ใต้ภูเขาหินดำไม่มีรุ่งเช้า
โลกเบื้องบนอาจมีแสงอาทิตย์ มีเสียงนก มีลมอ่อนพัดผ่านชายคาเรือน แต่ใต้รอยแยกแห่งนี้ เวลาเป็นเพียงความมืดที่หนาและบางลงตามลมหายใจของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ แสงสีเงินรอบวงอักขระยังไม่ดับ เพียงซีดลงกว่าคืนก่อนมาก ทุกครั้งที่หมอกดำด้านนอกขยับเข้าใกล้ เส้นอักขระบางเส้นจะสั่นเหมือนสายพิณที่กำลังจะขาด แล้วกลับมานิ่งอีกครั้งเมื่อไป๋หลีอิงแตะปลายนิ้วลงบนพื้นหินอย่างแผ่วเบา
เย่เทียนตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างถูกแยกออกเป็นเส้นเล็ก ๆ แล้วประกอบกลับอย่างไม่สมบูรณ์ จุดที่เข็มจันทร์เคยแตะเมื่อคืนยังเย็นอยู่ แม้ไม่มีบาดแผลชัดเจน แต่ภายในกลับเหมือนมีรอยบาง ๆ ถูกขีดไว้ตามร่องทางชีพจรที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีมาก่อน
เขาขยับนิ้วช้า ๆ
ไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นทันตา
ไม่ได้มีพลังหลั่งไหลจนหินใต้ฝ่ามือแตกร้าว
แต่ความรู้สึกต่อร่างกายเปลี่ยนไป บางสิ่งที่เคยคลุมเครืออยู่ใต้ผิวหนังเริ่มมีขอบ มีทิศ และมีตำแหน่ง ราวกับก่อนหน้านี้เขาเดินอยู่ในห้องมืดโดยคิดว่ามีเพียงประตูเดียว แต่เมื่อคืนไป๋หลีอิงจุดแสงขึ้นให้เห็นว่าผนังทั้งผืนเต็มไปด้วยรอยแยกที่ซ่อนอยู่
ไม่ใช่ทุกทางเดินควรเปิด
ไม่ใช่ทุกทางเดินปลอดภัย
แต่เขาเห็นแล้วว่ามันมีอยู่
ไป๋หลีอิงนั่งพิงแท่นหินอยู่ไม่ไกล สีหน้าของนางยังซีด ริมฝีปากมีสีเลือดจาง ๆ แต่ดวงตากลับสงบนิ่งกว่าคนบาดเจ็บควรจะเป็น ตรงหน้าของนางมีซองผ้าเงินวางอยู่ เข็มจันทร์เก้าเล่มเรียงอยู่ด้านใน เงาแสงสีเงินบนปลายเข็มทำให้ของชิ้นนั้นดูงดงามจนคล้ายเครื่องประดับ หากเย่เทียนไม่เคยถูกมันแตะร่างเมื่อคืน เขาอาจเชื่อเช่นนั้นได้ง่าย ๆ
“ตื่นแล้วก็นั่งลง” นางกล่าวโดยไม่มองเขา
เย่เทียนยันตัวลุกขึ้นอย่างระวัง ไหล่ซ้ายยังตึงอยู่ หลังคอยังเย็นวาบ เขาเดินไปนั่งในวงอักขระเล็กตรงหน้าเหมือนเมื่อคืน แต่คราวนี้ไม่ได้แค่นั่งตามคำสั่ง เขารู้แล้วว่านางกำลังจะเปิดบางสิ่งในร่างเขา และสิ่งนั้นอาจไม่ยอมให้เปิดง่าย ๆ
