ตอนที่ 28แสงสว่างท่ามกลางความมืด
ทั้งสี่วิ่งหนีออกจากหมู่บ้านท่าทาง‘สนุกสนาน’ แต่จะสนุกขนาดไหนนั้นคงต้องไปถามพวกเขาเอง
ซ่งเจิงหันกลับไปมองด้านหลังเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีซอมบี้ตัวไหนตามมาแล้วพวกเขามาถึงถนนที่เต็มไปด้วยดินโคลนในสภาพเหนื่อยอ่อนเจ้าลิงผอมและพี่ใหญ่กุ้ยดูไม่เป็นผู้เป็นคนอีกต่อไป ทั้งสองอ้าปากพะงาบ ๆเหมือนปลาขาดน้ำ ร่างใหญ่โตของพี่ใหญ่กุ้ยลงไปนอนแนบพื้นราวกับกำลังนมัสการพระแม่ธรณีส่วนลิงผอมนั้นล้มตัวลงข้าง ๆ และอ้าปากกอบโกยอากาศเข้าไป
ฉู่อี้ยืนกอดอกเชิดหน้าขณะที่ซ่งเจิงหันกลับไปสบตาอีกฝ่ายอย่างท้าทายสีหน้าของฉู่อี้เปลี่ยนไปมาอยู่หลายครั้งแต่สุดท้ายเขาก็ล้มตัวลงกับพื้นอย่างไม่เต็มใจและปล่อยให้เหงื่อบนร่างกายไหลลงดิน
ซ่งเจิงออกแรงเตะพี่ใหญ่กุ้ยเมื่อลมหายใจของพวกเขากลับมาเป็นปกติ“ตอนนี้กี่โมงแล้ว?”พี่ใหญ่กุ้ยยกศีรษะขึ้นมองนกกาที่กำลังบินกลับบ้านท่ามกลางแสงสีทองยามพระอาทิตย์ตกดินก่อนจะลูบท้องและตอบกลับไปอย่างมั่นใจว่า “ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว!”
“จ๊อก… จ๊อก… จ๊อก…”
เสียงท้องร้องประสานกันระงมทำให้พวกเขาพร้อมใจยกมือขึ้นกุมท้องโดยไม่ได้นัดหมายท่าทางพร้อมเพรียงดูพิลึกจนน่าขัน คนทั้งสี่เงียบไปครู่หนึ่งก็หัวเราะออกมา
ซ่งเจิงหัวเราะจนหายใจไม่ทัน “ฮ่าๆๆ! เฮ้อ!ฮ่าๆๆ… หัวเราะอะไรไอ้น้อง? ฮ่าๆๆ!”
ฉู่อี้หัวเราะน้ำหูน้ำตาไหล“ไม่รู้เหมือนกัน... ฉันแค่อยากหัวเราะเฉยๆ”
ลิงผอมหัวเราะสุดเสียง“รู้สึกกันไหมว่าพวกเราเหมือนคนบ้าเลยว่ะ…”
พี่ใหญ่กุ้ยหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดของลิงผอมเขามองไปยัง ‘ขนมเปี๊ยะนึ่ง’ สีแดงทางทิศตะวันตกพร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปาก“จะได้กินข้าวแล้ว มีความสุขจังเลยโว้ย!”
ฉู่อี้ปาดน้ำตาที่ไหลออกมา “ใช่เลย!กินข้าวกัน! ดีใจชะมัด!”
ซ่งเจิงถีบก้นของพี่ใหญ่กุ้ยพร้อมเอ็ดลั่น“ไอ้ตะกละ!”
