[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 54 ตงฉิงเสวี่ย (4)

            ห้องควบคุมขนาดใหญ่...

            ตงฉิงเสวี่ยก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารบนโต๊ะ เครื่องแบบทหารสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีตบรรจงขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าของเธอได้อย่างงดงาม ขาเรียวยาวที่ไขว้กันเล็กน้อยใต้โต๊ะ แม้จะถูกห่อหุ้มด้วยกางเกงขายาว ก็ยังคงงดงามราวกับภาพวาดเอาไว้

            ตรงข้ามกับตงฉิงเสวี่ยคือแท่นควบคุมขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยจอแสดงผลและปุ่มกดมากมาย เบื้องหน้าแท่นควบคุมนั้น มีชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลา กำลังถือแก้วกาแฟในมือ ชมภาพตรงหน้าพลางถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกจากใจจริง “ช่างเป็นวันที่เต็มไปด้วยความสุขและความพอใจซะจริง...”

            ตงฉิงเสวี่ยเงยหน้ามองชายหนุ่มที่บนบ่ามีดาวน้อยกว่าเธอเพียงดวงเดียว คิ้วเรียวโก่งบนใบหน้าสวยนั้นขมวดเป็นรอยที่ดูดีมีเสน่ห์

            “ถ้านายว่างขนาดนั้น ก็มาช่วยฉันตรวจข้อมูลเถอะ...พันตรีฉินเซ่าจวิน”

            ชายหนุ่มยกกาแฟขึ้นจิบ ก่อนหัวเราะแห้งๆ แล้วหลบสายตาพลางกล่าวว่า “ฉันกำลังยุ่งอยู่นะ พันโทฉิงเสวี่ย อีกอย่าง ผู้รับผิดชอบหลักของค่ายฝึกอบรมอัจฉริยะครั้งนี้ก็คือเธอ ฉันก็แค่ถูกดึงตัวมาเป็นผู้ช่วยชั่วคราวเท่านั้นเอง”

            ตงฉิงเสวี่ยจ้องมองชายหนุ่มครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ทำได้เพียงยอมแพ้

            ความขี้เกียจของอีกฝ่ายนั้นเลื่องชื่อลือชา และครั้งนี้ก็เป็นเธอเองที่ดึงดันให้อีกฝ่ายมาช่วย

            ตงฉิงเสวี่ยส่ายหน้า ก่อนก้มลงอ่านเอกสารหนาๆ ในมือต่อ

            ชายหนุ่มจิบกาแฟไปสองสามคำ อาจเพราะรู้สึกเบื่อ จึงเดินทอดน่องมาอย่างเชื่องช้า

            สายตากวาดไปทั่วเอกสารที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ พลางถามว่า “เป็นยังไงบ้าง? คุณภาพของค่ายฝึกอบรมอัจฉริยะรุ่นนี้?”

            “ไม่เท่าไรเลย”

            ตงฉิงเสวี่ยส่ายหน้า กล่าวอย่างแผ่วเบา “มีเพียงแปดคนเท่านั้นที่นับว่าได้มาตรฐานของเรา ทั้งหมดเป็นนักสู้ตัวจริงที่ถูกปลุกพรสวรรค์มาแล้ว

            อีกห้าคนในนั้นก็ธรรมดามาก เป็นพวกมีพรสวรรค์ด้านพละกำลังทั้งนั้น

            สามคนที่เหลือ...”

            ตงฉิงเสวี่ยหยิบเอกสารสามฉบับจากกองเอกสาร แล้วโยนไปตรงหน้าชายหนุ่ม

            “เป็นประเภทความเร็วกับประเภทป้องกัน

            ค่าพลังชีวิตของทั้งสองคนนั้นถึงมาตรฐานนักสู้ระดับสองแล้ว

            คนนี้ยอดเยี่ยมที่สุด...”

            ตงฉิงเสวี่ยหยิบเอกสารฉบับหนึ่งจากสามฉบับนั้น ชี้ไปที่รูปถ่ายในเอกสารซึ่งเป็นเด็กสาวที่มีแววตาแน่วแน่ แล้วกล่าวว่า “เซี่ยหลิน อายุสิบเจ็ดปีแปดเดือน เพิ่งปลุกพรสวรรค์ด้านพลังจิตได้ไม่ถึงสองปี ตอนนี้เริ่มใกล้เคียงกับมาตรฐานของนักพลังจิตระดับหนึ่งแล้ว

            พรสวรรค์ด้านการต่อสู้ก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน ใกล้เข้าสู่ระดับสองแล้ว”

            “นี่มันก็ดีมากเลยนะ!”

            ชายหนุ่มร้องออกมาด้วยท่าทางเกินจริง “อัจฉริยะตัวจริงเลยนี่นา เหมือนเธอในปีนั้นเลย แววตาก็เหมือนเธอมาก ฉิงเสวี่ย ฉันรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีวาสนากับเธอนะ...”

            “อย่ามาวุ่นวาย”

            ตงฉิงเสวี่ยส่ายหน้า แต่ในแววตาก็มีความรู้สึกบางอย่าง กล่าวว่า “เด็กคนนี้เก่งจริงๆ ฉันจัดให้เขาเป็นบุคคลสำคัญที่ต้องได้รับการฝึกฝนของค่ายฝึกอบรมครั้งนี้แล้ว”

            “คนอื่นก็ไม่เลวนะ...”

            ชายหนุ่มพยายามหาเอกสารที่ดูดีในกองเอกสารบนโต๊ะ

            หลังจากปัดเอกสารสองฉบับที่ตงฉิงเสวี่ยเลือกไว้ออกไป เขาก็เหลือบไปเห็นเอกสารฉบับแรกที่อยู่ด้านล่าง

            “คนนี้!”