ระยะในวงแสงเล็กกว่าที่คิด เมื่อเขานั่งลงก็ได้กลิ่นตัวนางจางๆ เย่เทียนชะงักไปครึ่งลมหายใจ ก่อนกดสายตาลงกับพื้นหิน
“ลมหายใจเจ้าเสียจังหวะ” นางกล่าว
เย่เทียนนิ่งไปเล็กน้อย “ข้ากำลังพยายามไม่มองเข็มนั่นนานเกินไป”
พูดแล้วเขาก็เงียบลง
ไป๋หลีอิงวางปลายนิ้วลงบนหลังเขาอย่างแผ่วเบา นางเลื่อนนิ้วช้า ๆ จากหลังคอไปยังแนวกระดูกสันหลัง ความเงียบของนางยาวกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จนเย่เทียนเริ่มรู้สึกว่าความเงียบนั้นหนักกว่าคำพูด
“เมื่อคืนข้าตรวจเจ้าไปครึ่งหนึ่ง” นางกล่าวในที่สุด “วันนี้ข้าจะไม่ถามว่าเจ้าพร้อมหรือไม่ เพราะคำตอบนั้นไม่มีประโยชน์”
เย่เทียนหลับตาลง “แล้วคำตอบอะไรมีประโยชน์”
“ร่างเจ้ารับแรงย้อนกลับได้มากเพียงใด”
คำว่า “แรงย้อน” ทำให้เขาขมวดคิ้ว
ไป๋หลีอิงไม่อธิบายทันที นางหยุดปลายนิ้วอยู่ใต้สะบักซ้าย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เย่เทียนรู้สึกฝืดที่สุดตั้งแต่เมื่อคืน
“ร่องทางบางเส้นในร่างเจ้าไม่ตอบสนองเมื่อถูกดันขึ้น” นางกล่าว “แต่เมื่อกดแรงลงต่ำ มันกลับสั่นก่อนทางหลักเสียอีก”
“เช่นนั้นแปลว่าอะไร”
“แปลว่าเส้นทางของเจ้าไม่เหมือนตำราฝึกทั่วไป” นางถอนนิ้วออก “และไม่เหมือนสิ่งที่เมืองเล็ก ๆ ควรสอนกันได้”
เย่เทียนหันไปมองนาง ครั้งนี้นางไม่ห้าม เขาจึงเห็นว่าสายตาของไป๋หลีอิงมีความคิดอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ราวกับนางกำลังเทียบร่างของเขากับสิ่งที่อยู่ในความทรงจำอันห่างไกล
“ท่านเคยเห็นคนแบบข้าหรือ” เขาถาม
“ไม่เคย”
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนนิ่งลง
ไป๋หลีอิงลดสายตามองเข็มจันทร์ในซองผ้าเงิน ก่อนกล่าวต่อด้วยเสียงเบากว่าเดิม “แต่ข้าเคยเห็นบันทึกหนึ่ง”
บันทึก
คำคำนั้นทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปเล็กน้อย เย่เทียนไม่รู้ว่าบันทึกของนางมาจากที่ใด แต่เพียงฟังจากน้ำเสียงก็รู้ว่าไม่ใช่ตำราฝึกของตระกูลใดในเมืองชิงหลาน
“บันทึกนั้นขาดครึ่งหนึ่ง บางบรรทัดถูกลบ บางบรรทัดเหมือนตั้งใจเขียนไว้ให้คนอ่านแล้วไม่กล้าลอง”
“แล้วท่านยังคิดจะลองกับข้า?”
