ในตอนนั้นระบบกลืนกินมังกรพลันแสดงออกถึงความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กระแสข้อมูลภายในจิตสำนึกสั่นสะเทือนรุนแรง คล้ายเสียงกรีดร้องแหลมสูงดังสะท้อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังพบเจอกับสมบัติล้ำค่าที่สาบสูญไปจากกาลเวลา
แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงเสียจนหวงเยี่ยต้องชะงักลมหายใจ เขาไม่เคยสัมผัสอารมณ์ของระบบที่ชัดเจนเช่นนี้มาก่อน
“ร้ายกาจมากเหรอ.. พวกเทวคัมภีร์สยบดารามังกรน่ะ?”
คำถามถูกเอ่ยขึ้นภายในใจ
ระบบตอบกลับแทบจะทันที
【ร้ายกาจมากค่ะโฮสต์ ถือเป็นขั้วอำนาจที่ร้ายกาจและน่าสะพรึงกลัวมากเลยละ】
【พวกเขาเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในห้วงมหาจักรวาล ว่ากันว่าพวกเขาถึงขั้นออกล่าเทพมังกร สังหารพวกมันไปได้นับหลายสิบตน ทำให้เผ่าพันธุ์มังกรจ้องมองเทวคัมภีร์สยบดารามังกรเป็นดั่งศัตรูตัวฉกาจ】
หวงเยี่ยรู้สึกเหมือนเลือดในกายไหลย้อนกลับขึ้นสู่ศีรษะ
ภาพลักษณ์ของคำว่า “เทพมังกร” นั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการได้
การที่มนุษย์กลุ่มหนึ่งสามารถออกล่าและสังหารพวกมันได้นับสิบตนย่อมไม่ใช่เรื่องที่ผู้ใดจะเอื้อมถึง
【ทว่าขั้วอำนาจของเขานั้นแตกต่างไปจากขั้วอำนาจอื่นๆโดยสิ้นเชิง】
【โดยที่ขั้วอำนาจของพวกเขาจะมีเพียงแค่สิบคนและหนึ่งผู้สืบทอดเท่านั้น ถูกเรียกว่าสิบดาราสวรรค์ หนึ่งเทพ สองมหาผู้ลิขิตคัมภีร์ สามมหาจักรวิถี สี่มหาราชันโลหิตมนุษย์ และผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขา ซึ่งจะรวมกันได้ทั้งหมดสิบเอ็ดคนเท่านั้น】
【โดยที่มีเรื่องเล่ามาตั้งแต่โบราณกาลว่า ทางเทวคัมภีร์สยบดารามังกรจะเฟ้นหาเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มีอายุน้อยมาก รวมถึงมีสายเลือดอันแข็งแกร่งและสั่งสอนพวกเขาเพียงแค่หนึ่งเดียว ถ่ายทอดวิชาและองค์ความรู้ทั้งหมดในการสยบมังกรให้】
ตัวเลขสิบเอ็ดสะท้อนชัดเจนในจิตสำนึกของหวงเยี่ย สิบเอ็ดคน ทว่ากลับเป็นขั้วอำนาจที่ทำให้เผ่าพันธุ์มังกรต้องหวาดระแวง
【โดยพวกเขาเชื่อมั่นว่าจำนวน.. ไม่อาจเทียบได้กับคุณภาพที่มีเพียงแค่หนึ่ง พวกเขาจึงมุ่งเน้นไปยังผู้สืบทอดเพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้เกิดการสั่งสอนที่แปลกประหลาด รวมถึงวิธีการต่างๆที่ปรากฏ มันเป็นอะไรที่น่าเหลือเชื่อมากเลยละค่ะโฮสต์】
แนวคิดนั้นเรียบง่ายแต่รุนแรง จำนวนไม่สำคัญ หากคุณภาพสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวก็เพียงพอ
【ยังไงก็ตาม ต่อให้เทวคัมภีร์สยบดารามังกรมีเพียงแค่สิบคน พวกเขาก็ถือเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในห้วงมหาจักรวาล】
【ทว่าเมื่อหลายพันล้านปีก่อน เทพมังกรอนันตกาลที่เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์มังกรที่ทรงพลังมากที่สุด มีพลังในการทำลายล้างจักรวาล ได้เข้าโจมตีหมายที่จะสังหารพวกเขาทิ้งไปให้หมดซะ เพราะถือว่าเทวคัมภีร์สยบดารามังกรคือศัตรูที่ไม่อาจปล่อยให้ดำรงอยู่ต่อไปได้】
【การต่อสู้นั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งจักรวาล จนกลายเป็นตำนานปรัมปราที่หายสาบสูญ ขั้วอำนาจหลักอันเป็นที่ตั้งของเทวคัมภีร์สยบดารามังกรก็หายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์ แล้วสิบดาราสวรรค์ก็หายตัวไปทั้งหมด คาดเดาได้ว่าพวกเขาต่างดับสูญกันไปหมดแล้ว】
ข้อมูลทั้งหมดหลั่งไหลเข้ามาเพียงชั่วพริบตา ทำให้หวงเยี่ยที่ยืนนิ่งท่ามกลางไอร้อนของคุกมังกรโลหิตชั้นที่เจ็ดหัวใจสั่นสะท้าน
เพราะความจริงในประวัติศาสตร์ที่สูญหายไปจากประวัติศาสตร์นี้น่าสะพรึงกลัวเกินไป
ขณะที่เบื้องหน้าของเขา ตัวของเฉินอี้หานกำลังมองมาด้วยรอยยิ้มแฉ่ง ดวงตาฉายแววความหวังอันแรงกล้า
“หวงเยี่ย!”
“เทวคัมภีร์สยบดารามังกรน่ะคือซากอารยธรรมโบราณที่ไม่ธรรมดา ทว่าข้าที่ได้พบเจอกลับไม่มีโอกาสที่จะได้สืบทอดเลยซักนิด!”
เขากำหมัดแน่นเล็กน้อย รอยยิ้มจางลงกลายเป็นความขมขื่น น้ำเสียงนั้นแฝงความเสียดายที่ไม่อาจปกปิด
“เพราะข้าอายุมากเกินไป! เขาบอกว่าจะต้องมีอายุไม่เกินหนึ่งร้อยปี และเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ครอบครองสายเลือดแห่งเทพขึ้นไปเท่านั้น!”
“แล้วพวกเขาบอกว่าผู้มีสายเลือดมนุษย์ระดับเทพน่ะ ในหลายพันล้านคนอาจกำเนิดเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้น!”
“เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในมหาจักรวาล และถือเป็นข้อกำหนดที่ยากซะจนข้าผู้ชราเองก็ไม่รู้หรือจะอธิบายมันยังไง”
“ข้าค้นพบพวกเขา เห็นกับตา สัมผัสกับพลังอันแท้จริงของอารยธรรมที่เคยยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายกลับทำได้เพียงเฝ้ามองโดยไม่อาจก้าวเข้าไป!”
ลมหายใจของเฉินอี้หานยาวและหนัก เหมือนชายชราที่ได้เห็นสมบัติตรงหน้าแต่กลับไม่อาจเอื้อมมือไปถึงได้
หวงเยี่ยฟังอย่างเงียบงัน ความจริงที่ได้รับรู้เพียงชั่วครู่ได้เปลี่ยนมุมมองต่อโลกไปโดยสิ้นเชิง เทวคัมภีร์สยบดารามังกรที่เคยเป็นเพียงชื่อเลือนราง บัดนี้กลับกลายเป็นขั้วอำนาจที่เคยสั่นสะเทือนจักรวาล และชายชราตรงหน้า คือผู้ที่เคยสัมผัสร่องรอยของมันเลยก็ว่าได้
ซึ่งในตอนนั้นเอง หวงเยี่ยก็สูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายชราร่างกำยำตรงหน้าอย่างเคารพ ดวงตาของเขายังคงสะท้อนความตื่นตะลึงจากเรื่องอันยิ่งใหญ่เมื่อครู่
“ท่านผู้อาวุโส.. ถ้าข้าตกลงรับท่านเป็นอาจารย์ ท่านจะช่วยปกป้องข้าจากไอ้พวกเวรที่คอยมารังแกข้าใช่ไหม?”
คำถามนั้นตรงไปตรงมาและไม่ได้อ้อมค้อม ทำให้เฉินอี้หานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลงอย่างประหลาดใจ
“หมายความว่ายังไง?”
“มีใครรังแกเจ้ายังงั้นเรอะ?”
หวงเยี่ยพยักหน้ารับ แล้วเริ่มอธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดออกมาโดยไม่ปิดบัง
เขาเล่าถึงตระกูลจิน เล่าถึงเหตุการณ์ภายนอกกำแพงเมืองอารยธรรมมนุษย์ เล่าถึงการปะทะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เล่าถึงระเบิดลูกไฟผลาญฟ้าที่เขาใช้สังหารศัตรู และการแย่งชิงซากมังกรอัคคีหลังหนามซึ่งกลายเป็นชนวนแห่งความขัดแย้ง
ทุกถ้อยคำถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจน ไม่มีการแต่งเติม ไม่มีการลดทอน
เขายอมรับแม้กระทั่งการกระทำของตนเองโดยไม่คิดปกปิด
เมื่อเรื่องราวทั้งหมดจบลง
เฉินอี้หานนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นร่างสูงโปร่งก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความหนาว หากเป็นเพราะความโกรธที่กำลังปะทุ
“ไอ้พวกเวรเอ้ย!”
เสียงคำรามของเขาดังก้องสะท้อนทั่วทั้งชั้นที่เจ็ด
“ไม่มีหลักฐานแท้ๆ แต่ดันจับตัวเจ้าส่งมายังคุกมังกรโลหิต”
“ถึงจะผิดแล้วยังไงละ”
ดวงตาของชายชราฉายแววกราดเกรี้ยว
“แต่ในเมื่อยุคสมัยและแนวความคิดได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ภายในโลกใบนี้มีเพียงแค่ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถยืนอยู่เหนือผู้อื่นได้”
“การกระทำของเจ้าอาจจะผิดต่อหลักศีลธรรมก็จริง”
“ทว่าแล้วมันทำไมกันละ”
“เมื่อถูกหาเรื่องก็ต้องโดนตอบโต้ นั่นคือสัจธรรมและคำนิยามของยุคสมัยที่พลังวิญญาณปรากฏ!”
เฉินอี้หานยกแขนขึ้นกอดอก ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลอะไรเลยซักนิด”
“ข้าผู้ชราเฉินอี้หานจะเป็นคนคอยสนับสนุนเจ้าอยู่เบื้องหลังเอง”
“ไม่ชอบขี้หน้าใครก็ฆ่าแม่ง! ไม่ชอบใจการกระทำของใครก็ฆ่าแม่งซะ! เพราะเจ้ามีข้าอยู่ด้านหลังยังไงละ”
คำประกาศนั้นหนักแน่นประหนึ่งคำสาบาน
ชายชราร่างใหญ่ยืนกอดอกอย่างองอาจ มัดกล้ามบนแขนขยับตึงทุกครั้งที่เขาหายใจ
ท่าทางดูราวกับคนบ้าที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ไม่สนใจศีลธรรมจอมปลอมของผู้ใดทั้งสิ้น
“แต่ข้าหวงเยี่ยมีอาจารย์อยู่ก่อนแล้วนะท่านผู้อาวุโส”
ซึ่งชายชราก็พ่นลมหายใจออกมาในทันที
“ใครบอกว่าจะมีอาจารย์ได้เพียงแค่คนเดียว? มันไม่มีใครจะมาตัดสินเรื่องนี้ได้เสียหน่อยเจ้าเด็กน้อย”
หวงเยี่ยที่รับฟังก็ยืนนิ่ง นัยน์ตาของเขาค่อยๆเปล่งประกายเจิดจ้า ความลังเลที่เคยมีหายไปจนสิ้น ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่าทั้งสองข้างบนพื้นหินร้อนจัดโดยไม่ลังเล และก้มศีรษะลงไปในทันที แสดงออกถึงความเคารพอันสูงส่ง
“รับข้าเป็นศิษย์ด้วยเถอะท่านอาจารย์!”
เฉินอี้หานมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่อ่อนลง พร้อมกับรอยยิ้มกว้างที่ค่อยๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าชราภาพอีกครั้ง
“จากวันนี้ไป.. เจ้าคือศิษย์ของข้า จำไว้ให้ดี หากใครกล้าข่มเหงเจ้า.. นั่นเท่ากับท้าทายข้าเฉินอี้หาน!”
การพบเจอกันของทั้งสอง ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสายสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และศิษย์ที่เป็นคนบ้าเลยก็ว่าได้