พี่ใหญ่กุ้ยมองดู ‘ขนมเปี๊ยะ’ทางทิศตะวันตกอีกครั้งเขาไม่สนใจคำด่าของซ่งเจิงในเวลาที่ท้องร้องดังลั่นเหมือนมีกลองศึกอยู่ข้างในแบบนี้หรอกลิงผอมลุกขึ้นกวาดสายตาไปรอบ ๆพลางใช้มือปัดฝุ่นที่ก้นของตัวเองก่อนชี้ไปทางทิศใต้ “ไปทางนั้นกันเถอะพวกเรา”
ซ่งเจิงลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากมือและดึงพี่ใหญ่กุ้ยให้ลุกขึ้นตาม“ได้ ไปทางนั้นกัน”
พี่ใหญ่กุ้ยมองขนมเปี๊ยะที่ลับขอบฟ้าไปแล้วครึ่งหนึ่งตาละห้อยพลางกลืนน้ำลายลงคอส่วนฉู่อี้จ้องมองภาพแสงสุดท้ายของวันที่ย้อมหมู่เมฆให้เป็นสีแดงเพลิงตาไม่กะพริบ“สวยจริง ๆ ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีโอกาสเห็นมันอีกหรือเปล่า”
ซ่งเจิงยื่นมือให้ “มีสิต้องมีโอกาสอีกแน่นอน” ฉู่อี้มองมือสกปรกของซ่งเจิงก่อนจะยิ้มแฉ่งอวดฟันขาวสะอาดจนอีกฝ่ายตาพร่าเขาจับมือซ่งเจิงลุกขึ้นยืนด้วยแววตาเปล่งประกายราวกับทองยี่สิบสี่กะรัต
ทั้งสี่เดินต่อมาไม่ไกลจนถึงสถานที่นัดพบลิงผอมมียศเป็นนายพลส่วนซ่งเจิงและพี่ใหญ่กุ้ยเป็นเพียงนายทหารธรรมดาพวกเขาเริ่มตั้งค่ายกันอย่างเรียบง่าย ฉู่อี้ที่เฝ้ามองอยู่นั้นอยากร่วมวงด้วยใจแทบขาดลิงผอมที่เหลือบไปเห็นจึงพยักหน้าอนุญาตด้วยความขบขัน
ยังไม่ทันที่ลิงผอมจะได้พักหายใจซ่งเจิงและฉู่อี้ก็เริ่มส่งเสียงโหวกเหวกทันทีเมื่อเขาหันไปมองกลับต้องโมโหยิ่งกว่าเดิม ซ่งเจิงเป็นตัวป่วน ฉู่อี้ก็เป็นตัวป่วนและเมื่อป่วนกับป่วนมาเจอกันย่อมทำให้ความวุ่นวายทวีคูณยิ่งขึ้น!
กระโจมชั้นดีกลายสภาพเป็นก้อนกลมจนลิงผอมต้องตะโกนด่าออกมา“พวกนาย! ไปเก็บผักเก็บปลาเลยไป!”
ซ่งเจิงและฉู่อี้ย่นคอลงพลางถอนหายใจอย่างปลงตก“เหมือนโลกนี้กำลังหัวเราะเยาะเย้ยฉันอยู่เลย”
ทั้งสองหันมามองหน้ากันด้วยความประหลาดใจก่อนโผเข้ากอดกันทันที“เพื่อนรู้ใจ!”
ลิงผอมได้แต่หัวเราะอย่างเอือมระอา “เหอะ ๆ…”
เด็กไร้ประโยชน์ทั้งสองคนวิ่งไปยังป่าใกล้เคียงเพื่อหาผลไม้
ซ่งเจิงมองดูผืนป่าตรงหน้าพลางเกาหัวไปมา“นายรู้เหรอว่าอะไรกินได้กินไม่ได้?”
ฉู่อี้พยักหน้าและยกมือลูบคางอย่างใช้ความคิด“ฉันไม่รู้…”
ซ่งเจิงเงยหน้ามองท้องฟ้าเขาไขว้มือไว้ด้านหลังก่อนพึมพำออกมา “เฮ้อ… เมื่อก่อนฉันก็พอรู้อยู่หรอกแต่โลกนี้มันเปลี่ยนไปมากแล้ว… จนตอนนี้ฉันไม่รู้อะไรเลย”
ฉู่อี้ยกมือขึ้นกอดอก“บางทีนี่อาจเป็นโอกาสให้เราได้ทำความรู้จักกับโลกใบนี้ใหม่อีกครั้ง…”
แววตาของซ่งเจิงเปล่งประกายขึ้นมาทันที“สุดยอด นายพูดได้ดีนี่! พูดดีจริง!”
ฉู่อี้โบกมือไปมาอย่างเขินอาย“ไม่ขนาดนั้นหรอกน่า…”
ลิงผอมกัดฟันแน่น “นี่คือสาเหตุที่พวกนายกลับมามือเปล่างั้นเหรอ?”
ซ่งเจิงส่ายหน้า“ลมพัดน้ำตาของฉันไปหมดแล้ว นายเลยไม่เห็นว่าฉันซาบซึ้งกับคำพูดนั้นแค่ไหน”
ฉู่อี้ช่วยเสริม “ใช่! ถ้อยคำเพราะ ๆแบบนี้ก็มีไว้สำหรับคนประเสริฐเท่านั้นแหละ ชาวโลกธรรมดาไม่เข้าใจหรอก!”
ลิงผอมรู้สึกเลี่ยนจนแทบอาเจียนกับคำพูดไร้สาระของทั้งสองคนออกไปด้วยกันไม่ทันไร… กลับมาก็เป็นบ้าไปแล้ว!ไม่อยากเชื่อว่าเด็กพิลึกสองคนมารวมตัวกันจะเป็นเอามากขนาดนี้!
ซ่งเจิงและฉู่อี้เห็นท่าทางคลื่นไส้ของลิงผอมจึงรีบนำเห็ดที่เก็บได้ออกมาแย่งกันอวดทันที“นายดูนี่สิ! ดูนี่! เห็ดของฉันดูดีกว่าของเขาอีก!”ลิงผอมส่ายหัวทันทีที่เห็นเห็ดเหล่านั้นก่อนจะดึงกริชออกมา...
ซ่งเจิงกำลังทำอาหารจากผักผลไม้ป่าที่พี่ใหญ่กุ้ยเก็บมาได้พลางบ่นพึมพำใบหน้าของเขาเป็นสีเขียวคล้ำและบวมตุ่ยเพราะรอยฟกช้ำ “ฉันก็แค่ล้อเล่นเอง…”
ฉู่อี้ที่อยู่อีกด้านกำลังดิ้นรนแก้เชือกที่มัดมือทั้งสองข้างเอาไว้“ฮึบ… ฮึบ… ฮึบ…” เขาพยายามคายเห็ดพิษหลากสีที่ถูกจับยัดใส่ปากออกมาลิงผอมแสยะยิ้มพลางหยิบกริชขึ้นมาวางไว้ข้างตัว
เมื่อซ่งเจิงเห็นท่าทางของฉู่อี้ที่กำลังถูกวางยาพิษอย่างน่าอนาถก็รีบผัดข้าวต่อด้วยความหวาดกลัว
ซ่งเจิงนอนลงข้างฉู่อี้หลังกินอิ่มจนพุงกางเขาทอดสายตามองดวงดาวที่ส่องประกายระยิบระยับบนท้องฟ้าอย่างสบายใจฉู่อี้ที่กำลังแคะฟันอยู่เอ่ยชมขึ้น “พี่ซ่งผัดข้าวได้อร่อยมาก!”
ซ่งเจิงลูบท้องตัวเองอย่างพึงพอใจ“งั้นเหรอ? ฉันเคย…” จู่ ๆเขาก็หยุดพูดและหันไปจ้องมองท้องฟ้าที่พร่างพราวไปด้วยหมู่ดาว “สวยจริง ๆ …”
ฉู่อี้ไม่ได้สนใจคำตอบไม่ชัดเจนของซ่งเจิงก่อนหน้านี้เขาใช้มือหนุนหัวตัวเองนอนดูดาวเช่นกัน “ใช่ สวยมาก… ฉันเคยได้ยินมาว่าถ้าเราอธิษฐานกับดวงดาวเหล่านี้อย่างตั้งใจพวกเขาจะได้ยินคำขอของเรานะ…”
ซ่งเจิงยกยิ้ม “งั้นเรามาลองกันเถอะ…”
ฉู่อี้ลุกขึ้นเขามองไปยังซ่งเจิงก่อนหันไปมองดวงดาวที่ลอยเต็มฟ้า “ได้เลย!”
เมื่อพูดจบเด็กหนุ่มก็หลับตาลงพร้อมกุมมือทั้งสองข้างไว้ที่อก
ซ่งเจิงเองก็หลับตาลงพลางอธิษฐานเงียบ ๆในใจ เขาอยากกลับไปพบหลี่ว่านหลู อยากเป็นหัวหน้าในค่ายแห่งนี้ และที่สำคัญที่สุด…ขอให้พวกเขาจัดการสุนัขกลายพันธุ์ได้สำเร็จ ขอให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขนับจากวันนี้ไปอย่าได้พบเจอความหวาดกลัว และขอให้มีอาหารกินอิ่มท้อง
เมื่อซ่งเจิงลืมตาขึ้นอีกครั้งจึงเห็นว่าฉู่อี้กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่าซ่งเจิงลูบหน้าตัวเองก่อนถามออกไปด้วยความสงสัย “ทำไม? หน้าฉันมีอะไรติดอยู่รึไง?”
ฉู่อี้ตั้งสติ แววตาของเขาทอประกายวูบไหว“พี่ซ่ง… ดวงดาวช่างสวยเหลือเกิน ดวงจันทร์ก็ด้วย”
ซ่งเจิงหลุดยิ้ม “เด็กโง่มันก็สวยไปหมดนั่นแหละ…”
ฉู่อี้ได้แต่เกาหัวและส่งยิ้มยิงฟันสดใสมาให้