“ข้าไม่ได้คิดจะทำตามมันทั้งหมด” นางกล่าว “เพียงใช้มันยืนยันว่าร่างเจ้าควรเริ่มจากทางที่คนทั่วไปไม่เริ่ม”
เย่เทียนมองเข็มเงินเก้าเล่มอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้กลัวเพียงความเจ็บ เขาเริ่มเข้าใจว่านี่ไม่ใช่การฝึกธรรมดา ไม่ใช่การสอนตามตำราสำเร็จรูป แต่เป็นการเดินบนสะพานที่ครึ่งหนึ่งถูกตัดขาด และคนที่นำทางเขาก็ยังไม่รู้ว่าปลายทางอีกด้านอยู่ที่ใด
“บันทึกนั้นเขียนว่าอะไร” เขาถาม
ไป๋หลีอิงนิ่งไปครู่หนึ่ง
“มันพูดถึงร่างที่ไม่ควรฝืนดันพลังขึ้นตามฟ้า แต่ต้องรับแรงย้อนลงเพื่อหาเส้นที่ซ่อนอยู่ ผู้เขียนเรียกมันว่าเส้นทางที่ไม่เดินตามฟ้า”
เย่เทียนฟังแล้วรู้สึกความเย็นในท้องน้อยขยับอีกครั้ง
ไม่เดินตามฟ้า
คำนี้ไม่ใช่คำที่เด็กเมืองชิงหลานควรเข้าใจ แต่กลับเหมือนมีอะไรบางอย่างในร่างเขาตอบสนองต่อมันอย่างเงียบ ๆ
“แล้วคนในบันทึกนั้นรอดหรือไม่”
“บันทึกขาดก่อนถึงตรงนั้น”
เย่เทียนหัวเราะเบามาก ไม่รู้เพราะขบขันหรือฝืนหัวเราะเพื่อปิดบังความกลัว “ฟังแล้วข้ารู้สึกมั่นใจขึ้นมาก”
ไป๋หลีอิงมองเขาแวบหนึ่ง “เจ้ายังมีแรงประชด แปลว่ายังไม่กลัวจนเสียสติ”
“ข้ากลัวอยู่” เขาตอบตามตรง
คราวนี้ไป๋หลีอิงมองเขานานขึ้นเล็กน้อย
เย่เทียนไม่ได้หลบสายตา “แต่ถ้ากลัวแล้วไม่ทำ ข้าคงไม่ต้องตกลงมาถึงที่นี่ตั้งแต่แรก”
คำตอบนั้นทำให้ความเงียบในวงแสงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่อบอุ่นขึ้น แต่จริงขึ้น เหมือนระหว่างคนสองคนมีสิ่งใดวางลงโดยไม่ต้องประกาศ
ไป๋หลีอิงหันกลับไปหยิบเข็มจันทร์เล่มแรก “ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ข้าจะเสี่ยงเปิดทางให้เจ้า”
เย่เทียนไม่ได้แทรก
นางวางเข็มไว้บนปลายนิ้ว แสงสีเงินบนตัวเข็มสั่นเบา ๆ
“ข้ามองทางของเจ้าไม่ชัด”
เย่เทียนค่อย ๆ เงยหน้า “ทางของข้า?”
“คนส่วนใหญ่มีรอยให้ตาม แม้จะเลือน แม้จะขาด แม้จะถูกหมอกบัง แต่ยังพอรู้ว่าทางเดินจะพาไปที่ใด” นางกล่าวช้า ๆ “ของเจ้าหายไป”
เย่เทียนไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ขนบนต้นคอลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“ท่านหมายถึงอนาคตหรือ”
ไป๋หลีอิงไม่ได้ตอบตรง ๆ นางเพียงใช้ปลายนิ้วแตะเข็มเบา ๆ แล้วแสงรอบวงอักขระก็อ่อนลงชั่วขณะ ราวกับเสียงทั้งหมดในหุบเขาถูกลดลงครึ่งหนึ่ง
“เรียกมันว่าความเคยชินของข้าก็พอ”
คำตอบนั้นคลุมเครือ แต่ไม่ใช่ความคลุมเครือไร้ฐาน เย่เทียนรู้สึกได้ว่านางเลี่ยงคำตอบ
เขาจึงไม่ถามต่อ
ไป๋หลีอิงกล่าวต่อ “ข้าเห็นคนใกล้ตายมามากพอจะรู้ว่าลมหายใจใดกำลังจะดับ แต่เจ้าเมื่อคืน…เมื่อข้าพยายามมองต่อ ข้างหน้าเจ้ากลับว่างเปล่า”
เย่เทียนฟังอย่างเงียบงัน
“เพราะฉะนั้นท่านช่วยข้าเพราะอยากรู้ว่าทำไม?”
“ใช่”
คำตอบนั้นตรงมาก แต่ครั้งนี้เขาไม่รู้สึกว่าถูกลดค่าลงเป็นเครื่องมืออย่างที่ควรจะรู้สึก นางไม่โกหก ไม่แสร้งทำเป็นอ่อนโยน ไม่บอกว่าเห็นพรสวรรค์ยิ่งใหญ่ในตัวเขา นางเพียงยอมรับว่าเขาคือสิ่งที่นางอ่านไม่ออก และสิ่งที่นางอ่านไม่ออกนั้นสำคัญพอให้ช่วยประคองไว้
ในหุบเขาเช่นนี้ นั่นอาจเป็นความจริงใจรูปแบบหนึ่ง
“ถ้าอย่างนั้น” เย่เทียนกล่าวช้า ๆ “ข้าก็ควรรอดให้นานพอให้ท่านได้คำตอบ”
ไป๋หลีอิงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนเริ่มอธิบายเข็มจันทร์ด้วยน้ำเสียงที่ต่างจากเดิม นางไม่ทำให้มันน่ากลัวเกินจำเป็น และไม่ลดทอนอันตรายของมัน
“เข็มนี้ไม่ได้เปิดชีพจรแทนเจ้า มันตรึงขอบร่องทางไว้ ถ้าทางที่เจ้ารับแรงย้อนเริ่มฉีก ข้าจะปิดมันก่อนที่มันจะลาม”
เย่เทียนมองปลายเข็ม “แล้วถ้าปิดไม่ทัน”
“เจ้าจะบาดเจ็บหนัก” นางกล่าว “และข้าจะเสียแรงรักษาเจ้ามากกว่าแรงที่ข้ามีอยู่ตอนนี้”
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนมองใบหน้าซีดของนางอีกครั้ง นางพูดเหมือนคำนวณ แต่เขารู้ว่านี่คือข้อจำกัดจริง นางไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะช่วยเขาผิดพลาดได้หลายครั้ง
“ถ้าเช่นนั้นท่านเองก็เสี่ยง”
“ใช่”
“ทำไมยังทำ”
ไป๋หลีอิงมองเขา ดวงตาของนางนิ่งมาก
“เพราะหากไม่ทำ เราจะติดอยู่ตรงนี้จนหมอกตัดสินใจแทนเรา”
คำตอบนั้นปิดคำถามทั้งหมด
เย่เทียนค่อย ๆ หันหลังให้นางอย่างเต็มที่ เขาจัดลมหายใจให้มั่นคงกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะไม่กลัว แต่เพราะเขาเริ่มเข้าใจว่าในวงแสงเล็ก ๆ นี้ ความกลัวของไม่ได้เป็นของเขาคนเดียว
ระหว่างคนทั้งสองยังไม่ใช่ความไว้ใจเต็มที่
แต่เป็นการฝากชีวิตไว้กับมืออีกฝ่ายเพราะไม่มีทางเลือกอื่น
เข็มเล่มแรกแตะลงบนหลังคอ
เย่เทียนหลับตา
ยังไม่ทันแทง ความเย็นทั่วร่างก็สะดุ้งตอบ ราวกับบางสิ่งในร่างรู้ว่าอันตรายกำลังจะมาถึง เขาพยายามควบคุมลมหายใจให้ตรงจังหวะมากที่สุด
เข็มจันทร์แทงลง
ความเจ็บนั้นแทงลึกลงไปในกระดูก เย่เทียนตัวแข็งทันที ลมหายใจเกือบหลุดเป็นเสียง แต่เขากัดฟันไว้ทัน
ไป๋หลีอิงวางนิ้วลงบนชีพจรข้างคอเขา ฟังจังหวะเงียบ ๆ
“ยังอยู่ในขอบเขต”
เย่เทียนกัดฟัน “ขอบเขตที่ว่านี่กว้างมากหรือแคบมาก”
“สำหรับเจ้า แคบ”
เขาไม่ถามต่อ
