บทที่ 42: เรื่องเล่ายุคเซ็นโกคุ(ในคู่ขนาน) 3 (Story of the (Alternative) Sengoku Period Part 3)
ในศึกที่ปราสาทโอดาวาระ กองทัพฝ่ายตระกูลโฮโจได้พ่ายแพ้ให้กับกองทัพฝ่ายฮิเดโยชิอย่างราบคาบ โฮโจ อุจิมาสะได้ทำฮาราคีรีปลิดชีพตนเองไปพร้อมกับบุตรชายของเขาเพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลโฮโจเกิดการล่มลสาย ส่งผลทำให้ดินแดนในคันโตตกอยู่ใต้อำนาจของฮิเดโยชิในเวลาต่อมาประเทศญี่ปุ่นได้ถูกผนวกรวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้ง ฮิเดโยชิได้ขึ้นมามีอำนาจปกครองญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ ทางด้านอิเอยาสึก็ได้ย้ายจากปราสาทมิกาว่ามายังปราสาทโอดาวาระตามคำบัญชาของฮิเดโยชิ อิเอยาสึได้จัดสร้างปราสาทเอโดะขึ้นในดินแดนคันโต ซึ่งเป็นปราสาทที่จะถูกใช้เป็นรากฐานในการแย่งชิงอำนาจของอิเอยาสึในภายหลังต่อมาความกระหายและความทะเยอทะยานในอำนาจย่อมไม่มีที่สิ้นสุด 2 ปีต่อมา ฮิเดโยชิก็ได้เกิดความคิดที่จะแผ่ขยายอำนาจของตนไปทั่วเอเชียตะวันออก จึงได้ส่งกองทัพบุกเข้ารุกรานในคาบสมุทรเกาหลีกับแผ่นดินจีนศึกรุกรานในครั้งนี้นั้นต้องใช้ทั้งทรัพยากรและไพร่พลอย่างมหาศาล จึงนำไปสู่การขูดรีดภาษีประชาชนและการเกณฑ์คนหนุ่มไปเป็นซามูไรจำนวนมาก ส่งผลทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและลำบากทุกข์ยากถึงขีดสุดเพราะไม่มีลูกหลานช่วยดูแล บวกกับการปกครองของฮิเดโยชิที่นิยมการกดข่มเหล่าไดเมียว จนทำให้เหล่าไดเมียวและประชาชนจากทั่วประเทศต่างก็เริ่มเกิดความไม่พอใจขึ้นและพากันลุกฮือต่อต้านอำนาจของฮิเดโยชิศึกรุกรานเกาหลีกับจีนนั้นดำเนินมาเป็นเวลาเกือบ 6 ปี จนท้ายที่สุดก็ได้ลงเอยด้วยความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า อันเนื่องจากกองทัพฝ่ายเกาหลี-จีนนั้นแข็งแกร่งกว่าเป็นเท่าตัว ส่งผลทำให้ญี่ปุ่นต้องสูญเสียทั้งทรัพย์สินและกำลังพลที่มาจากการเกณฑ์ผู้คนไปเป็นจำนวนมาก จึงทำให้การต่อต้านอำนาจฮิเดโยชินั้นเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเก่าแต่ถึงกระนั้น ทางด้านฮิเดโยชิก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาแต่อย่างใด เพราะเขาได้กระทำในสิ่งเดียวกับที่โนบุนากะเคยทำ คือการทำสัญญาขายวิญญาณให้กับนางอสูรตนหนึ่งจนกลายร่างเป็นพญาอสูรแห่งวานรราชสีห์ แม้ว่าการบุกครองเกาหลีกับจีนนั้นจะลงเอยด้วยความล้มเหลว แต่ความทะเยอทะยานในอำนาจนั้นก็ยังคงอยู่ และมีแต่จะเพิ่มทวีมากขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดฮิเดโยชิได้สร้างกองทัพอสูรโยไคขึ้นเพื่อใช้เป็นอาวุธในการบุกเข้ายึดครองดินแดนต่างๆ ที่ไม่ได้มีแค่คาบสมุทรเกาหลีกับแผ่นดินจีนเท่านั้น แต่เขาต้องการจะยึดครองทุกดินแดนในทวีปเอเชียทั้งหมด จึงทำให้นันโคโบะ เทนไก นักรบสังฆราชแห่งมนตราที่อยู่ภายใต้หน้ากากโอนิสีทอง จึงต้องหยุดยั้งแผนการใหญ่ของฮิเดโยชิในครั้งนี้ให้จงได้เทนไกได้มุ่งหน้ามายังปราสาทโอซาก้าอันเป็นที่พำนักของฮิเดโยชิ ในระหว่างทางเขาก็ยังคอยปราบเหล่าอสูรโยไคที่เพ่นพ่านไปมาเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกคุกคาม หลังจากที่ได้มาถึงเมืองที่อยู่ล้อมรอบปราสาท เทนไกก็ได้ฝ่ากองทัพฮิเดโยชิมุ่งหน้าไปที่ตัวปราสาทในระหว่างนั้น เขาก็ได้เข้าเผชิญหน้ากับเหล่าขุนศึกที่คอยเฝ้าอยู่ตามที่ต่างๆ ภายในเมืองที่อยู่ล้อมรอบตัวปราสาท ซึ่งล้วนถูกฮิเดโยชิเปลี่ยนให้กลายเป็นขุนพลแห่งอสูร หลังจากที่สามารถเอาชนะมาได้ เหล่าขุนพลแห่งอสูรก็ได้กลับคืนสู่ร่างมนุษย์เหมือนเดิมและก็สลบไป พร้อมกับการดับสลายหายไปของพลังอสูรของฮิเดโยชิที่ได้เปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นอสูรเทนไกได้เข้าไปยังด้านในของปราสาทโอซาก้าและฝ่ากองทัพอสูรโอนิโยไคขึ้นไปที่ชั้นบนสุดของปราสาทจนได้มาพบกับฮิเดโยชิ ซึ่งในตอนนี้เขาไม่สามารถควบคุมพลังอสูรได้อีกต่อไปแล้ว จนกระทั่งกลายร่างเป็นพญาอสูรแห่งวานรราชสีห์ในที่สุด แต่อย่างไรก็ตาม พลังอสูรของฮิเดโยชิกลับไม่สามารถเอาชนะพลังมนตราแห่งโพธิญาณที่เหนือกว่าของเทนไกได้จนท้ายที่สุด พญาอสูรแห่งวานรราชสีห์ก็ได้พ่ายแพ้ให้กับเทนไกอย่างราบคาบ ฮิเดโยชิได้กลับคืนสู่ร่างมนุษย์ก่อนที่เขาจะสิ้นใจลงและดับสลายหายไป หลังจากนั้นสักพัก นางอสูรที่โนบุกานะกับฮิเดโยชิได้ทำสัญญาขายวิญญาณให้นั้นก็ได้ปรากฏตัวขึ้น พลังปีศาจของนางอสูรตนนี้ช่างเหนือกว่าพลังมนตราแห่งโพธิญาณยิ่งนัก จึงทำให้เขาไม่สามารถเอาชนะนางอสูรตนนี้ได้เลย ร่างของเทนไกนั้นก็ได้ถูกเหวี่ยงกระเด็นออกนอกปราสาทและดิ่งลงสู่พื้นที่อยู่เบื้องล่างจนสลบไปหลังจากที่ฮิเดโยชิได้สิ้นใจลง อำนาจปกครองญี่ปุ่นก็ได้ตกมาอยู่ในมือของไทโรทั้ง 5 ที่ประกอบไปด้วยอิเอยาสึ, เทรุโมโตะ, โทชิอิเอะ, ฮิเดอิเอะ และคาเงคัทสึ ผู้เป็นบุตรชายของเคนชิน หลังจากนั้นไม่นาน เหล่าขุนศึกและไดเมียวก็ได้ถึงคราวแตกหักเป็นสองฝ่ายระหว่างฝ่ายบูรพาที่นำโดยโทกุกาว่า อิเอยาสึ และฝ่ายประจิมที่นำโดยอิชิดะ มิทสึนาริ การแบ่งขั้วอำนาจในครั้งนี้ก็ได้นำพาญี่ปุ่นมาสู่ยุคแห่งเปลวไฟมหาสงครามครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า ณ ริมทะเลสาบแห่งหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยท้องฟ้าอันมืดมิดในยามรัตติกาลที่มีแสงจันทราส่องสว่างสีนิลไปทั่วท้องฟ้า น้ำทะเลสาบที่ใสสะอาดหมดจดบวกกับความตื้นของน้ำ จึงทำให้มองเห็นพื้นกรวดที่อยู่ใต้ผืนน้ำได้อย่างชัดเจน มีพวกโรนินทั้ง 3 คนที่นั่งรอบกองไฟที่หน้าแคมป์ กับอีก 2 คนที่เดินเฝ้าตระเวนที่หน้าริมทะเลสาบ ทันใดนั้น แสงจันทราก็ค่อยๆ ถูกเมฆสีครึ้มบดบังจนมืดมิด“เปรี้ยง!!” สักพักก็ได้เกิดฟ้าผ่าขึ้นเสียงดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ จนเกิดเป็นช่องว่างแห่งกาลเวลาขึ้นที่บริเวณผืนน้ำตรงริมทะเลสาบ“อะไรหน่ะ” มีพวกโรนินประมาณ 7-8 คนต่างก็รีบพากันมายืนมุงกันที่หน้าริมทะเลสาบ พลางเตรียมคมดาบกับคมหอกไว้ใช้ป้องกันตัวในยามที่สถานการณ์อันเลวร้ายกำลังคลืบคลานเข้ามา สักพัก ก็ได้มีมิโกะสาวกับหญิงสาวอีก 2 นางที่แต่งกายในชุดประหลาดเดินออกมาจากช่องว่างแห่งกาลเวลาก่อนที่มันจะวาบหายไป ยูกินะ โทโมเอะ และคิทสึเนะ ได้เดินทางย้อนเวลามาถึงยุคเซ็นโกคุในต้นปี 1600 ช่วงก่อนที่เปลวไฟแห่งมหาสงครามกำลังจะปะทุขึ้น“มีผู้หญิง 3 คนโผล่มาจากในนั้น”“จะเป็นใครมาจากไหนก็ช่าง ฆ่าทิ้งให้หมด แล้วชิงทรัพย์สินมีค่าของพวกมันมา”พวกเธอทั้งสามรีบเตรียมอาวุธประจำกายออกมาเผชิญหน้ากับพวกโรนินที่กำลังวิ่งพุ่งเข้ามา โทโมเอะรีบเปิดก่อนเป็นคนแรกด้วยการชักดาบโค้งสองเล่มออกมาแล้วพุ่งเข้าฟันใส่ด้วยความรวดเร็ว ทางด้านยูกินะก็รีบชักดาบคาตานะพลังแสงออกมาและจัดการกับพวกมัน ส่วนทางด้านคิทสึเนะก็รีบชักดาบออกมาและคาบไว้ในปากเพื่อกลายร่างเป็นภูติพิทักษ์จิ้งจอกคมดาบ และพุ่งเข้าฟันใส่พวกมันด้วยความเร็วสูง จนกระทั่งพวกมันทั้งหมดก็ถูกจัดการลงได้อย่างง่ายดายจากนั้นพวกเธอทั้งสามก็รีบมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน ในระว่างทางก็มีพวกโรนินกลุ่มหนึ่งกำลังเล็งลูกธนูมาที่พวกเธออยู่ตามต้นไม้ ทุ่งหญ้า และโขดหิน ยูกินะรู้ทันจึงรีบนำแผ่นยันต์แปะไว้บนพื้นดินเพื่อร่ายเวทย์สร้างบาเรียป้องกันขึ้นในลักษณะเป็นวงกลมที่อยู่ล้อมรอบพวกเธอทั้งสาม ก่อนที่พวกมันจะระดมยิงลูกธนูออกมาอย่างไม่ยั้ง“เท็นมะ” ยูกินะเรียกภูติพิทักษ์ม้าปีกมีเขาออกมาพ่นเปลวไฟใส่พวกมันทั้งหมดจนไหม้เป็นจุณ จากนั้นพวกเธอทั้งสามก็เริ่มเดินทางกันต่อจนได้มาถึงที่หน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งในท่ามกลางเพลิงไหม้อันร้อนระอุที่ลุกโชนไปตามบ้านเรือนต่างๆ และเต็มไปด้วยเหล่าอสูรโอนิโยไคที่ถืออาวุธเดินเพ่นพ่านไปมาจนแทบจะทั้งหมู่บ้าน โรนิน= ซามูไรไร้นาย