***สี่วันต่อมา
วันที่ 29 เอนมูว์ทัวร์
ฝูงขนาดใหญ่ของอะบอมกำลังคืบคลานไปตามผิวดินที่ชื้นแฉะอย่างอ่อนล้า
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลอดแมกไม้ เผยให้เห็นร่างสีเขียวมรกตที่ถมเต็มผืนแผ่นดิน
ความร้อนกรีดผิวหนังทุกข์ทรมาน แต่ถึงกระนั้นพวกอะบอมก็หาได้ยอมหยุดพักไม่
เพราะพวกเขาไม่มี [บ้าน] ให้หลบพักอีกต่อไป
ไม่มี [บ้าน] ที่เชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางน้ำใต้ดินชุ่มฉ่ำแสนสบาย
ไม่มี [บ้าน] ที่ปลอดภัยให้ซุกหัวนอน
พวกเขาต้องเดินวนเวียนหา [บ้าน] ใหม่เช่นนี้มาถึงสี่วันติดแล้ว
" (...จะใช้ที่ไหนเป็นบ้านหลังใหม่สำหรับพวกเราดี?) "
เอดีฟนี่ เจ้าป่าของบึงมรกตกำลังเค้นสมองสุดชีวิตเพื่อหาสถานที่ใหม่สำหรับใช้อยู่อาศัย
แต่เขากำลังพบกับทางตัน
เพราะว่าฝูงของเขามีจำนวนมากถึงหนึ่งล้านตัว
จะมีสถานที่ไหนไร้เจ้าของและกว้างขวางพอสำหรับพวกเขาบ้างในทวีปนี้?
เขายังหาสถานที่เช่นนั้นไม่พบ
" (ต้องหาบ้านใหม่และวางแผนใหม่ พวกเรามีอาวุธตัวอย่างแล้ว ดังนั้นน่าจะผลิตตัวเลียนแบบตามได้ แล้วทีนี้ พวกเราจะกลับไปทวงบ้านเกิดกัน) "
เอดีฟนี่คิดเช่นนั้น
" (ว่าแต่ตอนนี้ต้องหาบ้านก่อน… หรือว่าจะแอบรุกเข้าเขตปกครองของเจ้าป่าจระเข้นภาดี? ยิ่งเจ้านั่นชอบหยิ่งในศักดิ์ศรีด้วย คงปั่นหัวง่าย--- ทุกคนหยุดก่อน…) "
ในตอนนั้นเองที่เขาสั่งทั้งฝูงให้หยุดทุกการเคลื่อนไหว
*พิ้ว----*
" (มีอะไรสักอย่างกำลังพุ่งเข้ามา…) "
ประสาทสัมผัสของเขาจับได้ถึงวัตถุบางอย่างที่กำลังวิ่งเป็นวิถีโค้งลงมาจากฟากฟ้า
สิ่งนั้นไม่ได้มีเพียงแค่หนึ่ง
แต่มีหลายสิบลูกราวกับเป็นฝนอุกกาบาต
เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่คงไม่ใช่สิ่งที่ดีงามสำหรับเขาแน่
" (... ทุกคน หนี! ---) "
แล้วมันก็เกิดขึ้น
มันคือเสียงระเบิดกึกก้องของหัวกระสุนที่แตกตัวออกยามกระทบเป้าหมาย
เคมีที่ระเบิดแตกออกจากหัวกระสุน ได้ทำปฏิกิริยาจนเกิดเป็นเปลวความร้อนสูงที่มากกว่าสองพันองศาเซลเซียส
สีแดงสลับน้ำเงินของเพลิงนรกเริ่มกรีดร้องดังโหยหวนไปทั่วป่า
เสียงนั้นเสียดหูประดุจเสียงของยมทูตจากนรกอเวจี
เพียงแค่พริบตาเดียว อะบอมจำนวนสองแสนชีวิตก็เป็นอันดาวดิ้นสิ้นชีพไป
" (นี่มันบ้าอะไร!?) "
เอดีฟนี่ตกใจมาก
เขาไม่เคยเห็นการทำลายล้างอะไรเช่นนี้มาก่อนในชีวิต
เปลวไฟที่พวยพุ่งเริ่มตีกรอบล้อมฝูงอะบอมให้เหลือทางหนีเพียงจุดเดียว
" (ปะ… ไปทางนั้นเร็ว!) "
เขารีบนำฝูงหนีก่อนที่จะโดนเปลวไฟเผาตายทั้งหมด
ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นที่แน่นอนแล้วว่ามีคนกำลังโจมตีฝูงของเขา
และนี่คงเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น
" (ศัตรูต้องดักโจมตีที่เส้นทางหนีนั้นแน่! ทุกคนเตรียมพร้อมเข้าสู่การรบ!) "
ดังนั้นเขาจึงสั่งด้วยภาษากายให้ทุกคนพร้อมเข้าสู่สนามรบในทันที
การโจมตีระลอกสองได้เริ่มต้นขึ้น
" (นั่นมันตัวอะไร!? สิ่งมีชีวิตรูปทรงโลหะหรือ!) "
ที่เส้นทางหนีเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา มีรถถังหุ้มเกราะจำนวนหลายสิบคันกำลังเล็งปืนใหญ่มาทางพวกเขา
ปืนใหญ่ขนาด 120 มิลลิเมตร จำนวนทั้งสิ้นสี่สิบกระบอกพ่นเปลวไฟนรกออกมา พร้อมกับดันหัวกระสุนระเบิดนาปาล์มชนิดพิเศษออกไปจากปากกระบอกปืนใหญ่เหล่านั้น
" (วะ… เหวอออออ!?) "
การโจมตีนี้ทำให้มีอะบอมอีกหนึ่งแสนตัวในแนวหน้าถูกส่งตามไปหาเพื่อนของมันที่ยมโลก
เป็นโชคดีของเอดีฟนี่ที่ตัวเล็ก เลยรอดมาได้ราวกับปาฏิหาริย์จากการโจมตีระลอกสองนี้
" (ทะ… ทุกคนกระจายตัว! อย่ารวมกลุ่มเป็นเป้านิ่งให้พวกมันเด็ดขาด! จงหนีสุดชีวิต แล้วไปพบกันที่ถ้ำเฮเดส!) "
จ่าฝูงของอะบอมรีบสั่งกระจายกำลังหนีในทันที
แต่ว่าศัตรูของเขาไม่ยอมให้พวกเขาหนีรอดไปจากที่นี้ได้
" (นี่มัน… เป็นฝีมือของไอพวกสัตว์ไร้ขนสองขากับสัตว์หน้าขนสองขาอย่างงั้นหรือ!) "
ด้านข้างรถถัง มีเผ่ามนุษย์ เผ่ายักษ์ เผ่าภูติ เผ่ามนุษย์มด เผ่ามนุษย์นก กับพวกชนเผ่ามนุษย์สัตว์ยืนเรียงรายอยู่เป็นแถวหน้ากระดาน
พวกเขาปิดล้อมพื้นที่จนเป็นกำแพงเนื้อที่กล้าแกร่ง แล้วเริ่มใช้ภูมิปัญญาแห่งเทคโนโลยี ใช้ปืนไฟในมือพ่นออกมาล้อมกรอบพวกอะบอมที่กำลังวิ่งหนีกระจายออกมา
“ (แถมระดับพลังป้องกันนี้คืออะไรกัน!?) ”
ถึงพวกอะบอมจะพยายามสู้กับด้วยปืนกับกระแสไฟฟ้า แต่การโจมตีของพวกเขานั้นไม่อาจทำอะไรศัตรูตรงหน้าได้เลย
เพราะศัตรูของเขาในคราวนี้มีเผ่า [ภูติ] ในระดับ [กองทัพทหาร] มาด้วย
พวกเขาผิดกับนักเรียนที่เอดีฟนี่เจอเมื่อวันก่อนราวฟ้ากับเหว
พวกภูติ ใช้พลังของตนเองกางบาเรียคุมกายปกป้องทุกการโจมตีจากพวกอะบอมได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนแทบเรียกได้ว่าการโจมตีของพวกอะบอมนั้นไม่มีอยู่จริง
เอดีฟนี่เริ่มตระหนักว่าที่นี่คงเป็นสถานที่ตายของพวกเขา
