องฝืนยิ้มตอบกลับไปเพื่อแสดงความเป็นมิตรให้มากที่สุดแน่นอนว่าเสียงเจื้อยแจ้วเหมือนนกกระจอกแตกรังของยัยนี่มักจะสูบพลังงานชีวิตของผมไปจนฮวบฮาบเสมอ
แต่เอาเถอะ...อย่างน้อยเธอก็ดูเป็นห่วงเป็นใยผมจริงๆ
“ว่าแต่... ทรงผมของเจ้าน่ะ มันตลกชะมัดเหมือนตูดหมูป่าไม่มีผิดเลย!”
พูดจบเธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นจนน้ำตาเล็ดทันที
โอเค... ผมขอถอนคำพูด เมื่อกี้ทั้งหมดเลย!