เสียงเซ็งแซ่ดังระงมไปทั่วลานฝึกขนาดใหญ่แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบกับชุดฝึกสีเข้มของเหล่าบุตรหลานตระกูลเอี้ยที่ยืนเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบสายตาของพวกเขามีทั้งความมุ่งมั่นความเหนื่อยล้าจากการฝึกฝนอันแสนหนักหน่วงตลอดสามเดือนที่ผ่านมา และประกายแห่งความหวังที่จะได้แสดงฝีมือในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
บนแท่นพิธีที่สูงเด่น ประมุขตระกูลเอี้ยหลิงยืนสงบนิ่งเคียงข้างกับหัวหน้าองค์รักษ์ จ้าวเสินหลงผู้ที่เปรียบเสมือนครูฝึกเหล็กที่เคี่ยวกรำพวกเขามาตลอดจ้าวเสินหลงก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อยใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นผิดวิสัยจากที่พวกเขาคุ้นเคย “ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมการฝึกในครั้งนี้ข้าน้อยขอแสดงความยินดีกับคุณชายและคุณหนูทุกท่านที่ผ่านการฝึกมาได้ด้วยดี”เสียงทุ้มกังวานของเขากล่าว
“ข้าน้อยขอกล่าวตรงนี้ว่าสิ่งที่ข้าทำไปทั้งหมดไม่ได้เกิดจากเจตนาร้ายใดๆทั้งสิ้น อะไรที่ล่วงเกินไป ข้าขออภัยมา ณ ตรงนี้ด้วย”จ้าวเสินหลงโน้มตัวคำนับอย่างนอบน้อม
ทันใดนั้นเอง เสียงโวยวายก็ดังขึ้นจากกลุ่มบุตรหลาน
“จ้าวเสินหลง!ไม่ต้องมาทำอย่างนี้ ข้าจำได้ เจ้าใช้สายฟ้ามาฟาดข้า 38 ครั้ง คอยดูเถอะ ข้าจะเอาคืน!” เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ใช่ๆ ตอนที่ข้ากำลังจะพัก เจ้าก็แอบให้คนเอายาสลบมาใส่อาหารของข้าดีที่ว่าข้าได้กลิ่นแปลกๆ จึงไม่ได้กิน ข้าจะต้องวางยาเจ้าให้ได้!”
อีกเสียงเสริมขึ้นด้วยความเคียดแค้น “จ้าวเสินหลง เจ้าทำอะไรกับข้าไว้ข้าจดบันทึกไว้หมดแล้ว ระวังให้ดีเถอะ!” บุตรหลานบางคนถึงกับชูสมุดเล่มเล็กๆขึ้นมาอย่างเอาจริงเอาจัง
จ้าวเสินหลงที่ได้ยินและเห็นดังนั้นถึงกับทำหน้าเหมือนจะร้องไห้สีหน้าเขาดูน่าสงสารจนยากจะบรรยายเขารีบหันไปหาประมุขเอี้ยหลิงที่ยืนกลั้นยิ้มอยู่ข้างหลังด้วยสีหน้าขอความช่วยเหลือเอี้ยหลิงเห็นดังนั้นจึงเดินออกมาข้างหน้าพร้อมทั้งพูดว่า “พอแล้ว! พวกเจ้าให้มันน้อยๆหน่อย จ้าวเสินหลงทำตามหน้าที่ ถ้าไม่ได้พวกเขา ใครจะฝึกเจ้าจนสำเร็จได้แบบนี้พวกเจ้าควรจะขอบคุณเขามากกว่า”
“ขอบคุณ หัวหน้าจ้าว!”เสียงของบรรดาบุตรหลานตระกูลเอี้ยดังขึ้นพร้อมกันอย่างพร้อมเพรียงแม้จะมีแววประชดประชันแฝงอยู่บ้างจ้าวเสินหลงยิ้มอย่างภูมิใจก่อนที่รอยยิ้มจะแข็งค้างไปเมื่อได้ยินเสียงของประมุขเอี้ยพูดต่อว่า“ดังนั้นไม่ว่าจะยังไง เวลาพวกเจ้าจะทำอะไรก็ให้มันอยู่ในขอบเขต เข้าใจไหม!”