การโจมตีไม่ได้ผล หรือต่อให้หนีจากเปลวไฟนรกนั้นไปได้ ก็ยังมีส่วนชนเผ่ามนุษย์สัตว์ยืนเฝ้าระวังเป็นแนวกำแพงที่สองอยู่
" (พวกนี้… ฝีมือผิดกับพวกที่เจอสี่วันก่อนลิบลับ!?) "
แถมฝีมือของศัตรูในคราวนี้ยังผิดกับที่เขาเจอเมื่อวันก่อนราวฟ้ากับดิน
ซึ่งมันไม่แปลก เพราะหน่วยที่ส่งมาในครั้งนี้ไม่ใช่นักเรียนปีหนึ่งผู้ไร้ประสบการณ์ แต่เป็นทหารหาญผู้กรำศึกที่มาพร้อมอาวุธครบมือ
เอาแค่รถถังหนึ่งคัน ยังมีปัญญาเอาชนะได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้
" (พวกมัน… ไม่คิดจะปล่อยให้พวกรอดกลับไปสักคนเลยเช่นนั้นหรือ!?) "
วิธีการล้อมกรอบโจมตีของศัตรูที่แผดเผาทุกสิ่งอย่างไม่แยกแยะเป้า ทำให้เอดีฟนี่รู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปทั่วร่าง
จากประสบการณ์ของมัน มันไม่เคยเจอเจ้าป่าหรือสัตว์ชนิดไหนโหดเหี้ยมขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ไม่ว่าใครจะขึ้นเป็นเจ้าป่าปกครอง ก็ไม่เคยมีแนวคิดกวาดล้างเผ่าอื่นให้เหี้ยนจนสูญพันธุ์อย่างที่เขากำลังเผชิญหน้า
พวกเจ้าป่ามันจะยอมให้มีเผ่าพันธุ์อื่นอยู่ร่วมกันในเขตแดนของตนอย่างสมดุล
เอดีฟนี่ไม่เคยรู้ ว่าแต่เดิมพวกเขาถูกเพ่งเล็งเพียงเพราะมีจำนวนมากขึ้น
เขาไม่เคยรู้ ว่าสาเหตุของการรุกรานจากชนเผ่ามนุษย์สัตว์ มีวัตถุประสงค์เพียงแค่ลดจำนวนพวกเขาลงมาเท่านั้น
แต่พอเขาได้แสดงศักยภาพที่อันตรายออกไปให้พวกเขาได้เห็น ความคิดของพวกมนุษย์สัตว์จึงได้เปลี่ยนไป
"จะปล่อยให้มีตัวอันตรายเช่นนี้อยู่ใกล้เมืองไม่ได้เด็ดขาด"
แม้แต่ชนเผ่าทั้งห้าที่มารุกรานทวีปนี้เองก็ยังคิดเช่นนั้นไม่ต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายจึงถูกปรับเปลี่ยนกลายเป็น "ฆ่าล้างให้สูญพันธ์ุ" ไปแทน
" (ผู้อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารอย่างงั้นหรือ…) "
ตอนนี้เอดีฟนี่ตระหนักแล้วว่าศัตรูของเขานั้นอยู่ที่ระดับไหน
มีแต่เพียงผู้อยู่จุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารเท่านั้น ที่จะสามารถตัดสินความเป็นความตายของสิ่งมีชีวิตอื่นได้
ตัดสินให้… สูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้...
***
"ท่านรูบี้ ท่านสโมกกี้ควอร์ต ท่านซันสโตน พวกเราจะไม่เข้าไปห้ามพวกเขาหน่อยหรือครับ!? "
ท่ามกลางความอลม่านนั้น มีนักรบของชนเผ่าม้าวิ่งเข้ามาพูดกับผู้กล้าของพวกเขาด้วยสีหน้าที่ซีดเซียว
"..."
