งานเลี้ยงราตรีสิ้นสุดลงเจ้าเมืองฉางซานกลับห้องของตนแล้วตอนนี้สายตาของเขาเปล่งประกายและกระจ่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาเข้าไปในห้องลับ ได้กลิ่นหอมของดอกไม้โชยออกมาเป็นอย่างแรก
หญิงสาวงามเลิศผู้หนึ่ง ในแขนเสื้อซ่อนไว้ด้วยดอกเหมย ใบหน้าเรียบนิ่งกำลังปรับลมปราณอยู่ในห้องลับอย่างเงียบๆ
เมื่อเห็นเจ้าเมืองเข้ามา หญิงสาวก็ลืมตาขึ้นแล้วพูดอย่างแผ่วเบาว่า“ท่านพ่อ”
นางคือลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าเมือง นามว่าอิงหราน
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเจ้าเมืองมักจะรู้สึกผิดทุกครั้งที่ได้เจออิงหราน นางเสียแม่ไปตั้งแต่เด็ก ทำให้อิงหรานแทบไม่เคยยิ้มจนถึงทุกวันนี้และมีสิ่งหนึ่งที่เจ้าเมืองไม่เคยบอกใครก็คือ เขาพบว่าอิงหรานสามารถถอดวิญญาณออกจากร่างไปสิงสถิตอยู่ในดอกไม้ได้
อย่างไรก็ตาม ร่างกายของอิงหรานก็เกิดข้อจำกัดใหญ่หลวงเพราะเหตุนี้นางต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการบำรุงร่างกายในห้องลับและหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด
มันเป็นความลับของอิงหราน
เจ้าเมืองยื่นกล่องหยกในมือให้นาง และเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้
หลังจากเขาค้นพบความชาญฉลาดของอิงหรานเมื่อหลายปีก่อน และนางก็ช่วยแก้ปัญหาให้เขามาหลายครั้งแล้วเมื่อเขามีข้อสงสัยก็มักจะมาถามอิงหราน
อิงหรานจ้องมองโอสถหนึ่งร้อยเม็ดอย่างละเอียดและครุ่นคิดอยู่นานจากนั้นจึงพูดอย่างแผ่วเบาว่า “เมื่อสี่วันก่อนข้าได้ช่วยชีวิตฟ่านเสวี่ยหลี คุณชายเจ็ดแห่งตระกูลฟ่านไว้ก่อนหน้านี้ข้าได้ใช้ผลแปะฮะชำระจิตเพื่อฟื้นฟูเขาคาดว่าหลิงหลงจื่อที่ซ่อนตัวอยู่ในจวนเจ้าเมืองก็คือคุณชายฟ่านผู้นั้น”
ใบหน้าของนางเปล่งประกายแสงแห่งปัญญาตั้งแต่ไหนแต่ไรเมื่อนางพูดเช่นนี้ ดวงตาก็ฉายประกายแวววาว
“คุณชายเจ็ดแห่งตระกูลฟ่านเป็นนักปรุงยาด้วยหรือ หากเป็นเช่นนั้นเหตุใดตระกูลฟ่านถึงหมายหัวเขากัน” เจ้าเมืองตกตะลึงเดิมทีเขาคิดว่าหลิงหลงจื่อผู้นี้เป็นลูกศิษย์ของสำนักปรุงยาชื่อดังจึงอดคิดสงสัยไม่ได้
“เห็นได้ชัดว่าคุณชายเจ็ดผู้นี้เก็บซ่อนความลับเอาไว้มากมาย”อิงหรานพูดอย่างแผ่วเบา และคอยลูบดอกไม้ที่อยู่ในแขนเสื้อ “ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ได้หลอมโอสถเหล่านี้อย่างสุดความสามารถ เพราะข้าสัมผัสไม่ได้ถึงความทุ่มเทในโอสถเหล่านี้กล่าวได้ว่าโอสถเหล่านี้ถูกเขาหลอมขึ้นอย่างสบายๆ เท่านั้นเกรงว่าระดับการปรุงยาของเขาจะไม่ต่ำกว่าเว่ยเจ่า ไม่รู้เลยว่าเขามาจากสำนักใดเหตุใดจึงบรรลุระดับการปรุงยาได้ถึงขั้นนี้”
สายตาของอิงหรานราวกับสามารถมองทะลุทุกสิ่ง กระทั่งสามารถมองทะลุเห็นถึงความตั้งใจในการหลอมโอสถของฟ่านเสวี่ยหลี
เจ้าเมืองเผยสีหน้าตะลึงแล้วพูดว่า “คุณชายเจ็ดแห่งตระกูลฟ่านเป็นเพียงลูกหลานธรรมดาและยังปราศจากทรัพยากรเขายกระดับวิชาปรุงยาได้รวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไรเขาจะประสงค์ร้ายต่ออิงเทาหรือไม่นะ” เขาพลันรู้สึกใคร่รู้ต่อตัวฟ่านเสวี่ยหลีขึ้นมาในขณะเดียวกันก็เริ่มเป็นห่วงอิงเทา
