Pioneer Era

    ตอนที่ 72 จุดสูงสุด​

    ***สี่วันต่อมา

    วันที่ 29 เอนมูว์ทัวร์

    ฝูงขนาดใหญ่ของอะบอมกำลังคืบคลานไปตามผิวดินที่ชื้นแฉะอย่างอ่อนล้า

    แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลอดแมกไม้ เผยให้เห็นร่างสีเขียวมรกตที่ถมเต็มผืนแผ่นดิน

    ความร้อนกรีดผิวหนังทุกข์ทรมาน แต่ถึงกระนั้นพวกอะบอมก็หาได้ยอมหยุดพักไม่

    เพราะพวกเขาไม่มี [บ้าน] ให้หลบพักอีกต่อไป

    ไม่มี [บ้าน] ที่เชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางน้ำใต้ดินชุ่มฉ่ำแสนสบาย

    ไม่มี [บ้าน] ที่ปลอดภัยให้ซุกหัวนอน

    พวกเขาต้องเดินวนเวียนหา [บ้าน] ใหม่เช่นนี้มาถึงสี่วันติดแล้ว

    " (...จะใช้ที่ไหนเป็นบ้านหลังใหม่สำหรับพวกเราดี?) "

    เอดีฟนี่ เจ้าป่าของบึงมรกตกำลังเค้นสมองสุดชีวิตเพื่อหาสถานที่ใหม่สำหรับใช้อยู่อาศัย

    แต่เขากำลังพบกับทางตัน

    เพราะว่าฝูงของเขามีจำนวนมากถึงหนึ่งล้านตัว

    จะมีสถานที่ไหนไร้เจ้าของและกว้างขวางพอสำหรับพวกเขาบ้างในทวีปนี้?

    เขายังหาสถานที่เช่นนั้นไม่พบ

    " (ต้องหาบ้านใหม่และวางแผนใหม่ พวกเรามีอาวุธตัวอย่างแล้ว ดังนั้นน่าจะผลิตตัวเลียนแบบตามได้ แล้วทีนี้ พวกเราจะกลับไปทวงบ้านเกิดกัน) "

    เอดีฟนี่คิดเช่นนั้น



    " (ว่าแต่ตอนนี้ต้องหาบ้านก่อน… หรือว่าจะแอบรุกเข้าเขตปกครองของเจ้าป่าจระเข้นภาดี? ยิ่งเจ้านั่นชอบหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วย คงปั่นหัวง่าย--- ทุกคนหยุดก่อน…) "

    ในตอนนั้นเองที่เขาสั่งทั้งฝูงให้หยุดทุกการเคลื่อนไหว

    *พิ้ว----*

    " (มีอะไรสักอย่างกำลังพุ่งเข้ามา…) "

    ประสาทสัมผัสของเขาจับได้ถึงวัตถุบางอย่างที่กำลังวิ่งเป็นวิถีโค้งลงมาจากฟากฟ้า

    สิ่งนั้นไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่ง

    แต่มีหลายสิบลูกราวกับเป็นฝนอุกกาบาต

    เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่คงไม่ใช่สิ่งที่ดีงามสำหรับเขาแน่

    " (... ทุกคน หนี! ---) "

    แล้วมันก็เกิดขึ้น

    มันคือเสียงระเบิดกึกก้องของหัวกระสุนที่แตกตัวออกยามกระทบเป้าหมาย

    เคมีที่ระเบิดแตกออกจากหัวกระสุน ได้ทำปฏิกิริยาจนเกิดเป็นเปลวความร้อนสูงที่มากกว่าสองพันองศาเซลเซียส

    สีแดงสลับน้ำเงินของเพลิงนรกเริ่มกรีดร้องดังโหยหวนไปทั่วป่า

    เสียงนั้นเสียดหูประดุจเสียงของยมทูตจากนรกอเวจี

    เพียงแค่พริบตาเดียว อะบอมจำนวนสองแสนชีวิตก็เป็นอันดาวดิ้นสิ้นชีพไป



    " (นี่มันบ้าอะไร!?) "