แต่เหล่าผู้กล้าของพวกเขากลับไม่มีคำตอบกลับไปให้ลูกน้องของเขา
พวกนักรบชนเผ่าสัตว์กำลังเริ่มคิดอยู่ในใจ ว่าตัวเองคิดผิดหรือคิดถูก ที่ไปร้องขอความช่วยเหลือจากผู้รุกรานของพวกเขาให้มาทำงานกวาดล้างในครั้งนี้
รูบี้ สโมกกี้ควอร์ต และซันสโตน พวกเขาคือผู้กล้าของชนเผ่าสัตว์ที่มีแนวคิดอยากผูกมิตรกับผู้รุกราน
ดังนั้นเลยคิดอย่างเรียบง่าย ว่าจะใช้งานปราบปรามในครั้งนี้ มาเป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์กับห้าเผ่าผู้รุกราน
แต่ทว่าวันแรกของการปราบปรามอะบอมนั้น พวกเขากลับถูกโจมตีจนเกือบพังพินาศ
เหตุการณ์นั้นทำให้มีนักเรียนตายเป็นจำนวนมาก
สุดท้ายบานาจึงพานักเรียนกลับไป ก่อนที่จะมีหน่วยรบใหม่ส่งเข้ามาเพื่อกวาดล้างพวกมันให้สิ้น
ซึ่งหน่วยรบที่ถูกส่งมาใหม่นี้ ไม่มีใครที่พวกเขาสามคนคุ้นหน้าเลย
เพราะว่าคนที่เขาคุ้นหน้าและสนิทอย่างบานาคนนั้นได้กลับไปแล้ว
และเป็นอีกครั้งที่พวกเขา สามผู้กล้าได้ตระหนักถึงระดับอันตรายของผู้รุกราน
พวกเขาไม่เคยคิดว่าเผ่าผู้รุกราน จะมีอาวุธที่เลวร้ายยิ่งกว่าที่เคยเห็นจากสงครามครั้งก่อน
ตั้งแต่อุปกรณ์ที่เรียกว่า [เรด้า] ที่สามารถตรวจจับตำแหน่งของพวกอะบอมได้อย่างแม่นยำราวกับมีเนตรของเทพเจ้า
[รถถัง] อาวุธร้ายหุ้มเกราะตีนตะขาบที่พร้อมจะเหยียบย่ำทุกสิ่งที่มันวิ่งผ่าน
อาวุธชนิดใหม่ที่พวกเขาไม่เคยเห็น กำลังเปลี่ยนธรรมชาติ เปลี่ยนวิสัยทัศน์ จนกลายเป็นป่าที่พวกเขาไม่รู้จัก
"...ป่าของพวกเรามันกำลัง"
"นี่...พวกเราคงไม่ได้กำลังทำสัญญากับปีศาจร้ายอยู่หรอกใช่ไหม? "
"ข้าเองก็ไม่รู้…"
ผู้กล้าทั้งสามที่ยอมทิ้งศักดิ์ศรีแล้วหันไปก้มหัวให้กับผู้รุกราน ต่างจ้องมองไปที่เปลวไฟตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสน
"พวกเขาทำเกิดกว่าเหตุแล้ว! ไปหยุดพวกเขาก่อนเถอะ แบบนี้ไม่ใช่เพียงแค่อะบอม แต่ป่าของเราได้หายไปจนเหี้ยนด้วยแน่! "
สุดท้ายก็มีชายคนหนึ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป
บุรุษชนเผ่ากอลิล่า สโมกกี้ควอร์ต พูดด้วยความโกรธ ก่อนจะวิ่งไปหยุดการโจมตีตรงหน้า
"รอข้าด้วย! "
โดยมีผู้กล้าชนเผ่าม้า ซันสโตน วิ่งตามไปติด ๆ
"บานา… เขา… เขาไม่ได้รู้เรื่องนี้หรอก… ใช่ไหม? "
ส่วนรูบี้ แม่ม่ายจากชนเผ่าหมีก็ทำได้เพียงแต่พูดปลอบตัวเอง ก่อนจะวิ่งตามพวกเขาสองคนไป
***
" (...ตายหมดทุกคน หนึ่งล้านชีวิต ตายกันหมดไม่มีเหลือ…ไม่มี…เหลือ---) "