ตอนนี้คอขวดของอิงเทาเปิดออกแล้ว ผลของการสั่งสมจะค่อยๆ สำแดงออกมา เขาย่อมให้ความสำคัญต่ออิงเทามากยิ่งขึ้น
อิงหรานส่ายหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า “ข้าคิดว่าชายผู้นี้มีคุณธรรมประกอบกับข้าเคยช่วยชีวิตเขาและแม่ของเขาไว้ ตามหลักแล้วไม่ถือเป็นศัตรูต่อจวนเจ้าเมืองการที่เขาหลอมโอสถจำนวนมากมายเช่นนี้ เกรงว่าคงต้องการแสดงฝีมือ เพื่ออาศัยจวนเจ้าเมืองของพวกเราเป็นยันต์คุ้มกายนี่น่าจะเป็นแผนการของเขา เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นเสี้ยนหนามของฮูหยินใหญ่ตระกูลฟ่าน”
เมื่อนางพูดถึงตรงนี้ก็ถึงกับพยักหน้าเล็กน้อยวิธีการของฟ่านเสวี่ยหลีช่างรวดเร็วและรุนแรงดุจพายุอัสนี ไม่ธรรมดาจริงๆ
เมื่อเจ้าเมืองได้ยินเช่นนี้ก็พยักหน้าแล้วพูดอย่างโล่งใจ“ต่อให้ตระกูลฟ่านแข็งแกร่งสักเพียงใด ข้าก็ไม่หวาดกลัว”ขณะที่เขาพูดก็เปี่ยมด้วยความห้าวหาญ อีกทั้งยังมีกลิ่นอายแห่งราชัน
ถึงแม้กำลังของจวนตระกูลฟ่านจะแข็งแกร่งกว่าจวนเจ้าเมืองมากแต่เขาไม่เคยถอย ไม่ว่าจะเผชิญศึกแบบใด เขาล้วนเป็นเทพเจ้าสงครามผู้ไร้ซึ่งความละอาย
อิงหรานพูดอย่างแผ่วเบาว่า“คุณชายฟ่านอาจใช้โอสถเหล่านี้เพื่อโยนหินถามทาง แม้ไม่รู้จุดประสงค์ของเขาแต่เขาน่าจะมาหาท่านในเร็วๆ นี้ ท่านพ่อแค่เฝ้ารออย่างใจเย็นก็พอ”เมื่อนางพูดถึงตรงนี้ก็หลับตาลงราวกับคำพูดเหล่านี้เผาผลาญจิตวิญญาณของนางมากเกินไป
เจ้าเมืองพยักหน้าแล้วพูดว่า “แบบนี้นี่เอง จริงสิพรุ่งนี้จะมีงานประชุมใหญ่แห่งเมืองฉางซานเพื่อตัดสินผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมการทดสอบของเทือกเขาคุนหลุน เมืองฉางซานมีสิทธิ์เสนอรายชื่อเพียงสามคนข้าควรเก็บสิทธิ์ที่หนึ่งไว้ให้คุณชายฟ่านหรือไม่”
เทือกเขาคุนหลุนเป็นถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรต้าเซี่ยและให้ความสำคัญกับนักปรุงยาอยู่เสมอการที่เก็บสิทธิ์รายชื่อหนึ่งไว้ให้ฟ่านเสวี่ยหลีย่อมไม่ใช่เรื่องผิด
อิงหรานพยักหน้าแล้วพูดว่า “แม้การไปเทือกเขาคุนหลุนเป็นเรื่องง่ายดั่งจับวางสำหรับคุณชายฟ่านแต่การที่พวกเราเก็บสิทธิ์รายชื่อให้เขาก็ถือเป็นการแสดงน้ำใจอย่างหนึ่ง”สายตาของนางเคร่งขรึมขึ้นทันที “ท่านพ่อ ช่วงนี้ท่านต้องระวังพี่ใหญ่ให้ดี”
นางกำลังพูดถึงคุณชายใหญ่ของจวนเจ้าเมือง อิงเหวย
เจ้าเมืองตาค้างและถอนหายใจยาวในทันที
ในขณะเดียวกัน
คุณชายใหญ่ตระกูลอิงอย่างอิงเหวยกำลังอยู่ในห้องลับของตัวเองและพูดด้วยสายตาอันเร่าร้อน “งานประชุมใหญ่แห่งเมืองฉางซานในวันพรุ่งนี้เป็นงานรวมตัวอัจฉริยะหนุ่มสาวทั้งเมืองฉางซานถึงเวลานั้นก็จะประจักษ์สายตาว่าใครมีดีมีเลิศอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามข้าจะต้องคว้าอันดับหนึ่งและชนะใจแม่นางเนี่ย”
แม่นางเนี่ยที่เขาพูดถึงก็คือเนี่ยชิวอวี่ผู้เป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของจวนตระกูลเนี่ยบรรพบุรุษของตระกูลเนี่ยเคยเป็นตระกูลนักปรุงยาแต่น่าเสียดายที่ชนรุ่นหลังตกอับจนค่อยๆ ขาดการสืบทอดพวกเขาย้ายมาอยู่เมืองฉางซานเมื่อไม่นานมานี้และฝืนตั้งหลักจนมั่นคงถึงแม้แม่นางเนี่ยจะไม่มีพรสวรรค์ด้านการปรุงยา แต่นางมีบุคลิกล้ำเลิศเหนือผู้ใด และหากอิงเหวยได้แต่งงานกับนางก็อาจจะได้รับมรดกวิชาปรุงยาที่แท้จริงของตระกูลเนี่ย เมื่อเป็นเช่นนั้น ตำแหน่งเจ้าเมืองน้อยของเขาก็จะมั่นคงสมบูรณ์
ทันใดนั้นองครักษ์ชุดดำที่คุกเข่าอยู่ข้างกายเขาก็พูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ขอรับนายน้อยหากผู้ใดคิดขัดขวางนายน้อยอย่างลับๆ ข้าจะกำจัดทิ้งอย่างไม่สนใจสิ่งใด!”
องครักษ์ชุดดำผู้นี้คือหัวหน้านักรบเดนตายของเขา
“ดีมาก นอกจากนี้พรุ่งนี้อย่าลืมทำให้อิงเทาอับอายด้วยข้าจะทำให้เขาสูญเสียสิทธิ์การสืบทอดตำแหน่งอย่างสมบูรณ์และถูกไล่ออกจากเมืองฉางซาน!ตอนนี้ข้าได้จัดเตรียมชุดเกราะและอาวุธจำนวนมาก ขอเพียงข้าออกคำสั่งจวนเจ้าเมืองก็จะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า อิงเทาคนเดียวจะทำอะไรได้”เมื่ออิงเหวยพูดถึงตรงนี้ก็ยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา
งานประชุมเมืองฉางซานที่จัดขึ้นปีละครั้งเริ่มต้นขึ้นแล้ว
มันจัดขึ้นที่จวนเจ้าเมืองและจัดเป็นเวลาเจ็ดวันวันที่หนึ่งเป็นงานเลี้ยงสุรา ห้าวันต่อจากนั้นเป็นการประลองยุทธ์ส่วนวันที่เจ็ดจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ไปยังงานประชุมเทือกเขาคุนหลุน
งานประชุมครั้งนี้เป็นเหมือนการแข่งจัดลำดับอัจฉริยะเมืองฉางซานมีเพียงผู้ที่โดดเด่นจากลำดับอัจฉริยะจึงจะได้เป็นผู้นำรุ่นใหม่ในอนาคตของเมืองฉางซาน
เหล่าอัจฉริยะนับไม่ถ้วนต่างคันไม้คันมือแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ฟ่านเสวี่ยหลีปรับลมปราณเสร็จ ก็รู้สึกร่างกายสดชื่นอย่างบอกไม่ถูกโอสถขัดเกลาร่างกายที่เพิ่มฤทธิ์ยาสองส่วนจำนวนหกเม็ดทำให้ระดับพลังของเขาบรรลุถึงเนื้อกายขั้นสี่สูงสุด
ฝ่ามือกำปั้นราวกับลมฝนแปรเปลี่ยนเส้นเอ็นและกระดูกจับตัวแน่นอย่างคงกระพัน
การยกระดับเช่นนี้ทำให้ฟ่านเสวี่ยหลีสามารถต่อกรกับผู้มีเนื้อกายขั้นห้า
และการที่เขาฝึกระดับบ่มเพาะเส้นเอ็นบรรลุถึงขั้นนี้ฟ่านเสวี่ยหลียังสามารถแปลงโฉมตนเองได้อย่างกับพลิกฝ่ามือ
ตอนที่อิงเทาเดินเข้ามา เขาไม่กล้าเชื่อสายตาตัวเอง
เบื้องหน้าของอิงเทามีชายหนุ่มที่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายเซียนแม้รูปโฉมแตกต่างไปจากเดิมเพียงเล็กน้อย แต่บุคลิกกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ตอนนี้อิงเทาจึงเข้าใจสาเหตุที่เมื่อวานฟ่านเสวี่ยหลีไม่ยอมพบเจ้าเมือง
ผ่านการปรับปรุงจิตวิญญาณเพียงหนึ่งคืน กลิ่นอายของฟ่านเสวี่ยหลีกลับเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
เขาตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ รีบพาฟ่านเสวี่ยหลีไปยังจวนเจ้าเมือง
แต่ระหว่างทาง เขาสังเกตเห็นว่าโดยรอบมีองครักษ์ชุดเกราะเพิ่มขึ้นมากและมีชายหนุ่มจำนวนไม่น้อยอิงเทาขมวดคิ้วทันที “เหตุใดจึงคนมากมายเช่นนี้ จริงสิวันนี้คือวันประชุมใหญ่ของเมืองฉางซาน!”