            ชายหนุ่มหยิบเอกสารฉบับหนึ่งขึ้นมาโบกไปมาตรงหน้าตงฉิงเสวี่ย ยิ้มแล้วกล่าวว่า “หล่อเหมือนฉันเลย แถมยังเก่งในทุกๆ ด้าน ค่าพลังชีวิตถึงมาตรฐานนักสู้ระดับสอง ค่าพลังการต่อสู้...ให้ตายเถอะ! วิชาหมัดมวยระดับสมบูรณ์แบบ ค่าพลังการต่อสู้เทียบเท่านักสู้ระดับสาม...เธอยังคัดคนเก่งขนาดนี้ทิ้งอีกเหรอ? ฉิงเสวี่ย สายตาเธอเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไรกัน?”

            ตงฉิงเสวี่ยส่ายหน้าและพูดว่า “ฉันรู้ว่านายกำลังพูดถึงใคร ลู่เซิ่งคนนี้ เดิมทีฉันก็เลือกให้เป็นเมล็ดพันธุ์อันดับต้นๆ เทียบเท่ากับเซี่ยหลินด้วยซ้ำ

            แล้วฉันก็คัดเขาออก นายน่าจะรู้นะว่าทำไม เซ่าจวิน”

            ตงฉิงเสวี่ยจ้องมองเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม

            สีหน้าตกตะลึงเกินจริงบนใบหน้าของชายหนุ่มค่อยๆ หายไป และกลับสู่ความสงบนิ่ง

            “ฉันรู้ เพราะพรสวรรค์”

            “ใช่แล้ว ก็เพราะพรสวรรค์นั่นแหละ”

            ตงฉิงเสวี่ยพยักหน้ากล่าวว่า “ขีดจำกัดของพรสวรรค์ประเภทกำลังนั้นต่ำเกินไปจริงๆ

            ถึงแม้ว่าในช่วงแรกของการฝึกศิลปะการต่อสู้จะน่ากลัวมาก ภายใต้การเสริมพลัง นักสู้ระดับหนึ่งและสองที่เพิ่งปลุกพรสวรรค์ด้านพละกำลังก็สามารถสร้างค่าพลังการต่อสู้ได้ถึงหลักหมื่น หรือหลายหมื่น

            แต่ว่า!

            เมื่อถึงช่วงหลัง พลังเสริมเล็กน้อยที่พรสวรรค์ของพวกเขาให้นั้น แทบไม่มีข้อได้เปรียบใดๆ ภายใต้ค่าพลังชีวิตมหาศาลของนักสู้ระดับหกและเจ็ด

            ท้ายที่สุดก็ทำได้เพียงจมหายไปในฝูงชน...”

            ชายหนุ่มเงียบไป

            อย่างที่ตงฉิงเสวี่ยกล่าว นักสู้ผู้มีพรสวรรค์ประเภทกำลัง เมื่อถึงช่วงหลังของศิลปะการต่อสู้ ข้อได้เปรียบที่พรสวรรค์สามารถมอบให้พวกเขานั้นจะลดน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่มีนัยสำคัญ

            นักสู้ระดับหกมีค่าพลังชีวิตเกินพัน ปรมาจารย์ระดับเจ็ดมีค่าพลังชีวิตเกินหมื่น...

            ลองจินตนาการดูว่า ภายใต้ค่าพลังชีวิตมหาศาลดุจแม่น้ำของปรมาจารย์หมื่นโลหิต ค่าพลังการต่อสู้ระดับล้าน พลังเล็กน้อยนั้นจะสามารถเพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้มากแค่ไหน?

            ปรมาจารย์เพียงเข้าใจทักษะบางอย่างก็เกินกว่าจุดนั้นไปแล้ว

            ในทางกลับกัน เหล่าคนที่ตงฉิงเสวี่ยคัดเลือกมาเป็นพิเศษ

            เซี่ยหลินยิ่งไม่ต้องพูดถึง นักพลังจิตที่ไหนๆ ก็เป็นสมบัติล้ำค่า

            อีกสองคน นักสู้ผู้มีพรสวรรค์ประเภทความเร็ว และนักสู้ผู้มีพรสวรรค์ประเภทป้องกัน

            พรสวรรค์ทั้งสองประเภทนี้ล้วนเป็นพรสวรรค์ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในช่วงหลังของศิลปะการต่อสู้

            พรสวรรค์ประเภทความเร็ว ในช่วงหลังของการฝึกศิลปะการต่อสู้จะสามารถเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเสียงอย่างง่ายดาย พรสวรรค์ประเภทป้องกัน ในช่วงหลังของการฝึกศิลปะการต่อสู้จะเหมือนกับการฝึกฝนวิชาป้องกันตัวที่สำเร็จลุล่วงไปอีกหนึ่งแขนง บางคนถึงขั้นที่ปรมาจารย์ในระดับเดียวกันยังไม่สามารถทำลายได้

            ดังนั้นอย่ามองว่าตอนนี้พรสวรรค์และความแข็งแกร่งที่แสดงออกมาของทั้งสองคนนั้นด้อยกว่านักเรียนที่ชื่อลู่เซิ่ง

            แต่ฉินเซ่าจวินแทบจะมั่นใจได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไปสิบปี ยี่สิบปี ความสำเร็จของทั้งสองคนในการฝึกศิลปะการต่อสู้จะเหนือกว่าคนหลังมาก

            นี่คือกฎเหล็กที่สรุปจากประสบการณ์นับไม่ถ้วนกว่าสามร้อยปีของสมัยแห่งศิลปะการต่อสู้

            ไม่มีข้อยกเว้น

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] Logging 10000 Years into the Future - เทพไร้พ่าย ลุยเดี่ยวอนาคตหมื่นปี【จบ】 ที่คุณอ่าน