“รับทราบ!”เสียงตอบรับด้วยความยินดีของบุตรหลานทั้งหมดของตระกูลเอี้ยดังขึ้นพร้อมทั้งมีสายตาบางคู่เหลือบมองไปที่จ้าวเสินหลงอย่างมีเลศนัย
“เอิ่ม! ท่านประมุขขอรับข้าขอลาพักร้อนกลับบ้านสักปีได้ไหมขอรับ” จ้าวเสินหลงกล่าวเสียงเบาหวิวเอี้ยหลิงหันมาตอบ “จำได้ว่าเจ้าเป็นโสด บิดามารดาไม่มีใครอยู่แล้วญาติพี่น้องก็ไม่มี บ้านเจ้าก็ที่นี่ไง! เอาน่า ทนๆ เอาหน่อย”จ้าวเสินหลงถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ สีหน้าบ่งบอกถึงความสิ้นหวัง
เอี้ยหลิงหันกลับไปหาบุตรหลานอีกครั้ง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง“อีกสามวัน พวกเจ้าทั้ง 49 คน ให้มาเจอกันที่นี่พวกเราจะไปร่วมการแข่งขันเพื่อชิงสิทธิ์ในการเข้าแข่งขันชุมนุมยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ครั้งที่109 กัน”
“ตระกูลเอี้ยต้องชนะ!”เสียงตะโกนกึกก้องดังขึ้นทั่วลานฝึกก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันไปราวกับคำสัตย์ปฏิญาณที่ดังกังวานไปทั่วบริเวณ
สามวันต่อมา บรรยากาศของเมืองเหลยอิ๋นเฉิงคึกคักเป็นพิเศษผู้คนจากทั่วสารทิศต่างหลั่งไหลมารวมตัวกันที่ ลานพิธีจตุรัสใจกลางเมือง เสียงจอแจผสมผสานกับกลิ่นอายของสมุนไพรและโลหะหลอมละลายที่ลอยมาตามลมบรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น
ณ จวนตระกูลเอี้ย บรรดาบุตรหลานตระกูลเอี้ยทั้ง 49 คนปรากฏตัวขึ้นใน ชุดสีน้ำตาลแดงประจำตระกูล ซึ่งปักด้วยเครื่องหมาย เตาหลอมโบราณสามขาสีแดงพร้อมทั้ง เหล็กหมาดจารอักขระที่ปรากฏอยู่บนเตา นี่คือสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของตระกูลเอี้ยที่สืบทอดกันมายาวนานพวกเขายืนเรียงแถวอย่างสง่างาม ใบหน้าเปื้อนความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นในตนเอง
ด้านหน้าของทุกคนปรากฏร่างสองร่างยืนอยู่คู่กัน นั่นคือ เอี้ยหลิง ประมุขตระกูลเอี้ยและ เอี้ยเสวียน ที่บัดนี้สวมหน้ากากปิดครึ่งหน้าด้านบนบนหน้ากากสีขาวมีอักขระไท่จี๋ และ ธรรมจักรสลักอยู่ ดูแปลกตา ด้านหลังพวกเขามีผู้อาวุโสประจำตระกูลยืนเรียงรายอย่างให้กำลังใจ
เอี้ยหลิงก้าวออกมาข้างหน้าเล็กน้อยสายตาคมกริบกวาดมองบุตรหลานทุกคนอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาเปี่ยมด้วยความภาคภูมิใจ“บุตรหลานตระกูลเอี้ยทุกท่าน!วันนี้คือวันสำคัญที่เราจะได้แสดงให้โลกเห็นถึงพลังและความสามารถของพวกเจ้าตลอดสามเดือนที่ผ่านมา พวกเจ้าได้ผ่านการฝึกฝนอันแสนสาหัสพวกเจ้าได้หล่อหลอมร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ความอดทนความเพียรพยายาม และความสามัคคีที่พวกเจ้าได้แสดงออกมานั้นทำให้ข้าในฐานะประมุขตระกูลรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง”
เขาหยุดพักหายใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง“การแข่งขันชิงสิทธิ์ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อชัยชนะส่วนตัวแต่เป็นการแข่งขันเพื่อเกียรติยศของตระกูลเอี้ย เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าตระกูลเอี้ยคือตระกูลที่ทรงพลังที่สุดของเมืองนี้และพลังของพวกเรามีไว้เพื่อปกป้องและปกปักษ์ ไม่ได้มีไว้เพื่อระรานใครแต่ถ้าใครข้ามเส้นมาพวกเราพร้อมจะสู้! พวกเจ้าคือความหวังของตระกูลคืออนาคตของพวกเรา จงนำพาเกียรติยศนี้กลับมาให้ได้!”