    เอดีฟนี่ตกใจมาก

    เขาไม่เคยเห็นการทำลายล้างอะไรเช่นนี้มาก่อนในชีวิต

    เปลวไฟที่พวยพุ่งเริ่มตีกรอบล้อมฝูงอะบอมให้เหลือทางหนีเพียงจุดเดียว

    " (ปะ… ไปทางนั้นเร็ว!) "

    เขารีบนำฝูงหนีก่อนที่จะโดนเปลวไฟเผาตายทั้งหมด

    ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นที่แน่นอนแล้วว่ามีคนกำลังโจมตีฝูงของเขา

    และนี่คงเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น

    " (ศัตรูต้องดักโจมตีที่เส้นทางหนีนั้นแน่! ทุกคนเตรียมพร้อมเข้าสู่การรบ!) "

    ดังนั้นเขาจึงสั่งด้วยภาษากายให้ทุกคนพร้อมเข้าสู่สนามรบในทันที



    การโจมตีระลอกสองได้เริ่มต้นขึ้น

    " (นั่นมันตัวอะไร!? สิ่งมีชีวิตรูปทรงโลหะหรือ!) "

    ที่เส้นทางหนีเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา มีรถถังหุ้มเกราะจำนวนหลายสิบคันกำลังเล็งปืนใหญ่มาทางพวกเขา

    ปืนใหญ่ขนาด 120 มิลลิเมตร จำนวนทั้งสิ้นสี่สิบกระบอกพ่นเปลวไฟนรกออกมา พร้อมกับดันหัวกระสุนระเบิดนาปาล์มชนิดพิเศษออกไปจากปากกระบอกปืนใหญ่เหล่านั้น

    " (วะ… เหวอออออ!?) "

    การโจมตีนี้ทำให้มีอะบอมอีกหนึ่งแสนตัวในแนวหน้าถูกส่งตามไปหาเพื่อนของมันที่ยมโลก

    เป็นโชคดีของเอดีฟนี่ที่ตัวเล็ก เลยรอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์จากการโจมตีระลอกสองนี้

    " (ทะ… ทุกคนกระจายตัว! อย่ารวมกลุ่มเป็นเป้านิ่งให้พวกมันเด็ดขาด! จงหนีสุดชีวิต แล้วไปพบกันที่ถ้ำเฮเดส!) "

    จ่าฝูงของอะบอมรีบสั่งกระจายกำลังหนีในทันที

    แต่ว่าศัตรูของเขาไม่ยอมให้พวกเขาหนีรอดไปจากที่นี้ได้



    " (นี่มัน… เป็นฝีมือของไอพวกสัตว์ไร้ขนสองขากับสัตว์หน้าขนสองขาอย่างงั้นหรือ!) "

    ด้านข้างรถถัง มีเผ่ามนุษย์ เผ่ายักษ์ เผ่าภูติ เผ่ามนุษย์มด เผ่ามนุษย์นก กับพวกชนเผ่ามนุษย์สัตว์ยืนเรียงรายอยู่เป็นแถวหน้ากระดาน

    พวกเขาปิดล้อมพื้นที่จนเป็นกำแพงเนื้อที่กล้าแกร่ง แล้วเริ่มใช้ภูมิปัญญาแห่งเทคโนโลยี ใช้ปืนไฟในมือพ่นออกมาล้อมกรอบพวกอะบอมที่กำลังวิ่งหนีกระจายออกมา

    “ (แถมระดับพลังป้องกันนี้คืออะไรกัน!?) ”

    ถึงพวกอะบอมจะพยายามสู้กับด้วยปืนกับกระแสไฟฟ้า แต่การโจมตีของพวกเขานั้นไม่อาจทำอะไรศัตรูตรงหน้าได้เลย

    เพราะศัตรูของเขาในคราวนี้มีเผ่า [ภูติ] ในระดับ [กองทัพทหาร] มาด้วย

    พวกเขาผิดกับนักเรียนที่เอดีฟนี่เจอเมื่อวันก่อนราวฟ้ากับเหว

    พวกภูติ ใช้พลังของตนเองกางบาเรียคุมกายปกป้องทุกการโจมตีจากพวกอะบอมได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนแทบเรียกได้ว่าการโจมตีของพวกอะบอมนั้นไม่มีอยู่จริง

