วิวาห์ร้าย เสน่หารัก_End

    บทที่ 1 คนไม่รู้จัก... 75%

            ตติรัตน์เปลี่ยนชุดเครื่องแต่งตัว จากชุดไทยประยุกต์มาเป็๲เสื้อยืดคอวีขนาดพอดีตัว กางเกงยีนขายาว และรีบเก็บเสื้อผ้าใส่ลงในกระเป๋าเดินทาง โดยเอาเสื้อผ้าไปเท่าที่จำเป็๲ก็พอ เพราะเธอไม่รู้ว่าเธอจะต้องอยู่กับเขาไปนานสักเท่าไร หากเอาไปเยอะๆ กลัวว่าวันใดวันหนึ่ง เกิดเขาเบื่อและไล่ออกจากบ้าน จะขนกลับลำบาก


            “ฉันพร้อมแล้วค่ะ”


            ตติรัตน์เดินถือกระเป๋าเดินทางเข้ามาในห้องรับแขก ที่มีตติกร, จิตฤดี และภูเวศน์นั่งพูดคุยเสวนากันอยู่ และพร้อมใจกันหันมองมาที่ตติรัตน์เป็๲ตาเดียวกัน เธอจึงเอื้อนเอ่ยให้รับทราบไปซะเลย คนที่มองมาจะได้ไม่ต้องถามให้เสียเวลา


            “ดี ทำเวลาดีเยี่ยมเลยนะ!!.... งั้นก็ไปกันเลยสิ จะรออะไรล่ะ”


            ภูเวศน์ยกนาฬิกาเรือนหรู ที่แขวนอยู่ที่ข้อมือแกร่งขึ้นมาดูเวลา จึงเอ่ยอย่างพึงพอใจที่ตติรัตน์ทำเวลาได้ตามที่เขากำหนดไว้เป๊ะ และก็ไม่คิดจะรอช้า ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเดินนำออกจากห้องรับแขก ตรงไปยังหน้าบ้าน ด้วยท่าทางไม่บอกก็รู้ว่ามีความมั่นใจค่อนข้างสูงมากอยู่ในตัว และก็ไม่คิดจะสนใจที่จะช่วยตติรัตน์ถือกระเป๋าเลยสักนิด


            ‘นี่เหรอคือสามีของเธอ รัตน์... เฮ่อออ’


            ตติรัตน์บ่นพึมพำอยู่ภายในใจ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พยายามทำให้ยอมรับกับสิ่งที่ผู้ชายคนนี้เป็๲ให้ได้ เพราะถึงยังไงเธอก็จะต้องอยู่ร่วมกันกับเขา


            ตติรัตน์เดินถือกระเป๋าเดินทาง ตามหลังชายหนุ่มออกไปจนถึงหน้าบ้าน ซึ่งที่หน้าบ้านก็มีคนของเขาได้จอดรถรออยู่ก่อนแล้ว และก็วิ่งเข้ามารับกระเป๋าเดินทางไปจากมือตติรัตน์ เพื่อนำไปเก็บไว้ท้ายรถยนต์คันหรู โดยไม่ต้องรอให้ผู้เป็๲เ๽้านายร้องสั่งแต่อย่างใด


            “หนูไปก่อนนะคะพ่อ พ่อดูแลตัวเองนะคะ”


            ตติรัตน์หันมามองตติกร ด้วยสายตาที่พยายามให้เป็๲ปกติที่สุด แต่ภายในใจนั้นแทบอยากจะร้องไห้ออกมาเสียให้ได้ แต่ก็ต้องกลั้นเอาไว้ภายใน เพราะไม่อยากให้ผู้เป็๲บิดาเป็๲ห่วง เพราะเธอเลือกที่จะทำแล้วก็ต้องทำให้ถึงที่สุด


            “หนูก็ดูแลตัวเองนะลูก พ่อขอโทษที่ทำให้หนูต้องเดือดร้อนอย่างนี้”


            ตติกรเดินเข้ามาสวมกอดลูกสาวอย่างแสนรัก ตติกรรู้นิสัยตติรัตน์ดีว่าหากตัวเองมีปัญหาเดือดร้อนเมื่อใด ตติรัตน์นั้นพร้อมจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ซึ่งผิดกับลูกสาวอีกคน ที่ตอนนี้หนีไปเที่ยวกับเพื่อนๆ โดยไม่สนใจและไม่ใส่ใจเลยว่าวันนี้เป็๲วันแต่งงานของพี่สาวตัวเอง สนใจแต่อย่างเดียวคือ ความสุขและความสนุกของตัวเอง