การโจมตีหยุดลงแล้ว
เอดีฟนี่เห็นชนเผ่าสัตว์ที่มีขนสีเทาควันบุหรี่วิ่งเข้าไปตะโกนอะไรสักอย่าง ก่อนที่การโจมตีจะหยุดลง
ท่ามกลางม่านควันสีเทาลอยคลุ้งบนแผ่นดินร้อนระอุ มีเพียงแค่ซากศพไหม้เกรียมของพวกอะบอมอย่างเขาเท่านั้น
ท่ามกลางศพนับล้าน มีเพียงแค่จ่าฝูงอย่างเขาที่รอดชีวิตมาได้
รอดมาด้วยการที่บรรดาลูกน้องของเขายอมสละชีวิต ใช้ระยางจับโยนเขาออกมาท่ามกลางควันไฟที่ลุกโชน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขามีร่างกายที่ทนต่อความร้อนได้มากกว่าคนอื่นหรือโชคดีกันแน่ เลยทำให้รอดชีวิตมาได้
เพราะคนอื่นที่เลียนแบบทำตามนั้น ไม่มีใครรอดชีวิตผ่านม่านเปลวไฟออกมาได้เลยซักรายเดียว
" (...) "
เอดีฟนี่อยากกรีดร้อง
อยากร้องโหยหวนอย่างทุกข์ทรมาน
อยากร้องไห้ให้กับบรรดาลูกน้องที่เสียชีวิตไป
แต่อะบอมไม่มีดวงตา
ไม่มีปาก
เขาจึงไม่สามารถแสดงอารมณ์ที่เศร้าโศกออกมาได้
เขาทำได้เพียงแต่ [รู้สึก] เท่านั้น
[รู้สึก] เจ็บปวดอยู่ในใจอย่างไม่อาจหาที่ระบายออกมาได้...
ทำไมถึงต้องเป็นพวกข้าที่ต้องโดนล้างเผ่าพันธุ์?
ทำไมไม่ใช่พวกมัน?
ทำไมมีแต่พวกเราที่ต้องเกิดมาอ่อนแอ?
ทำไมมีแต่พวกเราที่ต้องเป็นห่วงโซ่อาหารชั้นล่างสุด?
ทำไมพวกเราถึงต้องเป็นผู้ที่ถูกล่าเสมอ?
การดิ้นรนของเราผิดเช่นนั้นหรือ ถึงต้องมาเจอการล่าล้างเช่นนี้?
โลกนี้มันไม่ยุติธรรม!
ข้า…
ข้าริษยาพวกมัน…
เอดีฟนี่คิดเช่นนั้นไปพร้อมกับคืบคลานต่อไปอย่างไร้จุดหมาย
" (... ตรงนั้นมัน) "
ในระหว่างที่เขาเดินอย่างโดดเดี่ยว เขาก็ไปพบกับทางเข้าของซากยานโบราณที่โฮปเคยเจอ
" (ทำไมถึงรู้สึกคุ้นเคย?) "
เขาคิดเช่นนั้น แล้วเดินลอดผ่านโครงกระดูกตรงหน้า ลอดผ่านประตูเข้าไปข้างใน
ผ่านทางเดินที่อับชื้นและมืดมิด
ผ่านห้องจำศีลที่พังทลาย
จนกระทั้งไปหยุดลงตรงห้องทดลองห้องหนึ่ง
" (ที่นี่มัน… ข้ารู้จัก?) "
ภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยหลอดแก้วทดลอง
แต่ช่างน่าแปลก ที่หลอดแก้วทดลองเหล่านั้นถูกทำให้แตกทั้งหมดไปแล้ว
แถมร่องรอยยังดูใหม่เอี่ยม
ราวกับพึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้เอง…
"แหม่ ๆ ยังเหลืออีกตัวรอดมาได้หรือค่ะเนี่ย? "
มีเสียงดังขึ้นมาจากทางเข้าของห้อง
เสียงนั้นเย็นชาราวกับจะฆ่าคนได้
เธอเป็นสตรีชนเผ่าแมวตัวเล็กที่มีผมถักเปียคู่สีเงินน่ารัก และสวมชุดเมดสีดำ
ทำไมถึงมีตัวตนแบบนี้มาปรากฏอยู่ในซากโบาราณได้?