    เอดีฟนี่เริ่มตระหนักว่าที่นี่คงเป็นสถานที่ตายของพวกเขา

    การโจมตีไม่ได้ผล หรือต่อให้หนีจากเปลวไฟนรกนั้นไปได้ ก็ยังมีส่วนชนเผ่ามนุษย์สัตว์ยืนเฝ้าระวังเป็นแนวกำแพงที่สองอยู่

    " (พวกนี้… ฝีมือผิดกับพวกที่เจอสี่วันก่อนลิบลับ!?) "

    แถมฝีมือของศัตรูในคราวนี้ยังผิดกับที่เขาเจอเมื่อวันก่อนราวฟ้ากับดิน

    ซึ่งมันไม่แปลก เพราะหน่วยที่ส่งมาในครั้งนี้ไม่ใช่นักเรียนปีหนึ่งผู้ไร้ประสบการณ์ แต่เป็นทหารหาญผู้กรำศึกที่มาพร้อมอาวุธครบมือ

    เอาแค่รถถังหนึ่งคัน ยังมีปัญญาเอาชนะได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้



    " (พวกมัน… ไม่คิดจะปล่อยให้พวกรอดกลับไปสักคนเลยเช่นนั้นหรือ!?) "

    วิธีการล้อมกรอบโจมตีของศัตรูที่แผดเผาทุกสิ่งอย่างไม่แยกแยะเป้า ทำให้เอดีฟนี่รู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปทั่วร่าง

    จากประสบการณ์ของมัน มันไม่เคยเจอเจ้าป่าหรือสัตว์ชนิดไหนโหดเหี้ยมขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

    ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นเจ้าป่าปกครอง ก็ไม่เคยมีแนวคิดกวาดล้างเผ่าอื่นให้เหี้ยนจนสูญพันธุ์อย่างที่เขากำลังเผชิญหน้า

    พวกเจ้าป่ามันจะยอมให้มีเผ่าพันธุ์อื่นอยู่ร่วมกันในเขตแดนของตนอย่างสมดุล

    เอดีฟนี่ไม่เคยรู้ ว่าแต่เดิมพวกเขาถูกเพ่งเล็งเพียงเพราะมีจำนวนมากขึ้น

    เขาไม่เคยรู้ ว่าสาเหตุของการรุกรานจากชนเผ่ามนุษย์สัตว์ มีวัตถุประสงค์เพียงแค่ลดจำนวนพวกเขาลงมาเท่านั้น

    แต่พอเขาได้แสดงศักยภาพที่อันตรายออกไปให้พวกเขาได้เห็น ความคิดของพวกมนุษย์สัตว์จึงได้เปลี่ยนไป

    "จะปล่อยให้มีตัวอันตรายเช่นนี้อยู่ใกล้เมืองไม่ได้เด็ดขาด"

    แม้แต่ชนเผ่าทั้งห้าที่มารุกรานทวีปนี้เองก็ยังคิดเช่นนั้นไม่ต่างกัน

    ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายจึงถูกปรับเปลี่ยนกลายเป็น "ฆ่าล้างให้สูญพันธ์ุ" ไปแทน

    " (ผู้อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างงั้นหรือ…) "

    ตอนนี้เอดีฟนี่ตระหนักแล้วว่าศัตรูของเขานั้นอยู่ที่ระดับไหน

    มีแต่เพียงผู้อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารเท่านั้น ที่จะสามารถตัดสินความเป็นความตายของสิ่งมีชีวิตอื่นได้

    ตัดสินให้… สูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้...



    ***

    "ท่านรูบี้ ท่านสโมกกี้ควอร์ต ท่านซันสโตน พวกเราจะไม่เข้าไปห้ามพวกเขาหน่อยหรือครับ!? "

    ท่ามกลางความอลม่านนั้น มีนักรบของชนเผ่าม้าวิ่งเข้ามาพูดกับผู้กล้าของพวกเขาด้วยสีหน้าที่ซีดเซียว

    "..."