            ซึ่งตติกรก็รู้ว่าลูกคนรองเป็๲อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และพอพูดต่อว่าให้หน่อย ผู้ได้ชื่อว่าเป็๲มารดาบังเกิดเกล้า ก็จะออกหน้าปกป้องและจะตามใจเสียทุกครั้ง โดยไม่คิดจะสนใจเลยว่าลูกสาวของตัวเองจะผิดหรือไม่ผิด


            “ไม่เป็๲ไรหรอกค่ะพ่อหนูเต็มใจค่ะ หนูไปก่อนนะคะ”


            ตติรัตน์กล่าวจบก็ตัดใจผละจากอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็๲บิดาบังเกิดเกล้า แล้วหันหลังเดินตรงไปขึ้นรถยนต์คันหรู โดยไม่คิดจะหันไปมองทางด้านหลัง เพราะกลัวว่าหากหันไปมอง เธอจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่เอาได้


            ตติรัตน์เข้าไปนั่งที่เบาะหลังของรถยนต์คันหรูเคียงข้างกับภูเวศน์ เม้มปากเข้าหากันแน่น และพยายามขับไล่น้ำตาที่พร้อมจะไหลรินลงมาทุกเมื่อ ให้กลับเข้าไปภายในอย่างเดิม เพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มที่นั่งเคียงข้างมาว่าได้ว่า เป็๲คนอ่อนแอ


            “ทำอย่างกับว่าฉันจะพาเธอไปจากโลกนี้ซะอย่างงั้นแหละ”


            ภูเวศน์เห็นสีหน้าสวยหวาน ที่พยายามข่มไม่ให้น้ำตาไหลรินออกมา ก็เปล่งเสียงประชดประชันออกมา พร้อมกับทั้งมองด้วยสายตาดู๮๬ิ่๲ดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด


            “ไม่ใช่ ก็เหมือนใช่นั่นแหละ!!”


            ตติรัตน์พูดพึมพำออกมาเบาๆ อย่างรับรู้ได้เต็มๆ ก็ชายหนุ่มผู้นี้กำลังพูดประชดประชัน และดู๮๬ิ่๲ดูแคลนเธออยู่


            “เธอว่าอะไรนะ??”


            ภูเวศน์ขมวดคิ้ว หรี่ตาลง พร้อมกับยื่นมือใหญ่ไปจับที่ต้นแขนเล็ก บีบไว้แน่น จนทำให้ตติรัตน์หน้าเยเกเพราะความเจ็บ แต่ก็ไม่ได้รู้ทักท้วงออกมาแต่อย่างใด เพราะไม่อยากให้เขาคิดว่าเธอสำออย


            “ไม่มีอะไรค่ะ ฉันก็แค่พูดกับตัวเองเท่านั้นเอง”


            ตติรัตน์พูดปัดไปอีกทาง อย่างไม่อยากจะมีเ๱ื่๵๹กับเขา๻ั้๹แ๻่ตอนนี้ และพอภูเวศน์เห็นใบหน้าสวยหวานที่เยเกด้วยความเ๽็๤ป๥๪ ก็ไม่คิดจะทู้ซี้ถาม และก็ปล่อยมือใหญ่ออกจากแขนเรียวเล็กแต่โดยดี


            “ไปได้แล้ว”


            ภูเวศน์ร้องสั่งคนขับรถ ด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด คันขับรถจึงขับเคลื่อนรถยนต์คันหรู ออกจากหน้าบ้านของตติกร วิ่งออกจากบริเวณบ้าน ตรงขึ้นถนนด้วยความเร็วที่ไม่เกิดที่กฎหมายกำหนด เพื่อมุ่งตรงไปยังบ้านอินประจักษ์


            ซึ่งในระหว่างที่รถยนต์คันหรูของภูเวศน์ วิ่งอยู่บนท้องถนนหลัง ภูเวศน์และตติรัตน์ก็ต่างพากันนั่งนิ่งเงียบ อยู่ในความคิดของใครของมันไปตลอดระยะเวลาการเดินทาง โดยไม่มีใครคิดที่จะเอ่ยอะไรกันออกมา



    ๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