เข็มเล่มที่สองแทงลงบริเวณหัวไหล่ซ้าย ร่องทางเส้นหนึ่งในร่างพลันตึงขึ้น พลังพื้นฐานที่สะสมจากการฝึกหลายปีพยายามดันขึ้นตามนิสัยเดิม เหมือนคนติดอยู่ในห้องมืดแล้วเห็นช่องว่างข้างบนจึงพุ่งไปหาแสง แต่เข็มจันทร์ตรึงมันไว้ ไม่ให้ขึ้น ไม่ให้แตก ไม่ให้ย้อนกลับจนทำลายตัวเอง
“อย่าดันขึ้น” ไป๋หลีอิงกล่าว “รับแรงลง”
เขาค่อย ๆ หยุดแรงที่พยายามผลักขึ้น แล้วปล่อยให้ปราณหยาบถอยตามแรงกดที่ไป๋หลีอิงตรึงไว้ ความเจ็บเพิ่มขึ้นทันที ราวกับร่างกายต่อต้านเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย แผ่นหลังของเขาเย็น ส่วนข้างลำตัวกลับร้อน ปลายนิ้วชาไปครึ่งหนึ่ง
“หยุดตรงนั้น” นางกล่าว
เย่เทียนหยุด
“จำตำแหน่งนี้ไว้”
เขาไม่รู้ว่าควรจำอย่างไร แต่พยายามประทับความรู้สึกนั้นไว้ในลมหายใจ
เข็มเล่มที่สามแทงลง
คราวนี้ความเจ็บเปลี่ยนเป็นความร้อนจากด้านใน เหมือนร่องทางที่ถูกปิดมานานเริ่มถูกบังคับให้หายใจ เย่เทียนรู้สึกถึงจุดหนึ่งตรงด้านข้างลำตัวซ้าย จุดนั้นไม่ใช่ชีพจรหลักที่เขาเคยฝึก แต่เป็นร่องทางแคบ ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังความฝืดเคือง
ไป๋หลีอิงเอ่ยเบา ๆ “ตรงนั้น”
เย่เทียนไม่ตอบ เขากำลังเพ่งอยู่กับความรู้สึกจาง ๆ นั้น
“ทดลองไหลพลังในร่างไปแตะมันช้าๆ อย่ากระแทกมัน” นางกล่าว
เขาทำตาม
ครั้งแรก ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ครั้งที่สอง ความเจ็บลดลงเล็กน้อย
ครั้งที่สาม ร่องทางนั้นสั่น
ครั้งที่สี่ เย่เทียนได้ยินเสียงบางอย่างในร่างตนเอง
กึก
เสียงนั้นเบามาก คล้ายก้อนกรวดเล็ก ๆ หล่นลงในบ่อน้ำลึก แต่ทันทีที่มันดังขึ้น ปราณหยาบในร่างของเขาก็เหมือนพบช่องระบายเล็กๆ ไหลผ่านร่องทางนั้นไปอย่างยากลำบาก ความเจ็บแล่นจากข้างลำตัวขึ้นถึงหัวไหล่ แล้ววกลงมาที่ท้องน้อย ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน
อักขระใต้ตัวสว่างขึ้นวูบหนึ่ง
หมอกดำด้านนอกวงแสงหยุดนิ่ง เหมือนสัตว์ร้ายที่กำลังย่างเท้า แล้วได้กลิ่นบางอย่างที่มันยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรกลืนหรือควรหลีก
ไป๋หลีอิงเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาเย็นลึกลงกว่าเดิมอย่างชัดเจน