    แต่เหล่าผู้กล้าของพวกเขากลับไม่มีคำตอบกลับไปให้ลูกน้องของเขา

    พวกนักรบชนเผ่าสัตว์กำลังเริ่มคิดอยู่ในใจ ว่าตัวเองคิดผิดหรือคิดถูก ที่ไปร้องขอความช่วยเหลือจากผู้รุกรานของพวกเขาให้มาทำงานกวาดล้างในครั้งนี้

    รูบี้ สโมกกี้ควอร์ต และซันสโตน พวกเขาคือผู้กล้าของชนเผ่าสัตว์ที่มีแนวคิดอยากผูกมิตรกับผู้รุกราน

    ดังนั้นเลยคิดอย่างเรียบง่าย ว่าจะใช้งานปราบปรามในครั้งนี้ มาเป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์กับห้าเผ่าผู้รุกราน

    แต่ทว่าวันแรกของการปราบปรามอะบอมนั้น พวกเขากลับถูกโจมตีจนเกือบพังพินาศ

    เหตุการณ์นั้นทำให้มีนักเรียนตายเป็นจำนวนมาก

    สุดท้ายบานาจึงพานักเรียนกลับไป ก่อนที่จะมีหน่วยรบใหม่ส่งเข้ามาเพื่อกวาดล้างพวกมันให้สิ้น

    ซึ่งหน่วยรบที่ถูกส่งมาใหม่นี้ ไม่มีใครที่พวกเขาสามคนคุ้นหน้าเลย

    เพราะว่าคนที่เขาคุ้นหน้าและสนิทอย่างบานาคนนั้นได้กลับไปแล้ว



    และเป็นอีกครั้งที่พวกเขา สามผู้กล้าได้ตระหนักถึงระดับอันตรายของผู้รุกราน

    พวกเขาไม่เคยคิดว่าเผ่าผู้รุกราน จะมีอาวุธที่เลวร้ายยิ่งกว่าที่เคยเห็นจากสงครามครั้งก่อน

    ตั้งแต่อุปกรณ์ที่เรียกว่า [เรด้า] ที่สามารถตรวจจับตำแหน่งของพวกอะบอมได้อย่างแม่นยำราวกับมีเนตรของเทพเจ้า

    [รถถัง] อาวุธร้ายหุ้มเกราะตีนตะขาบที่พร้อมจะเหยียบย่ำทุกสิ่งที่มันวิ่งผ่าน

    อาวุธชนิดใหม่ที่พวกเขาไม่เคยเห็น กำลังเปลี่ยนธรรมชาติ เปลี่ยนวิสัยทัศน์ จนกลายเป็นป่าที่พวกเขาไม่รู้จัก

    "...ป่าของพวกเรามันกำลัง"

    "นี่...พวกเราคงไม่ได้กำลังทำสัญญากับปีศาจร้ายอยู่หรอกใช่ไหม? "

    "ข้าเองก็ไม่รู้…"

    ผู้กล้าทั้งสามที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีแล้วหันไปก้มหัวให้กับผู้รุกราน ต่างจ้องมองไปที่เปลวไฟตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสน

    "พวกเขาทำเกิดกว่าเหตุแล้ว! ไปหยุดพวกเขาก่อนเถอะ แบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่อะบอม แต่ป่าของเราได้หายไปจนเหี้ยนด้วยแน่! "

    สุดท้ายก็มีชายคนหนึ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป

    บุรุษชนเผ่ากอลิล่า สโมกกี้ควอร์ต พูดด้วยความโกรธ ก่อนจะวิ่งไปหยุดการโจมตีตรงหน้า

    "รอข้าด้วย! "

    โดยมีผู้กล้าชนเผ่าม้า ซันสโตน วิ่งตามไปติด ๆ

    "บานา… เขา… เขาไม่ได้รู้เรื่องนี้หรอก… ใช่ไหม? "

    ส่วนรูบี้ แม่ม่ายจากชนเผ่าหมีก็ทำได้เพียงแต่พูดปลอบตัวเอง ก่อนจะวิ่งตามพวกเขาสองคนไป



    ***

    " (...ตายหมดทุกคน หนึ่งล้านชีวิต ตายกันหมดไม่มีเหลือ…ไม่มี…เหลือ---) "

    การโจมตีหยุดลงแล้ว

    เอดีฟนี่เห็นชนเผ่าสัตว์ที่มีขนสีเทาควันบุหรี่วิ่งเข้าไปตะโกนอะไรสักอย่าง ก่อนที่การโจมตีจะหยุดลง

    ท่ามกลางม่านควันสีเทาลอยคลุ้งบนแผ่นดินร้อนระอุ มีเพียงแค่ซากศพไหม้เกรียมของพวกอะบอมอย่างเขาเท่านั้น

    ท่ามกลางศพนับล้าน มีเพียงแค่จ่าฝูงอย่างเขาที่รอดชีวิตมาได้

    รอดมาด้วยการที่บรรดาลูกน้องของเขายอมสละชีวิต ใช้ระยางจับโยนเขาออกมาท่ามกลางควันไฟที่ลุกโชน

    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขามีร่างกายที่ทนต่อความร้อนได้มากกว่าคนอื่นหรือโชคดีกันแน่ เลยทำให้รอดชีวิตมาได้

    เพราะคนอื่นที่เลียนแบบทำตามนั้น ไม่มีใครรอดชีวิตผ่านม่านเปลวไฟออกมาได้เลยซักรายเดียว



    " (...) "

    เอดีฟนี่อยากกรีดร้อง

    อยากร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมาน

    อยากร้องไห้ให้กับบรรดาลูกน้องที่เสียชีวิตไป

    แต่อะบอมไม่มีดวงตา

    ไม่มีปาก

    เขาจึงไม่สามารถแสดงอารมณ์ที่เศร้าโศกออกมาได้

    เขาทำได้เพียงแต่ [รู้สึก] เท่านั้น

    [รู้สึก] เจ็บปวดอยู่ในใจอย่างไม่อาจหาที่ระบายออกมาได้...

    ทำไมถึงต้องเป็นพวกข้าที่ต้องโดนล้างเผ่าพันธุ์?

    ทำไมไม่ใช่พวกมัน?

    ทำไมมีแต่พวกเราที่ต้องเกิดมาอ่อนแอ?

    ทำไมมีแต่พวกเราที่ต้องเป็นห่วงโซ่อาหารชั้นล่างสุด?

    ทำไมพวกเราถึงต้องเป็นผู้ที่ถูกล่าเสมอ?

    การดิ้นรนของเราผิดเช่นนั้นหรือ ถึงต้องมาเจอการล่าล้างเช่นนี้?

    โลกนี้มันไม่ยุติธรรม!

    ข้า…

    ข้าริษยาพวกมัน…

    เอดีฟนี่คิดเช่นนั้นไปพร้อมกับคืบคลานต่อไปอย่างไร้จุดหมาย



    " (... ตรงนั้นมัน) "

    ในระหว่างที่เขาเดินอย่างโดดเดี่ยว เขาก็ไปพบกับทางเข้าของซากยานโบราณที่โฮปเคยเจอ

    " (ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคย?) "

    เขาคิดเช่นนั้น แล้วเดินลอดผ่านโครงกระดูกตรงหน้า ลอดผ่านประตูเข้าไปข้างใน

    ผ่านทางเดินที่อับชื้นและมืดมิด

    ผ่านห้องจำศีลที่พังทลาย

    จนกระทั้งไปหยุดลงตรงห้องทดลองห้องหนึ่ง

    " (ที่นี่มัน… ข้ารู้จัก?) "

    ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยหลอดแก้วทดลอง

    แต่ช่างน่าแปลก ที่หลอดแก้วทดลองเหล่านั้นถูกทำให้แตกทั้งหมดไปแล้ว

    แถมร่องรอยยังดูใหม่เอี่ยม

    ราวกับพึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง…



    "แหม่ ๆ ยังเหลืออีกตัวรอดมาได้หรือค่ะเนี่ย? "

    มีเสียงดังขึ้นมาจากทางเข้าของห้อง

    เสียงนั้นเย็นชาราวกับจะฆ่าคนได้

    เธอเป็นสตรีชนเผ่าแมวตัวเล็กที่มีผมถักเปียคู่สีเงินน่ารัก และสวมชุดเมดสีดำ

    ทำไมถึงมีตัวตนแบบนี้มาปรากฏอยู่ในซากโบาราณได้?

    เอดีฟนี่คงไม่มีวันได้รับคำตอบนั้น

    "ตัวทดลองที่หนีออกไปได้เองเพราะอุบัติเหตุอย่างงั้นหรือ? ก็คิดอยู่ว่าทำไมอะบอมป่าถึงดุเกิดกว่าที่ควรจะเป็นนัก"

    ว่าแล้วมือของเธอก็ยกขึ้นสูงพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เอดีฟนี่

    "เอนวี่ จัดการ"

    "ตามรับสั่งค่ะ"

    ในพริบตานั้นเองที่โลกทั้งใบของเอดีฟนี่กลายเป็นสีดำ

    มันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่อาจได้ทันมองเห็นว่าเป็นฝีมือของใคร

    ที่มันรู้ คือความตายที่มาเยือนอย่างฉับพลันเท่านั้น

    ตายเยี่ยงสุนัขข้างทางอย่างเดียวดายในสถานที่ไม่มีใครรู้จัก

    ตายกลับคืนสู่ธรรมชาติโดยที่ไม่อาจจะบรรลุความปรารถนาของเผ่าพันธุ์ได้

    อะบอม หรือสไลม์สายพันธุ์กรดตัวสุดท้ายของโลก ได้ถูกสังหารลง ณ ที่แห่งนี้ไปแล้ว...



    ***หุ่นยนต์คลั่ง [โนอาร์]

    "ทำได้ดีมาก [เอนวี่] ค่อยสมกับที่ลงทุนมากู้ระบบด้วยตัวเองหน่อย"

    ฉันกล่าวชื่นชม [เอนวี่] ระบบดูแลเตาสุริยะที่ 4 ที่กำลังยืนซ่อนใบหน้าอยู่ในเงามืด ก่อนจะเบนสายตาไปที่ศพของอะบอมทดลองตรงหน้า

    ให้ตายสิ ทำไมอดีตผู้สร้างของฉันถึงชอบทำอะไรไม่เข้าท่าอยู่เรื่อยเลยนะ

    ไปเอาความคิดมาจากไหน ที่อยากพัฒนาเพิ่มความฉลาดให้กับ [อะบอม] เนี่ย?

    เพราะแบบนี้ แผนการของฉันเลยพังพินาศสิ้นเลยเห็นไหม?

    “...”

    ฉันเดินเข้าไปใกล้มัน

    แล้วใช้ขาสองข้างกระทืบร่างเหลว ๆ ของมันจนแหลกคาเท้า

    เพราะแก…

    รู้ไหมว่าแกทำให้ผิดแผนไปจากเดิมมากแค่ไหน?

    แผนเดิมคือการใช้เผ่าผู้รุกรานมาไล่ฆ่าพวกแกเพื่อเปิดเส้นทาง แล้วระหว่างนั้นฉันก็นำทางท่านไพไรต์มาที่นี่ เพื่อมาเปิดระบบเตาสุริยะด้วยตัวเขาเอง

    ทั้งหมดก็เพื่อให้เขามีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น ให้แสงไฟสาดส่องไปที่เขาอย่างวีรบุรุษ!

    แต่นี่อะไร!?

    เพราะแกเข้ามาป่วนในวันแรกจนมีคนตาย เลยทำให้ท่านไพไรต์ต้องกลับไปก่อนเลยเห็นไหม!

    เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! ”

    ฉันกระทืบมันซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั้งไม่เหลือเศษร่างกายให้กระทืบอีกต่อไป

    อ่อนแอจริง...