เสียงโห่ร้องและเสียง “ตระกูลเอี้ยต้องชนะ!” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณเหล่าบุตรหลานตระกูลเอี้ยเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า
เอี้ยหลิงกล่าวต่อว่า “ นี่คือเอี้ยเสี่ยวหลิน”จะเป็นผู้นำพวกเจ้าในครั้งนี้ จำเอาไว้คำสั่งของเขาเท่ากับคำสั่งของข้า! เข้าใจมั้ย”
“รับทราบ” เสียงตอบรับดังขึ้นพร้อมกัน ถึงแม้ว่าจะสงสัยว่า”เอี้ยเสี่ยวหลิน”คนนี้โผล่มาจากใหนแล้วทำไมต้องใส่หน้ากาก?
เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงลานประลองกลางเมืองผู้คนจำนวนมากต่างมารอที่ลานพิธีแล้ว เสียงซุบซิบและสายตามากมายจับจ้องมาที่พวกเขาบนลานพิธีประกอบไปด้วยเจ้าเมืองและประมุขตระกูลต่างๆ ที่นั่งประจำที่แล้วทันทีที่ตระกูลเอี้ยเข้ามา ก็มีเสียงบ่นเบาๆ ดังขึ้นว่า “มาสาย ทำให้เจ้าเมืองต้องรอนาน”
เอี้ยหลิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเบาๆแล้วกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงกังวานว่า“พวกเจ้าต่างหากที่มาเช้าเองนี่ยังห่างจากเวลานัดตั้งนานทำให้ท่านเจ้าเมืองต้องออกมานั่งเป็นเพื่อนขนาดนี้ ไม่สำนึกเสียบ้างเลย”คำพูดของเอี้ยหลิงทำให้เจ้าเมืองและคนอื่นๆ ถึงกับทำหน้าไม่ถูกไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร เอี้ยหลิงไม่สนใจท่าทีของพวกเขา เดินเข้าไปนั่งร่วมกับ ประมุขตระกูลอู๋และ หัวหน้าสาขานักจารึกอักขระประจำเมือง ท่ามกลางสายตาของคนจำนวนมากที่มองมาอย่างสนใจ
เมื่อเวลาที่กำหนดมาถึงเจ้าเมืองจึงลุกขึ้นไปกล่าวให้กำลังใจผู้เข้าแข่งขันทุกคน“สวัสดีพี่น้องชาวเมืองเหลยอิ๋นเฉิงทุกท่าน และผู้เข้าแข่งขันทุกท่าน!ขอต้อนรับสู่การแข่งขันประจำเมืองครั้งยิ่งใหญ่เพื่อคัดเลือกตัวแทนเข้าสู่ชุมนุมยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ระดับแคว้น!”เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง
เจ้าเมืองกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยพลัง “ธรรมดาแล้วเมืองของเราจะมีการแข่งขันในด้านต่างๆ ทั้งการจารึกอักขระ การปรุงโอสถการหลอมอาวุธ และการต่อสู้ แต่ในครั้งนี้ ข้าขอประกาศเปลี่ยนแปลงกฎกติกา!”
เสียงฮือฮาดังขึ้น ผู้เข้าแข่งขันหลายคนเริ่มซุบซิบกันด้วยความสงสัย
เจ้าเมืองยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ“การแข่งขันในครั้งนี้จะเป็นการแข่งขันแบบ ล่าแต้ม! ทุกคนจะได้รับแผ่นหยกคนละ 1 แผ่น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแต้มของพวกเจ้าที่มีคนละ 1 แต้มระยะเวลาการแข่งขันคือ 7 วัน! สถานที่แข่งขันคือ“ป่าหมื่นสรรพสัตว์” ผู้ใดที่นอกจากการแย่งชิงแผ่นหยกจากผู้อื่นแล้วใครที่สามารถล่าสัตว์อสูรมาได้สามารถนำมาแลกเป็นคะแนนได้ สัตว์อสูรระดับ1 ได้ 1 แต้ม ระดับสอง ได้สามแต้มระดับสามได้ สิบแต้ม ระดับสี่ ได้ ห้าสิบแต้ม ระดับห้าได้ ห้าร้อยแต้มข้าไม่หวังว่าจะมีใครได้ ห้าร้อยแต้มเพราะสัตว์อสูรระดับ 5 เท่ากับราชาอสูรขั้นต้นซึ่งถ้าพวกเจ้าเจอข้าแนะนำให้หนี!” ใครที่ได้แต้มมากที่สุดผู้นั้นคือผู้ชนะ! โดยอันดับที่ 1-100 จะได้รับสิทธิ์ไปแข่งขันที่เมืองหลวงต่อไป!”
มีการแจกป้ายสัญลักษณ์ประจำตัวพร้อมทั้งบอกกติกาเพิ่มเติมว่า ห้ามลงมือฆ่าคนโดยเด็ดขาด!หากผู้ใดละเมิดกฎจะถูกตัดสิทธิ์ทันที เมื่อประกาศจบนอกจากบรรดาคนของตระกูลใหญ่ที่เหลือบางคนถึงกับตกใจ สีหน้าบ่งบอกถึงความไม่เข้าใจและไม่พอใจแสดงว่าทั้งสามตระกูลใหญ่ (ตระกูลเซียว ตระกูลเหริน และตระกูลเหวิน)น่าจะรู้เรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนตระกูลเอี้ยถ้าเอี้ยเสวียนไม่ได้กลับมาและคาดการณ์ล่วงหน้าคงไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงกติกาแบบกะทันหันนี้ได้เช่นกัน
เอี้ยเสวียนและเอี้ยหลิงเมื่อได้ยินเจ้าเมืองประกาศกฎการแข่งขันต่างหันหน้ามามองกันพร้อมทั้งพยักหน้าก่อนจะหันไปมองกลุ่มผู้เข้าแข่งขันจากตระกูลต่างๆ ที่ยืนอยู่ทั่วลานประลอง
ก่อนที่เอี้ยหลิงจะเอ่ยปากแนะนำบรรดาคู่แข่งที่น่าสนใจให้เอี้ยเสี่ยวหลิน(เอี้ยเสวียน)ได้รับรู้
“ด้านขวามือของปะรำพิธีตระกูลเซียวในชุดเขียวพร้อมทั้งตราสัญลักษณ์ใบไม้สีขาวบนสาบเสื้อที่แสดงถึงการเป็นตระกูลที่เน้นเรื่องโอสถและสมุนไพร นำโดย เซียวหลง อัจฉริยะในรุ่นนี้ของตระกูลเซียวเป็นผู้นำโดยตอนนี้เขามีพลังการฝึกปรือที่ระดับ ชำระกายขั้นต้น ส่วนคนอื่นๆ ในตระกูลก็น่าจะอยู่ในระดับ กำเนิดปราณขั้นสูง สิ่งที่ต้องระวังคือพวกนี้เชี่ยวชาญในเรื่องโอสถดังนั้นพลังในการฟื้นตัวและการใช้โอสถจะสูงมาก” เอี้ยเสวียนกล่าวกับเอี้ยหลิงเบาๆเขาเคยศึกษาข้อมูลคู่แข่งมาบ้าง
ด้านเหนือของปะรำพิธีตระกูลเหรินในชุดนักพรตสีเทาที่ด้านหลังปักรูปค่ายกลแปดทิศสีเทาเข้มเอาไว้เป็นสัญลักษณ์“เหรินซิน เป็นผู้นำของรุ่นเยาว์ตระกูลเหรินตอนนี้พลังอยู่ที่ระดับ ชำระกายขั้นกลาง คนอื่นๆ น่าจะอยู่ในระดับ กำเนิดปราณขั้นต้นถึงขั้นกลางที่ต้องระวังคือ ความเชี่ยวชาญด้านค่ายกล ถ้าหลงเข้าไปในค่ายกลต่างๆเข้าจะทำให้เสียเวลาและอาจจะโดนโจมตีได้” เอี้ยหลิงอธิบาย
ตระกูลเหวิน ที่ยืนอยู่ด้านทิศใต้ของปะรำพิธีในชุดสีดำบนหน้าอกปักเปลวไฟสีแดงสะดุดตา โดยเฉพาะคนที่ยืนอยู่ด้านหน้าใบหน้าซีดขาว นัยน์ตาแวววาว เต็มไปด้วยปัญญา กำลังจ้องมองไปที่ขุมกำลังทุกแห่งโดยเฉพาะตระกูลเอี้ย ในขณะที่ด้านหลังมีเงาร่าง สี่ร่างที่ใบหน้าถูกปกคลุมด้วยเสื้อคลุมทำให้สังเกตุลักษณะไม่ชัด
“ตระกูลเหวินจะมี เหวินลู่ เป็นผู้นำเด็กคนนี้น่ากลัวที่สุด ด้วยอายุ 17 ปี เข้าสู่ระดับ ชำระกายขั้นสูงอีกทั้งยังเชี่ยวชาญการวางแผนและกลไกกับดักต่างๆ และที่ต้องระวังอีกคือ ฝาแฝดตระกูลเหวินคนอื่นเขามีฝาแฝดสอง แต่ไอ้บ้านี่มีฝาแฝดสี่! และทั้งสี่คนฝึก วิชาผสานใจ ถึงแม้ว่าทั้งสี่คนจะอยู่ในระดับกำเนิดปราณขั้นกลาง แต่ถ้าใช้วิชาผสานใจ ได้ยินว่าสามารถต่อสู้กับพวกระดับ ชำระล้างขั้นกลางถึงขั้นสูงได้เลย” เอี้ยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าบ่งบอกถึงความกังวลเล็กน้อย
เอี้ยเสวียนพยักหน้าอย่างเข้าใจข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนสำหรับเจ็ดวันข้างหน้าเขากวาดสายตามองไปทั่วลานประลองอีกครั้ง ความตื่นเต้นเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
เจ้าเมืองยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบ “เอาล่ะ!การแข่งขันล่าแต้มจะเริ่มขึ้นในอีกครึ่งชั่วยามนี้ ขอให้ทุกท่านเตรียมตัวให้พร้อมขอให้ทุกท่านโชคดี!”
เสียงปรบมือดังกระหึ่มอีกครั้งคราวนี้มาพร้อมกับเสียงโห่ร้องที่บ่งบอกถึงความกระหายในการแข่งขันผู้เข้าแข่งขันต่างแยกย้ายกันไปเตรียมตัวบางคนเริ่มรวมกลุ่มกับเพื่อนร่วมตระกูลเพื่อวางแผน บางคนยืนนิ่งๆปรับลมปราณและเตรียมจิตใจให้พร้อม
เอี้ยหลิงหันไปหาบุตรหลานตระกูลเอี้ยอีกครั้งใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง “จำไว้!ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จงรักษาความสามัคคี อย่าทิ้งกัน!จงใช้สติปัญญาและความสามารถที่พวกเจ้าได้ฝึกฝนมาอย่างเต็มที่! และที่สำคัญที่สุด… จงนำชัยชนะกลับมาให้ตระกูลเอี้ย!”
“รับทราบ!” เสียงขานรับดังสนั่นลั่นสะท้อนไปทั่วลานประลอง ราวกับจะประกาศก้องให้ทั้งเมืองเหลยอิ๋นเฉิงรู้ว่า ตระกูลเอี้ยไม่ได้มาเล่นๆ ในการแข่งขันครั้งนี้!