เย่เทียนไม่เห็นสีหน้านั้น เขากำลังจมอยู่กับความรู้สึกของร่องทางแรกที่ถูกเปิดออก ไม่กว้าง ไม่สมบูรณ์ แต่เปิดแล้วจริง ๆ ปราณหยาบไหลผ่านจุดนั้นอย่างฝืดเคือง ทว่าทุกครั้งที่ไหลผ่าน ร่างของเขารู้สึกเหมือนมีหินหนักก้อนหนึ่งถูกยกออกจากด้านใน ร่างกายเบาสบายขึ้นมาก
แล้วความเย็นที่ท้องน้อยก็สั่นขึ้น
ลึกลงไปในความมืดหลังเปลือกตา มีเงาบานหนึ่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง
มันคล้ายประตู
ไม่ใหญ่ ไม่ชัด แต่ปิดสนิท
และคราวนี้ เย่เทียนรู้สึกเหมือนมันไม่ได้อยู่เฉย ๆ
มันเหมือนมองกลับมา
เขาเกือบเผลอตามความรู้สึกนั้นไป
“หยุด”
เสียงของไป๋หลีอิงไม่ได้ดัง แต่เฉียบพอจะตัดสติที่กำลังลื่นไหล เย่เทียนหยุดทันที เข็มจันทร์ทั้งสามเล่มสั่นขึ้นพร้อมกัน ไป๋หลีอิงกดฝ่ามือลงบนแผ่นหลังเขา แสงเงินเย็นไหลผ่านเข็มเข้าสู่ร่าง ตรึงความเย็นในท้องน้อยไม่ให้ดึงเขาลงไปลึกกว่าเดิม
“ข้าให้เจ้าเปิดทางแรก ไม่ได้ให้ไปแตะสิ่งนั้น”
เย่เทียนหอบหายใจ “มันเหมือนดึงข้าเข้าไปหามัน”
“ข้ารู้”
“แล้วต้องทำอย่างไร”
“จำความรู้สึกตอนถูกดึงไว้” นางกล่าว “ครั้งหน้าเจ้าต้องรู้ก่อนที่มันจะเริ่ม”
คำพูดนั้นทำให้เย่เทียนเข้าใจว่าการฝึกของเขาไม่ได้จบที่การเปิดทางหนึ่งเส้น แต่คือการเรียนรู้วิธีไม่ถูกสิ่งที่อยู่ลึกกว่านั้นกลืนเสียเอง
ไป๋หลีอิงค่อย ๆ ถอนมือออก แต่ยังไม่ถอนเข็ม
“ทางแรกเปิดแล้ว”
เย่เทียนหลับตา พยายามรับรู้ร่องทางใหม่นั้น มันอยู่ข้างลำตัวซ้าย ไม่ใช่ชีพจรเส้นหลักที่เขาเคยพยายามฝึก ไม่ใหญ่ ไม่สว่าง แต่มีอยู่จริง ปราณหยาบไหลผ่านมันได้ช้า ๆ ทุกครั้งที่ไหลผ่าน ความตึงที่ไหล่ซ้ายจะคลายลงเล็กน้อย และลมหายใจภายในเหมือนลึกขึ้นกว่าก่อนหน้า
เขาถามเสียงแหบ “นี่คือทางที่บันทึกพูดถึงหรือ”
“อาจเป็นเพียงขอบของมัน”
“แค่ขอบยังเจ็บขนาดนี้”
“ข้าจึงบอกให้เจ้านั่งนิ่ง”
เย่เทียนลืมตาช้า ๆ แม้หน้าซีด แต่แววตากลับนิ่งขึ้นกว่าเดิม “ข้ายังไม่ตาย”
ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ใช่”
คำชมมีเพียงเท่านั้น แต่ครั้งนี้เย่เทียนไม่ได้รู้สึกว่าสั้นเกินไป
ไป๋หลีอิงถอนเข็มออกทีละเล่ม แสงจันทร์บนเข็มไหลกลับเข้าสู่ปลายเข็มอย่างช้า ๆ เมื่อนางถอนเล่มสุดท้ายออก เย่เทียนรู้สึกเหมือนร่างเบาลงนิดหนึ่ง แต่ก็อ่อนแรงจนแทบยกแขนไม่ขึ้น
นอกวงแสง หมอกดำยังคงนิ่งผิดปกติ
เย่เทียนสังเกตเห็น “มันไม่ขยับ”
“ใช่”
“เพราะอะไร?”
