ฟ้ายังสางไม่เต็มตา
อวี๋เย่ตื่นนานแล้ว เขาใช้น้ำในลำธารล้างหน้าบ้วนปาก ก่อนกลับมานั่งขัดสมาธิบนเบาะรอง ลองฝึก 'ทู่หน่าปรับลมหายใจ' ตามที่เคยเห็นกู่ยวี่ทำ
ภายในถ้ำมีหมอกบางลอยอวล ลมูเาพัดโชยพาม่านหมอกพลิ้วไหว การนั่งอยู่ตามลำพังเช่นนี้ชวนให้รู้สึกเบาสบายจนลืมตัวตน
แต่ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ขากลับปวดร้าวไปหมด ปากยังคงหอบหายใจ ทว่าร่างกายกลับง่วงงุนเต็มทน
อวี๋เย่ลืมตาขึ้นอย่างหงุดหงิด เขาเหยียดขาตรง บิดี้เี แล้วหาวหวอดใหญ่
กู่ยวี่เคยบอกว่าทู่หน่าปรับลมหายใจก็คือการหายใจเข้าออกธรรมดา ใครก็ทำได้ แต่พอเอามาฝึกจริงกลับน่าเบื่อหน่ายสิ้นดี!
เขาผุดลุกขึ้น คว้าไม้เท้าไม้ไผ่มาลองวาดท่วงท่า ครู่เดียวไม้ในมือก็กวัดแกว่งไปมาซ้ายขวา กรีดอากาศส่งเสียงดัง ฟวับ! ฟวับ!
อืม ฝึกกระบี่สนุกกว่าเยอะ! ได้ออกแรงเต็มเหนี่ยว แถมยังทำให้ตาสว่างด้วย!
ครืด!
บานประตูหินพลันขยับเปิดออก
"กู่ยวี่ ดูเพลงกระบี่เสวียนฮวงของข้าหน่อยเป็ไง..."
อวี๋เย่มัวแต่ง่วนกับการเหวี่ยงไม้เท้าจึงหันไปทักทายโดยไม่ทันมอง แต่พูดยังไม่ทันจบประโยค ร่างของเขาก็ชะงักกึก ใบหน้าแข็งค้างด้วยความกระอักกระอ่วน
หญิงสาวสวมผ้าปิดหน้าถือกล่องไม้ไผ่ ยืนนิ่งเงียบอยู่ห่างออกไปสองจั้ง
เป็ไป๋จื่อ
อาจเพราะเคยเผยโฉมหน้าที่แท้จริงให้เห็นแล้ว นางจึงไม่คิดจะปิดบังอีกต่อไป นางวางกล่องไม้ไผ่ลงช้าๆ เอื้อมมือปลดผ้าผูกหน้าออก แล้วถามด้วยความสงสัย
"เ้ากำลังฝึกเพลงกระบี่เสวียนฮวงรึ?"
อวี๋เย่พยักหน้าหงึกๆ อย่างซื่อบื้อ แววตาล่อกแล่กหวาดระแวง
กู่ยวี่ย้ำนักย้ำหนาว่าการแอบเรียนวิชากระบี่ถือเป็ข้อห้ามร้ายแรงของสำนักเต๋า กะจะแอบจำมาใช้สักสองสามกระบวนท่า กลับถูกจับได้คาหนังคาเขา
แล้วนี่กู่ยวี่มาอยู่เป็เพื่อนตั้งเจ็ดวันติด จู่ๆ ทำไมถึงเปลี่ยนเป็ไป๋จื่อได้? ถ้านางเอาเื่ขึ้นมาจะทำยังไง?
แต่จะว่าไป นางก็สวยจริงๆ สวยเหมือนดอกไม้ งดงามหมดจด...
ไป๋จื่อกวาดตามองเด็กหนุ่มที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเจ็ดวัน สภาพเขาผมเผ้ายุ่งเหยิง มือหิ้วไม้เท้าไม้ไผ่ หน้าตื่นตระหนกราวกับคนมีความผิด นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามเสียงเรียบ
"ในเมื่อเป็เพลงกระบี่เสวียนฮวง แล้วมันมีทั้งหมดกี่กระบวนท่าล่ะ?"
อวี๋เย่งุนงง "อะไรนะ... กี่กระบวนท่า?"
"มือขวาถือกระบี่ มือซ้ายจีบนิ้วเป็มุทรากระบี่ แล้วมือซ้ายของเ้า ทำไมถึงกำหมัดแน่นขนาดนั้น?"
"มุทรากระบี่คืออะไร?"