    “เอาเถอะ ตอนนี้มาจัดการทางนี้ก่อนดีกว่า [เอนวี่] ไหน เธอจงว่ามา ใครคือเจ้านายของเธอ? "

    "นายท่านไพไรต์ บุรุษชนเผ่าสิงโตค่ะ"

    เสียงของคนที่ชื่อเอนวี่ดังลอดผ่านมาจากเงามืดอย่างซื่อตรง

    น้ำเสียงของเธอช่างดูไร้จิตวิญญาณ ราวกับเป็นเพียงตุ๊กตาเท่านั้น

    หุ หุ หุ มันก็ไม่แปลกหรอก

    เพราะฉันพึ่งเข้าไปล้างระบบของเธอ แล้วเขียนทับใหม่ให้เป็นแบบนี้เอง

    ถ้าเธอเกิดพัฒนาระบบจนมีความคิดเป็นของตัวเองเหมือนสองคนก่อนหน้าหรือฉัน เดียวอาจจะเป็นปัญหาภายหลังได้

    ฉันเลยรีบตัดไฟแต่ต้นลม แล้วจับย่างเธอให้กลายเป็นแค่ตุ๊กตาของฉันไป

    ส่วนยัยกลัทโทนี่ย์… เอาไว้ต้องหาจังหวะเหมาะ ๆ เข้าไปล้างสมองเธอใหม่ซะ

    ตัวหมากมีเยอะ ๆ ย่อมดีกว่าใช่ไหมละ?

    "หุ หุ หุ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการของฉัน~"

    ฉันสร้างรอยยิ้มซุกซนขึ้นบนใบหน้าที่ไร้เดียงสาของตัวเอง

    "เหลืออีกเพียงแค่ครึ่งเดียว ระบบยานก็จะกลับมาใช้งานได้สมบูรณ์แบบตามเดิมแล้ว~"

    ถ้ารวมเตาสุริยะที่ 4 แห่งนี้เข้าไป ก็จะได้ว่ามีทั้ง 4 เตาที่กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

    ถึงจะมีเตาหนึ่งพังยับไปแล้ว แต่ตอนนี้ฉันกำลังดำเนินการซ่อมอย่างลับ ๆ อยู่ ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหรนัก

    เหลืออีกเพียงแค่ 4 เตา ยานโนอาร์ก็จะกลับมามีพลังงานสมบูรณ์เหมือนกับในอดีตอีกครั้ง

    "แล้วทีนี้ แผนการสร้างโลกที่ท่านไพไรต์เป็นผู้ปกครองสูงสุด ก็จะไม่ใช่ฝันอีกต่อไป ฮุ ฮุ ฮุ~"

    ความฝันสูงสุดของฉัน คือการมอบทุกสิ่งของตัวเองให้กับนายท่าน

    ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้นายท่านพบกับความสุข

    "อ๊า~ ท่านไพไรต์ที่แสนอ่อนโยน ท่านนายเหนือหัว อีกไม่นานเกินรอ ความปรารถนาแห่งสันติภาพของท่านจะกลายเป็นจริงแล้วค่ะ! "



    แต่เดิมนายท่านไพไรต์ปรารถนาที่จะขับไล่ผู้รุกรานเพื่อชิงดินแดนแผ่นดินเกิดเกิดกลับมา

    แต่ปัจจุบันนี้ นายท่านกลับเริ่มสนิทสนมกับผู้รุกรานจนเริ่มมีจิตใจเอนเอียงไม่อยากทำร้ายพวกเขา

    นายท่านจึงเริ่มรู้สึกสับสน เพราะไม่สามารถขจัดความขัดแย้งนี้ให้หมดไปได้ง่าย ๆ

    เพราะแบบนั้น ฉันเลยต้องสอดมือเข้าไปยุ่ง

    ฉันเคยคิดว่าให้นายท่านไพไรต์ขึ้นปกครองแต่เพียงเผ่ามนุษย์สัตว์ก็พอแล้ว

    แต่มันยังไม่เพียงพอ

    ตราบเท่าที่ยังแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองทวีปไม่ได้ ท่านไพไรต์คงไม่อาจได้รับความสงบสุขในชีวิต

    ดังนั้นฉันเลยต้องการให้นายท่านไพไรต์ขึ้นเป็นผู้นำปกครองทั้งสองฝ่าย

    ปกครองทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดสันติภาพที่แท้จริงขึ้นมา