เมื่อเขาพูดจบก็สีหน้าเย็นเยือกเล็กน้อยเนื่องจากงานประชุมใหญ่เมืองฉางซานเมื่อปีก่อน เขาถูกอิงเหวยเอาชนะขาดรอยในการประลองยุทธ์อีกทั้งยังถูกทำให้อับอาย สถานะในจวนเจ้าเมืองของเขาจึงยิ่งน่าสังเวช
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพี่ใหญ่ผู้นั้น!
พวกเขาสองคนไปถึงโถงประลองยุทธ์ตรงหน้าจวนเจ้าเมือง เห็นผู้คนจำนวนมากยืนโบกมือและกำลังประลองรูปแบบต่างๆกันอย่างดุเดือด
เมื่อผู้คนเหล่านั้นเห็นอิงเทาก็เผยสีหน้าดูถูกขึ้นอย่างอดใจไม่ได้
อิงเทาเป็นทายาทเสเพลของจวนเจ้าเมืองฉางซานผู้เลื่องชื่ออีกทั้งอิงเทายังถูกทำให้ขายหน้าในงานประชุมใหญ่เมืองฉางซานเมื่อปีก่อนพวกเขาต่างคิดกันว่าอิงเทาถูกไล่ออกจากจวนเจ้าเมืองแล้วคาดไม่ถึงว่าปีนี้อิงเทายังกล้ากลับมาอีก
แต่พวกเขาเหลือบมองเพียงครั้งเดียวแล้วไม่สนใจอิงเทาอีกเพราะคนแบบนี้ไม่ควรค่าให้พวกเขาสนใจ
อิงเทาสูดลมหายใจเข้าลึกและสงบสติอารมณ์ จากนั้นก็พาฟ่านเสวี่ยหลีเดินผ่านโถงประลองไปถึงตรงหน้าจวนเจ้าเมืองตอนนี้หน้าจวนเจ้าเมืองถูกเฝ้าด้วยองครักษ์ชุดเกราะอย่างแน่นหนา และพวกเขาขวางอิงเทาเอาไว้“ท่านเจ้าเมืองกำลังบูชาฟ้า ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไป”
พิธีบูชาฟ้าเป็นการเปิดงานประชุมเมืองฉางซาน จึงไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกรบกวน
อิงเทามองด้วยสายตาเย็นชา “ข้าก็เป็นทายาทตระกูลอิงเจ้ามองข้าเป็นคนนอกอย่างนั้นหรือ” เขาผลักองครักษ์ชุดเกราะสองคนออกแล้วเดินเข้าไปด้านใน
ตอนนี้เขาฟื้นฟูระดับพลังแล้ว และอยากจะกู้คืนชื่อเสียงของตนเขาจึงต้องเข้าร่วมพิธีบูชาฟ้าครั้งนี้
เมื่อถูกอิงเทาจ้องมององครักษ์ชุดเกราะสองคนนั้นก็เย็นเยือกไปทั้งตัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนและรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งที่อิงเทาผู้ถูกมองว่าเป็นคนเสเพลไร้ความสามารถมีจิตสังหารที่แข็งแกร่งเช่นนี้
พวกเขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ขวางอิงเทาแต่ขวางฟ่านเสวี่ยหลีเอาไว้พร้อมกับเผยสีหน้าหนักแน่น “คุณชายรองหากปล่อยให้คุณชายผู้นี้เข้าไป ชีวิตของพวกข้าสองคนคงจะหาไม่สิ่งสำคัญที่สุดคือมันจะทำลายกฎของจวนเจ้าเมือง”