ั์ตาของไป๋จื่อทอประกาย มุมปากผุดรอยยิ้มบาง
อวี๋เย่ยังคงยืนทึ่มทื่อ แต่จู่ๆ กลับรู้สึกเหมือนโลกตรงหน้าสว่างไสวขึ้นมา คงเป็แสงแดดรำไรที่สาดส่องเข้ามาในถ้ำ หรือไม่ก็เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบาน ดึงดูดสายตาจนไม่อาจละไปไหนได้
ทว่าไป๋จื่อไม่ซักไซ้ต่อ นางบอกจุดประสงค์ที่มาทันที
"กู่ยวี่มีธุระต้องลงเขา ข้าเลยเอาสมุนไพรกับยามารักษาแผลให้เ้าแทนเขา!"
พูดจบนางก็หันหลังเดินจากไป แต่ยังไม่วายชำเลืองมองกลับมา พร้อมทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม
"มุกัในร่างเ้า อย่าได้แพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด ไม่งั้นจะพาซวยเอา จำไว้ให้ดี! ถ้าเ้าอยากฝึกกระบี่จริงๆ ก็ลองกราบเข้าเขาเสวียนฮวงดูสิ วันหลังข้าจะลองเรียนท่านอาจารย์ให้ เผื่อท่านจะยอมรับศิษย์เพิ่มอีกสักคน!"
ภายในถ้ำเหลือแค่อวี๋เย่เพียงลำพัง
เขายังคงมองเหม่อไปยังแสงแดดนอกถ้ำ ราวกับจมดิ่งอยู่ในความงดงามตระการตา เขายืนนิ่งงัน แววตาเคลิบเคลิ้ม เนิ่นนานผ่านไปจึงกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างคนโง่งม
ไป๋จื่อไม่โกรธ แถมยังไม่ดุด่าสักคำ นางดูออกว่าข้าไม่ประสีประสาเื่วิชากระบี่ ก็ยังใจดีช่วยชี้แนะให้ ไม่พอนะ นางยังจะช่วยพูดกับอาจารย์ให้รับข้าเป็ศิษย์อีก!
กลายเป็ศิษย์สำนักเต๋า? กลายเป็ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างนั้นหรือ?
งั้นั้แ่นี้ต่อไป ไป๋จื่อก็จะเป็ศิษย์พี่หญิงของข้าน่ะสิ?
ไม่อยากจะเชื่อเลย!
มีศิษย์พี่หญิงสวยขนาดนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน ทั้งความฉลาดหลักแหลม ความรอบรู้ และพลังเวทของนาง ล้วนแต่ทำให้ข้าทึ่งจนรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าไปเลย
แต่เดี๋ยวก่อน... ถ้ากราบเข้าเขาเสวียนฮวงจริงๆ ข้าก็ต้องกลายเป็ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกับไอ้สารเลวเฉินฉี่ด้วยสิ?
หึ! ช่างปะไร รอให้ข้าฝึกวิชาจนมีฝีมือซะก่อน ถึงตอนนั้นค่อยไปคิดบัญชีแค้นกับมันก็ยังไม่สาย!
อวี๋เย่โยนไม้เท้าทิ้ง เอามือไพล่หลัง รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า ั์ตาทอประกายเปี่ยมความหวัง
่เวลาที่ผ่านมานี้ช่างผ่อนคลาย ไม่ต้องทนหิวโหย ไม่ต้องคอยหวาดผวา ซ้ำยังมีคนมาอยู่เป็เพื่อน มีคนช่วยรักษาจัดหายาให้ ต่อให้เป็ความฝันที่สวยงามที่สุดก็คงไม่เกินไปกว่านี้แล้ว
หากวันข้างหน้าข้ากลายเป็ยอดฝีมือของสำนักเต๋าขึ้นมา ชีวิตจะเป็ยังไงนะ อนาคตช่างน่าตื่นเต้นจริงๆ!
คิดมาถึงตรงนี้ อวี๋เย่ก็ยิ่งฮึกเหิม เขาเดินไปนั่งขัดสมาธิหน้ากล่องไม้ไผ่ที่ไป๋จื่อทิ้งไว้ หยิบโสมป่าสองรากขึ้นมายัดเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ รสชาติขมฝาดแฝงความหวานปะแล่มอยู่ข้างใน เขาคว้าหวงจิงอีกชิ้นยัดตามเข้าไป
ทว่าจู่ๆ กลับมีเสียงถอนหายใจของหญิงสาวดังขึ้น
"เฮ้อ... อายุสั้นจุ๊ดจู๋จริงๆ!"