    เพื่อจะทำให้เป้าหมายนี้บรรลุ ฉันจึงต้องทำให้ท่านไพไรต์กุมพลังอำนาจเหนือกว่าใคร

    การจะทำสิ่งนี้ให้เป็นจริงได้ จำเป็นจะต้องมีพลัง

    ดังนั้นฉันจึงต้องรีบกู้ระบบยานโนอาร์กลับมา

    ถ้าระบบของยานกลับมาทำงานสมบูรณ์แบบเหมือนในอดีต ก็จะไม่มีใครสู้ฉันได้อีกต่อไป



    ปัญหาหนึ่งคือถ้าฉันโดนโจมตีก่อนคงจะแย่

    เรือรบของผู้รุกรานที่จอดในทะเลนอกทวีป ต่างมีเป้าโจมตีมาที่หอคอยหลักของยานโนอาร์

    ถึงไม่รู้ขีดความสามารถทางการรบของมัน แต่ฉันว่าระบบป้องกันของหอคอยหลักไม่น่าจะทนไหว ถ้าหากว่าถูกสิ่งนั้นโจมตีเข้ามาพร้อมกัน

    แต่เป็นโชคดีที่ทางฝ่ายนั้นเองก็ไม่เคยคิดเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน

    เพราะพวกเขาอยากค้นหาความลับของฉัน มากกว่าอยากที่จะทำลายทิ้งไป

    ฉันดูออก ว่าพวกมันอยากจับร่างหุ่นเมดแมวตัวนี้ไปชำแหละ เพื่อสืบค้นข้อมูลจากหน่วยความจำของฉันใจจะขาด

    แต่พวกมันไม่กล้าทำหรอก

    เพราะถ้ามันลงมือทำ จะถือว่าเป็นการฉีก [สัญญา] ที่ฉันแอบท่านไพไรต์ไปทำเอาไว้กับพวกมันในวันนั้นทิ้ง

    แต่ไม่ช้าก็เร็ว หากผู้รุกรานหาวิธีรับมือการโจมตีของหอคอยโนอาร์ได้ พวกมันคงฉีก [สัญญา] ในทันทีนั่นละ

    เหมือนกับที่ฉันเริ่มเร่งแผนการกู้ระบบยาน เพื่อเตรียมฉีกสัญญานั้นในอนาคตอันใกล้นี่แหละ

    ถึงจะเห็นแบบนี้ แต่ฉันหูดีมากนะ

    ฉันรู้จากข่าวซุบซิบในวงนักเรียน ว่าตอนนี้มีพวกใต้น้ำที่คิดจะเปิดสงครามจากทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว

    แถมภายในของแต่ละฝ่ายเองก็ยังมีปัญหากันเองอยู่ด้วย

    เผ่ามนุษย์มดที่กำลังถึงช่วงเปลี่ยนราชินีปกครอง

    เผ่ามนุษย์สัตว์ที่มีพวกป้องร้ายท่านไพไรต์เพื่อยึดพลังของฉัน แล้วเอาไปใช้ในสงคราม

    อย่างเมื่อสี่วันก่อน ตอนสู้กับอะบอม ยังมีการโจมตีลูกหลงพุ่งไปหาท่านไพไรต์อยู่เลย

    ฉันคิดว่าเดียวคงต้องหาเวลาไปคุยกับพวกต่อต้านของเผ่ามนุษย์สัตว์บ้างหน่อยเสียแล้ว...

    เอาเป็นว่า จากการคำนวณของฉัน ไม่ว่ายังไง สงครามก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอนถ้ายังมีคนแบบนี้อยู่

    และเมื่อสงครามเกิดขึ้น คิดว่าใครกันละ ที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด?

    คำตอบคือคนที่มีพลังมากพอเอาชนะทั้งสองฝ่ายในเวลาเดียวกันยังไงละ

    ดั่งคำกล่าวที่ว่า “ผู้ชนะคือผู้เขียนหน้าของประวัติศาสตร์”

    มีเพียงแค่ผู้ชนะ ที่สามารถกำหนดทิศทางของโลกได้

    หุ หุ หุ ฉันละอดใจรอที่จะถึงวันนั้นไม่ไหวแล้วละ~

    "... ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนายท่านที่รักยิ่ง! [เอ็นวี่] เริ่มเปิดระบบเตาสุริยะที่ 4 ได้! "