เอดีฟนี่คงไม่มีวันได้รับคำตอบนั้น
"ตัวทดลองที่หนีออกไปได้เองเพราะอุบัติเหตุอย่างงั้นหรือ? ก็คิดอยู่ว่าทำไมอะบอมป่าถึงดุเกิดกว่าที่ควรจะเป็นนัก"
ว่าแล้วมือของเธอก็ยกขึ้นสูงพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เอดีฟนี่
"เอนวี่ จัดการ"
"ตามรับสั่งค่ะ"
ในพริบตานั้นเองที่โลกทั้งใบของเอดีฟนี่กลายเป็นสีดำ
มันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่อาจได้ทันมองเห็นว่าเป็นฝีมือของใคร
ที่มันรู้ คือความตายที่มาเยือนอย่างฉับพลันเท่านั้น
ตายเยี่ยงสุนัขข้างทางอย่างเดียวดายในสถานที่ไม่มีใครรู้จัก
ตายกลับคืนสู่ธรรมชาติโดยที่ไม่อาจจะบรรลุความปรารถนาของเผ่าพันธุ์ได้
อะบอม หรือสไลม์สายพันธุ์กรดตัวสุดท้ายของโลก ได้ถูกสังหารลง ณ ที่แห่งนี้ไปแล้ว...
***หุ่นยนต์คลั่ง [โนอาร์]
"ทำได้ดีมาก [เอนวี่] ค่อยสมกับที่ลงทุนมากู้ระบบด้วยตัวเองหน่อย"
ฉันกล่าวชื่นชม [เอนวี่] ระบบดูแลเตาสุริยะที่ 4 ที่กำลังยืนซ่อนใบหน้าอยู่ในเงามืด ก่อนจะเบนสายตาไปที่ศพของอะบอมทดลองตรงหน้า
ให้ตายสิ ทำไมอดีตผู้สร้างของฉันถึงชอบทำอะไรไม่เข้าท่าอยู่เรื่อยเลยนะ
ไปเอาความคิดมาจากไหน ที่อยากพัฒนาเพิ่มความฉลาดให้กับ [อะบอม] เนี่ย?
เพราะแบบนี้ แผนการของฉันเลยพังพินาศสิ้นเลยเห็นไหม?
“...”
ฉันเดินเข้าไปใกล้มัน
แล้วใช้ขาสองข้างกระทืบร่างเหลว ๆ ของมันจนแหลกคาเท้า
เพราะแก…
รู้ไหมว่าแกทำให้ผิดแผนไปจากเดิมมากแค่ไหน?
แผนเดิมคือการใช้เผ่าผู้รุกรานมาไล่ฆ่าพวกแกเพื่อเปิดเส้นทาง แล้วระหว่างนั้นฉันก็นำทางท่านไพไรต์มาที่นี่ เพื่อมาเปิดระบบเตาสุริยะด้วยตัวเขาเอง
ทั้งหมดก็เพื่อให้เขามีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้น ให้แสงไฟสาดส่องไปที่เขาอย่างวีรบุรุษ!
แต่นี่อะไร!?
เพราะแกเข้ามาป่วนในวันแรกจนมีคนตาย เลยทำให้ท่านไพไรต์ต้องกลับไปก่อนเลยเห็นไหม!
เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! เพราะแก! ”
ฉันกระทืบมันซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั้งไม่เหลือเศษร่างกายให้กระทืบอีกต่อไป
อ่อนแอจริง...
“เอาเถอะ ตอนนี้มาจัดการทางนี้ก่อนดีกว่า [เอนวี่] ไหน เธอจงว่ามา ใครคือเจ้านายของเธอ? "
"นายท่านไพไรต์ บุรุษชนเผ่าสิงโตค่ะ"
เสียงของคนที่ชื่อเอนวี่ดังลอดผ่านมาจากเงามืดอย่างซื่อตรง
น้ำเสียงของเธอช่างดูไร้จิตวิญญาณ ราวกับเป็นเพียงตุ๊กตาเท่านั้น
หุ หุ หุ มันก็ไม่แปลกหรอก
เพราะฉันพึ่งเข้าไปล้างระบบของเธอ แล้วเขียนทับใหม่ให้เป็นแบบนี้เอง
ถ้าเธอเกิดพัฒนาระบบจนมีความคิดเป็นของตัวเองเหมือนสองคนก่อนหน้าหรือฉัน เดียวอาจจะเป็นปัญหาภายหลังได้
ฉันเลยรีบตัดไฟแต่ต้นลม แล้วจับย่างเธอให้กลายเป็นแค่ตุ๊กตาของฉันไป
ส่วนยัยกลัทโทนี่ย์… เอาไว้ต้องหาจังหวะเหมาะ ๆ เข้าไปล้างสมองเธอใหม่ซะ
ตัวหมากมีเยอะ ๆ ย่อมดีกว่าใช่ไหมละ?
"หุ หุ หุ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการของฉัน~"
ฉันสร้างรอยยิ้มซุกซนขึ้นบนใบหน้าที่ไร้เดียงสาของตัวเอง
"เหลืออีกเพียงแค่ครึ่งเดียว ระบบยานก็จะกลับมาใช้งานได้สมบูรณ์แบบตามเดิมแล้ว~"
ถ้ารวมเตาสุริยะที่ 4 แห่งนี้เข้าไป ก็จะได้ว่ามีทั้ง 4 เตาที่กลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง
ถึงจะมีเตาหนึ่งพังยับไปแล้ว แต่ตอนนี้ฉันกำลังดำเนินการซ่อมอย่างลับ ๆ อยู่ ดังนั้นจึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหรนัก
เหลืออีกเพียงแค่ 4 เตา ยานโนอาร์ก็จะกลับมามีพลังงานสมบูรณ์เหมือนกับในอดีตอีกครั้ง
"แล้วทีนี้ แผนการสร้างโลกที่ท่านไพไรต์เป็นผู้ปกครองสูงสุด ก็จะไม่ใช่ฝันอีกต่อไป ฮุ ฮุ ฮุ~"
ความฝันสูงสุดของฉัน คือการมอบทุกสิ่งของตัวเองให้กับนายท่าน
ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อให้นายท่านพบกับความสุข
"อ๊า~ ท่านไพไรต์ที่แสนอ่อนโยน ท่านนายเหนือหัว อีกไม่นานเกินรอ ความปรารถนาแห่งสันติภาพของท่านจะกลายเป็นจริงแล้วค่ะ! "
แต่เดิมนายท่านไพไรต์ปรารถนาที่จะขับไล่ผู้รุกรานเพื่อชิงดินแดนแผ่นดินเกิดเกิดกลับมา
แต่ปัจจุบันนี้ นายท่านกลับเริ่มสนิทสนมกับผู้รุกรานจนเริ่มมีจิตใจเอนเอียงไม่อยากทำร้ายพวกเขา
นายท่านจึงเริ่มรู้สึกสับสน เพราะไม่สามารถขจัดความขัดแย้งนี้ให้หมดไปได้ง่าย ๆ
เพราะแบบนั้น ฉันเลยต้องสอดมือเข้าไปยุ่ง
ฉันเคยคิดว่าให้นายท่านไพไรต์ขึ้นปกครองแต่เพียงเผ่ามนุษย์สัตว์ก็พอแล้ว
แต่มันยังไม่เพียงพอ
ตราบเท่าที่ยังแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองทวีปไม่ได้ ท่านไพไรต์คงไม่อาจได้รับความสงบสุขในชีวิต
ดังนั้นฉันเลยต้องการให้นายท่านไพไรต์ขึ้นเป็นผู้นำปกครองทั้งสองฝ่าย
ปกครองทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดสันติภาพที่แท้จริงขึ้นมา
เพื่อจะทำให้เป้าหมายนี้บรรลุ ฉันจึงต้องทำให้ท่านไพไรต์กุมพลังอำนาจเหนือกว่าใคร
การจะทำสิ่งนี้ให้เป็นจริงได้ จำเป็นจะต้องมีพลัง
ดังนั้นฉันจึงต้องรีบกู้ระบบยานโนอาร์กลับมา
ถ้าระบบของยานกลับมาทำงานสมบูรณ์แบบเหมือนในอดีต ก็จะไม่มีใครสู้ฉันได้อีกต่อไป
ปัญหาหนึ่งคือถ้าฉันโดนโจมตีก่อนคงจะแย่
เรือรบของผู้รุกรานที่จอดในทะเลนอกทวีป ต่างมีเป้าโจมตีมาที่หอคอยหลักของยานโนอาร์
ถึงไม่รู้ขีดความสามารถทางการรบของมัน แต่ฉันว่าระบบป้องกันของหอคอยหลักไม่น่าจะทนไหว ถ้าหากว่าถูกสิ่งนั้นโจมตีเข้ามาพร้อมกัน
แต่เป็นโชคดีที่ทางฝ่ายนั้นเองก็ไม่เคยคิดเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน
เพราะพวกเขาอยากค้นหาความลับของฉัน มากกว่าอยากที่จะทำลายทิ้งไป
ฉันดูออก ว่าพวกมันอยากจับร่างหุ่นเมดแมวตัวนี้ไปชำแหละ เพื่อสืบค้นข้อมูลจากหน่วยความจำของฉันใจจะขาด
แต่พวกมันไม่กล้าทำหรอก
เพราะถ้ามันลงมือทำ จะถือว่าเป็นการฉีก [สัญญา] ที่ฉันแอบท่านไพไรต์ไปทำเอาไว้กับพวกมันในวันนั้นทิ้ง
แต่ไม่ช้าก็เร็ว หากผู้รุกรานหาวิธีรับมือการโจมตีของหอคอยโนอาร์ได้ พวกมันคงฉีก [สัญญา] ในทันทีนั่นละ
เหมือนกับที่ฉันเริ่มเร่งแผนการกู้ระบบยาน เพื่อเตรียมฉีกสัญญานั้นในอนาคตอันใกล้นี่แหละ
ถึงจะเห็นแบบนี้ แต่ฉันหูดีมากนะ
ฉันรู้จากข่าวซุบซิบในวงนักเรียน ว่าตอนนี้มีพวกใต้น้ำที่คิดจะเปิดสงครามจากทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว
แถมภายในของแต่ละฝ่ายเองก็ยังมีปัญหากันเองอยู่ด้วย
เผ่ามนุษย์มดที่กำลังถึงช่วงเปลี่ยนราชินีปกครอง
เผ่ามนุษย์สัตว์ที่มีพวกป้องร้ายท่านไพไรต์เพื่อยึดพลังของฉัน แล้วเอาไปใช้ในสงคราม
อย่างเมื่อสี่วันก่อน ตอนสู้กับอะบอม ยังมีการโจมตีลูกหลงพุ่งไปหาท่านไพไรต์อยู่เลย
ฉันคิดว่าเดียวคงต้องหาเวลาไปคุยกับพวกต่อต้านของเผ่ามนุษย์สัตว์บ้างหน่อยเสียแล้ว...
เอาเป็นว่า จากการคำนวณของฉัน ไม่ว่ายังไง สงครามก็ต้องเกิดขึ้นแน่นอนถ้ายังมีคนแบบนี้อยู่
และเมื่อสงครามเกิดขึ้น คิดว่าใครกันละ ที่จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด?
คำตอบคือคนที่มีพลังมากพอเอาชนะทั้งสองฝ่ายในเวลาเดียวกันยังไงละ
ดั่งคำกล่าวที่ว่า “ผู้ชนะคือผู้เขียนหน้าของประวัติศาสตร์”
มีเพียงแค่ผู้ชนะ ที่สามารถกำหนดทิศทางของโลกได้
หุ หุ หุ ฉันละอดใจรอที่จะถึงวันนั้นไม่ไหวแล้วละ~
"... ทั้งหมดนี้ก็เพื่อนายท่านที่รักยิ่ง! [เอ็นวี่] เริ่มเปิดระบบเตาสุริยะที่ 4 ได้! "