ไป๋หลีอิงไม่ตอบทันที นางมองหมอกอยู่นานกว่าปกติ ดวงตาของนางไม่ได้มีความโล่งใจ มีเพียงความระวังที่ลึกขึ้น
“เพราะบางอย่างในตัวเจ้าเริ่มส่งเสียงถึงที่นี่”
เย่เทียนมองหมอกดำด้านนอก “เพราะข้าหรือ?”
“ไม่แน่ใจ แต่น่าจะใช่”
คำตอบนี้ควรทำให้เขากังวล แต่เย่เทียนกลับรู้สึกประหลาดอย่างหนึ่ง อย่างน้อยครั้งนี้เขาไม่ได้เป็นเพียงคนที่ถูกหมอกล้อมอยู่ฝ่ายเดียว มีบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้มันหยุดฟัง แม้เขาจะยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
เขาเอนตัวพิงหินด้านข้าง หลับตาลง ความเจ็บในร่างยังคงอยู่ แต่ใต้ความเจ็บนั้นมีความอุ่นบางอย่างซึ่งต่างจากก่อนหน้า มันไม่ใช่พลังที่ล้นทะลัก ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่ทำให้เขากลับไปยืนเหนือใครได้ในทันที
แต่มันคือความมั่นใจเล็ก ๆ ว่าสิ่งที่เขาเปิดวันนี้เป็นของจริง
ร่องชีพจรทางแรก
ทางที่คนทั่วไปมองข้าม
ทางที่เจ็บกว่า ช้ากว่า และอันตรายกว่า
และเป็นทางแรกที่ทำให้เขารู้ว่า ต่อให้ตกลงมายังหุบเขาที่โลกด้านบนคิดว่าเป็นหลุมฝังศพ เขาก็ยังไม่ได้หยุดเดิน
ห่างไกลเหนือศีรษะ ผ่านชั้นหินดำและรอยแยกที่ถูกหมอกปิดไว้ เมืองชิงหลานกำลังเข้าสู่ยามสายโดยไม่มีใครรู้ว่าใต้ภูเขา เด็กหนุ่มผู้ถูกบันทึกว่าสูญหายเพิ่งเปิดชีพจรทางแรกที่ไม่ควรมีใครในเมืองเล็กแห่งนี้รู้จัก
เหนือยอดภูเขาหินดำ เมฆบางส่วนเริ่มหมุนวนช้า ๆ โดยไม่มีลม
ไม่มีสายฟ้า
ไม่มีเสียงฟ้าคำราม
มีเพียงปราณฟ้าดินที่สะดุดไปหนึ่งลมหายใจ ราวกับโลกทั้งใบเผลอมองลงมายังรอยแยกเล็ก ๆ ใต้ภูเขา
ขณะเดียวกัน ในเมืองชิงหลานอันห่างออกไป ศาลบรรพชนของตระกูลเย่ยังเงียบสงบเหมือนทุกวัน
เหนือแท่นบูชา ระฆังสัมฤทธิ์เก่าที่แขวนอยู่มานานหลายสิบปีพลันสั่นเบา ๆ หนึ่งครั้ง
กัง…
เสียงนั้นเบามากจนศิษย์เฝ้าศาลหน้าประตูคิดว่าเป็นเพียงลมผ่านชายคา
มีเพียงเย่จงที่ยืนอยู่หน้าป้ายวิญญาณบรรพชนเท่านั้นที่เงยหน้าขึ้นทันที
เขามองระฆังเก่า มองไปทางทิศภูเขาหินดำ แล้วกำป้ายไม้ “สำรอง” ในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว