Age of war

    ตอนที่ 89 เงามืดแห่งการล่มสลาย

    วันที่ 88 ของเกมส์แห่งสงคราม

    ในที่สุดก็ถึงวันแห่งชะตากรรมของเผ่ามนุษย์

    และยังเป็นวันเดียวกับที่ความมืดแห่งการล่มสลายคืบคลานสู่ผืนแผ่นดิน

    เทพเจ้าทั้งสาม ไร้หน้า ไร้แขน และไร้ขา ไม่ลืมที่จะทำตามสัญญาที่ให้เอาไว้ในวันแรก

    นั่นคือการล่มสลายของโลก

    ในยามเวลาเที่ยงคืนที่ขึ้นวันใหม่ ได้มีแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งทวีป

    ความมืดที่เคยจำกัดวงกว้างแค่ผืนทะเลได้คืบคลานสู่ผืนแผ่นดิน

    มหาทวีปภาคเหนือ ตะวันออก ใต้ และตะวันตกล่วนจมลงสู่ความมืดที่ไร้ก้นบึ้ง

    ทุกสิ่งที่สัมผัสความมืดนั้นต่างถูกดูดทำลายเข้าไปในห้วงมิติที่เหนือความรู้และสามัญสำนึกของพวกเขา

    ภูเขาภาคตะวันตกสุดขอบทวีป

    ทะเลสาบภาคตะวันออกสุดขอบทวีป

    แม้แต่ริมชายทะเลภาคเหนือกับภาคใต้ของทวีปก็เช่นกัน

    ทุกสิ่งล้วนกำลังถูกความมืดกลืนกินหายไปสิ้น

    เป็นโชคดีของเผ่าภูติที่อารยธรรมของพวกเขาคืออารยธรรมลอยฟ้า เลยทำให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้ายเมืองหลวง

    เมืองภูติที่ลอยเหนือทะเลสาบได้ลอยเคลื่อนตัวหนีมาสู่บริเวณทะเลป่า หรือก็คือเคลื่อนตัวเข้าใกล้ภาคตะวันออกกลางของทวีป

    เผ่าอาร์โธร์โพดาที่ซ่อนตัวอยู่ทางใต้สุดของทวีปก็เริ่มเคลื่อนย้ายเมืองหลวงเช่นกัน

    องค์ราชินีทั้งห้าต่างรีบสั่งเคลื่อนย้ายขึ้นเหนือผ่านเส้นทางใต้ดินที่ไม่มีใครเห็นเพื่อหลบหนีเงามืดแห่งการล่มสลายที่ว่า

    แต่น่าแปลกที่ทั้งสองเผ่าย้ายเมืองโดยไม่มีคริสตัลแห่งชีวิตปรากฏให้เห็นเลย

    มันอยู่ที่ไหนหรือ?

    เรื่องนั้นคงมีแต่พระเจ้ากับเผ่าของพวกเขาเท่านั้นที่รู้

    แน่นอนว่าเหตุการณ์วุ่นวายเช่นนี้ต้องถูกส่งรายงานไปหยั่งที่นักรบในแนวหน้าที่อยู่ช่วงตอนกลางของทวีป

    แต่เนื่องจากเห็นความมืดที่ว่ากลืนกินเข้าใกล้ทวีปอยู่ทุกวัน พวกเขาจึงไม่ค่อยตกใจเท่าไหรนัก

    อีกอย่างการจัดการเรื่องเมืองหลวงมันเป็นหน้าที่ของฝ่ายปกครองที่ไม่เกี่ยวข้องกับนักรบอย่างพวกเขา

    ดังนั้นแผนการบุกโจมตีเผ่ามนุษย์จึงยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม



    ความเลวร้ายของเงามืดที่กลืนกินทวีปนั้นยังส่งผลกระทบต่อเผ่ายักษาเช่นกัน

    พวกเขาที่ซ่อนตัวอยู่หุบเขาทางตอนเหนือต้องจำยอมย้ายที่ตั้งมาสู่ริมฝั่งหุบเขาอีกฟากที่อยู่ใกล้เขตแดนของเผ่ามนุษย์

    คริสตัลประจำเผ่าถูกเคลื่อนย้ายด้วยแรงงานสัตว์ เต็นท์ที่ถูกตั้งริมผาถูกเก็บขึ้น ประชากรร่างยักษ์ต่างเร่งรีบย้ายฐานที่ตั้งอย่างร้อนรน

    พวกเขาได้เคลื่อนขบวบผ่านความมืดยามค่ำคืนก่อนที่ฟ้าจะสางเพื่อไปสู่อีกฟากของหุบเขากัน

    จากเหตุการณ์นี้คงต้องบอกว่าเผ่าที่โชคดีที่สุดคือเผ่ามนุษย์ เพราะพวกเขาตั้งเมือง ณ ใจกลางของทวีปมาตั้งแต่แรก จึงไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงามืดที่กลืนกินโลก ณ ตอนนี้ แต่สิ่งที่เผ่ามนุษย์ต้องกังวลนั้น คือเงามืดของกองทัพที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาต่างหาก



    ***ผู้กล้าสีแดงขาว [เปอร์ไซด์]

    "เหวอ!? "

    "ปี๊!? "

    แผ่นดินที่สั่นไหวอย่างรุนแรงทำให้หนูลืมตาตื่นขึ้นมา

    "ที่นี่คือ? "

    "ปี๊~"

    สิ่งแรกที่เห็นคือภาพของเจ้าหนูน้อยออกไซด์ที่กำลังบุกเข้ามาเลียใบหน้าอย่างดีอกดีใจ

    ทำไมตัวหนูถึงมานอนอยู่กลางป่าแบบนี้ได้ละ?

    "อุ๊ก..! "

    ในตอนนั้นเองที่มีภาพของความทรงจำบางอย่างโลดแล่นเข้าสู่สมอง

    ภาพของสัตว์เหล็กยักษ์ที่บินไล่

    ภาพที่หนูพยายามต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้ทุกคนหนีไปได้

    และภาพของลุงบานาเผ่าสองเขาที่มาช่วยชีวิตพวกเราเอาไว้เมื่อตอนนั้น

    "เปอร์ไซด์ฟื้นแล้ว! "

    "เออ… โซเดียม ไฮเจน? "

    และคนที่แทรกเข้ามาขนาบข้างเจ้าหนูออกไซด์คือโซเดียมกับไฮเจน

    ขนสีแดงสดกับขนสีขาวบริสุทธิ์กำลังโลดแล่นเต็มไปทั่ววิสัยทัศน์ของหนู

    "อือ… ปวดหัวงะ~"

    นี่ตัวหนูหลับไปกี่วันกันเนี่ยคะ?

    "เธอสลบไปสิบห้าวัน เผ่าสองเขามาช่วยพวกเราเอาไว้ และตอนนี้พวกเรากำลังย้ายเมืองหนีลงใต้พร้อมกับพวกเขาเพื่อหนีความมืดแห่งการล่มสลายนะ"

    เผ่าสองเขา? เงามืดแห่งการล่มสลาย?

    ว่าแล้วหนูเลยยกร่างอันหนักอึ้งของตัวเองขึ้นมาเพื่อมองสภาพโดยรอบ

    ที่ทางเหนือเลยออกไปไกลสุดเส้นขอบฟ้านั้น มันมีเงามืดอันน่ากลัวกำลังกลืนกินผืนแผ่นดินปรากฏอยู่

    ส่วนตำแหน่งปัจจุบันในตอนนี้คือผืนป่าอันกว้างใหญ่ของหุบเขา

    เส้นทางอันคดเคี้ยวตามริมผาแห่งนี้กำลังเต็มไปด้วยขบวนอพยบสองเผ่าพันธุ์

    หนึ่งคือเผ่าของหนูที่เหลือประชากรเพียงหลักหมื่น

    อีกหนึ่งคือเผ่าของคุณลุงสองเขาบานา

    เผ่าที่มีเขี้ยว กล้ามเป็นมัด ตัวใหญ่มีเขาน่ากลัวเหล่านั้นกำลังช่วยเผ่าของหนูในการอพยบนี้ด้วย

    และถ้าสังเกตให้ดี ก็จะพบว่าคนที่ช่วยแบกเปลให้หนูคือคนของเผ่าสองเขานั่นเอง

    เป็นเผ่าที่ใจดีและอ่อนโยนผิดกับหน้าตามากค่ะ

    "แล้วนี่พวกเราจะไปที่ไหนกัน? "

    "ทางใต้ แต่ที่ไหนยังไม่รู้ พวกเราที่เป็นผู้ลี้ภัยคงทำได้แค่เดินตามเผ่าสองเขาไปเท่านั้น"

    ไฮเจนตอบด้วยน้ำเสียงที่เศร้าหมอง

    บางทีการที่พวกเราถูกทำลายคริสตัลแล้วต้องมาพึ่งใบบุญเผ่าอื่นแบบนี้ มันคงทำให้เธอเสื่อมเสียเกียรติอย่างมากละนะ

    ในตอนนั้นเองที่มีเสียงดังวุ่นวายเกิดขึ้นตรงช่วงหัวขบวนอพยบ

    " เกิดอะไรขึ้นกันนะ? "

    ไฮเจนกับโซเดียมต่างพึมพำออกมาพร้อมกัน

    "นี่มัน…"

    และดูเหมือนว่าจะมีหนูเพียงคนเดียวที่ได้ยินเนื่องจากมีความสามารถทางร่างกายที่เหนือเผ่าปักษาคนอื่น ๆ

    เสียงนั้นมาจากเผ่าสองเขา

    "แกได้ยินข่าวยังวะ เห็นว่ากองทัพที่บุกไปแพ้ราบคาบเลยวะ"

    "แถมเห็นว่าขุนนางบานากับแมงโกและเหล่าลูกน้องยังโดนพวกยักษาน้อยจับตัวไปอีกด้วย"

    "ให้ตายสิ… แพ้สงคราม ถูกความมืดไล่ที่ แถมยังต้องมาดูแลเจ้าพวกอพยบที่แพ้สงครามพวกนี้อีก"

    "อนาคตหลังจากนี้จะเป็นยังไงกันเนี่ย? "

    บทสนทนานั้นฟังดูตึงเครียดและไม่สู้ดีเท่าไหรนัก

    แถมยังรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจที่มีต่อเผ่าของพวกหนูที่มาเป็นภาระให้กับพวกเขา

    ว่าแต่ลุงบานากำลังถูกจับตัวไปอยู่หรือค่ะเนี่ย

    ที่ว่าเผ่ายักษาน้อยคงหมายถึงเผ่าสองแขนสินะคะ?

    "... ควรจะไปช่วย"

    บุญคุณต้องทดแทนแค้นต้องชำระ

    หนูไม่สามารถปล่อยให้ลุงบานาที่ยอมยื่นมือช่วยหนูกับเผ่าของหนูถูกจับตัวไปแบบนี้ได้หรอก

    หนูจะต้องไปช่วยลุงบานา!

    "ไฮเจน โซเดียม ออกไซด์ เดียวหนูขอตัวก่อนนะคะ! "

    "เฮ้ย! นั่นเธอจะไปไหน!? "

    หนูไม่สนใจพวกเขาแล้วกางปีกบินออกไปจากเปลอวนสีขาว

    ความจริงควรหมดแรงเพราะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน แต่คงเป็นฝีมือของพวกคุณวิญ--

    “ (ก็บอกว่าไม่ใช่วิญญาณ แต่เป็นเผ่าเซลล์เดียวที่เรียกว่า [โพรแคริโอต] เดียวปัดเหนี่ยวเลย!) ”

    ---ของคุณโพรแคริโอตที่มาสิงร่างของหนู จึงทำให้ไม่รู้สึกหิวค่ะ

    ว่าแล้วก็บินทะยานขึ้นฟ้าเลย~

    เพื่อช่วยลุงบานาผู้มีพระคุณของหนู!

    "นั่นเธอจะไปไหน? รอพวกเราด้วยสิ! "

    "ฉันจะไม่ปล่อยเธอไปคนเดียวอีกแล้ว! "

    " ปี้! "

    ดูเหมือนว่า โซเดียม ไฮเจน กับออกไซด์ อยากจะตามหนูมาด้วยค่ะ

    งั้นดีละ ไปช่วยลุงบานาพร้อมกันเลยค่ะ!



    ในเวลาเดียวกัน ณ ยามราตรีในเมืองหลวงฮิวซิตี้ของเผ่ามนุษย์

    ที่ตรอกซอยอันคับแคบและไร้ผู้คนแห่ง มีร่างของสตรีผิวสีเขียวสูงสามเมตรในชุดคลุมสีเทาโทรม ๆ กำลังยืนบีบคอชายผิวขาวที่สูงสองเมตรด้วยแขนเพียงข้างเดียวอยู่

    ***นักรบยันเดเระ [แครอท]

    "พวกแกจับตัวเผ่าของฉันไปไว้ที่ไหน? "

    "..."

    "ฉันว่าฉันพูดภาษาของพวกแกได้ถูกไวยากรณ์อยู่นะ? "

    "ไปตายซะไอพวกยักษ์! "

    ว่าแล้วชายผิวขาวตรงหน้าก็พ่นเสมหะใส่ข้า

    "อย่างงั้นหรือ? "

    ฉันออกแรงเพียงเล็กน้อยที่ข้อนิ้ว

    ชายตรงหน้าคอหักตายแทบจะในทันที

    "รายที่สิบแล้วหรือ? ให้ตายสิ สุ่มจับมาถามแบบนี้ต่อไปคงไม่ได้เรื่อง"

    ฉันกำลังลอบเข้ามาสืบข้อมูลภายในเมืองของเผ่ายักษาน้อยด้วยตัวคนเดียว

    ฉันคิดว่าตัวเองต้องรีบลงมือช่วยเหลือให้ไวที่สุด ดังนั้นจึงกำลังร้อนรนอย่างเห็น

    แต่ทว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไป การมีตัวตนของฉันในเมืองนี้คงความแตก

    ไม่สิ เอาแค่คนที่ฉันพึ่งฆ่าไป พอตายครบวันกลับมาเกิดใหม่ ความมันก็แตกแล้วละ

    นี่ฉันมีเวลาเหลืออีกเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้นเองหรือ?

    " (... มีร่องรอยของศัตรู!?) "

    มีคนอยู่ข้างหลังฉัน

    ฉันรีบซ่อนตัวอยู่หลังเงาของสิ่งก่อสร้างขนาดเล็กที่ส่งกลิ่นเหม็นโฉย

    บางทีมันอาจจะเป็นถังขยะ แต่เวลาแบบนี้จะมาเรื่องมากไม่ได้หรอก

    "##$&"

    สิ่งที่ปรากฏตัวจากเงามืดของกำแพงนั้นคือกลุ่มขนาดเล็กของเผ่าตัวเขี้ยวกับเผ่าตัวจิ๋ว

    สองเผ่าที่เคยรบราฆ่าฟันกลับมาทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ในเมืองของเผ่ายักษาน้อย

    พวกมันมาทำอะไรที่นี่กันนะ?