"อืม... มีชีวิตรอดมาได้ก็บุญแล้ว!"
"ไอ้เด็กโง่ เ้าจะกวนประสาทข้าให้ตายเลยใช่ไหม..."
"เหวอ!"
อวี๋เย่สะดุ้งสุดตัว หวงจิงในมือร่วงแหมะลงพื้น
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้ใส่ใจเสียงถอนหายใจนั่น มัวแต่จมอยู่ในห้วงจินตนาการ ใครจะไปคิดว่าความคิดที่เพิ่งแล่นเข้ามาในหัว ยังไม่ได้อ้าปากพูดสักคำ กลับถูกล่วงรู้แถมยังโดนสวนกลับมาอีก!
ที่สำคัญคือ น้ำเสียงนี้ ถึงจะไม่ได้ยินมานาน แต่เขากลับคุ้นเคยเป็อย่างดี!
อวี๋เย่รีบหันขวับมองซ้ายมองขวา
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านปากถ้ำ ขับไล่ความหนาวเหน็บและม่านหมอกจนหมดสิ้น ส่องสว่างไปทั่วทั้งถ้ำมัวหยา
อวี๋เย่เรียกสติกลับคืนมา รีบะโถาม "เ้าเป็ใคร?"
น้ำเสียงคุ้นหูนี้ เคยดังขึ้นในถ้ำที่หุบเขาหลิงเจียว!
โศกนาฏกรรมและความฉิบหายที่ตามมา ล้วนเกี่ยวพันกับเ้าของเสียงนี้ทั้งสิ้น! เพียงแต่น้ำเสียงที่เคยแ่เบาอ่อนแรงในวันนั้น กลับกลายเป็กังวานใสในวันนี้ ไม่รู้ว่าการที่นางโผล่หัวมาอีกครั้ง จะลากความซวยบัดซบอะไรมาให้อีก
เสียงนั้นบ่นกระปอดกระแปด "โอ๊ย เ้าจะสนทำไมว่าข้าเป็ใคร ประเด็นคือเ้ากำลังโดนหลอกต่างหาก..."
"เหอะ ตลกละ! ข้าไม่ได้โง่ไม่ได้บ้า ใครจะมาหลอกข้าได้?"
อวี๋เย่สวนกลับพลางนึกถึงเื่เลวร้ายที่ผ่านมา ความโกรธปะทุขึ้นมาทันที เขาตะคอกถาม
"ข้าฟังออกว่าเ้าเป็ผู้หญิง! เ้าหลอกให้ข้ากลืนมุกัจนโดนพิษัเจียว ลากหมู่บ้านสกุลอวี๋ไปซวยด้วย คนตั้งสามสิบกว่าชีวิตต้องมาตายเปล่า! สรุปเ้าซ่อนหัวอยู่ที่ไหน แล้ว้าอะไรกันแน่!?"
"ข้า..."
น้ำเสียงนั้นอึกอัก คล้ายมีความน้อยใจเจืออยู่
"ข้า้าอะไร ข้าเองก็ยังไม่รู้เลย! แล้วถ้าเ้าไม่กลืนมุกัลงไป ป่านนี้เ้าจะมีชีวิตรอดมาหรือ? ถ้าข้าไม่ใช้พลังของมุกัช่วยเ้าไว้ เ้าคิดว่าจะหนีรอดจากเงื้อมมือคนพรรค์นั้นได้รึไง? ส่วนเื่คนในหมู่บ้านเ้าถูกฆ่า นั่นมันไม่ใช่สิ่งที่ข้าอยากให้เกิดสักหน่อย เ้าควรไปแค้นไอ้ฆาตกรสิ ไม่ใช่มาพาลใส่ข้า!"
"..."
อวี๋เย่ถึงกับใบ้กิน
สิ่งที่นางพูดมามีเหตุผลจนเขาเถียงไม่ออก ต่อให้ไม่ได้กลืนมุกัลงไป ไอ้สารเลวเฉินฉี่นั่นก็ไม่มีทางปล่อยเขาไปอยู่ดี แล้วตอนที่เขารอดตายจากคมกระบี่ของเฉินฉี่มาได้อย่างปาฏิหาริย์ เป็เพราะนางแอบช่วยหรอกหรือ? พิษัเจียวมันร้ายแรงถึงตายไม่ใช่หรือไง แล้วมันจะช่วยเขาได้อย่างไร?
"มุกัมีพิษน่ะเื่จริง ยาอะไรมันก็มีพิษเจือปนทั้งนั้นแหละ แต่ถึงอย่างนั้น ทำไมคนถึงพากันแย่งชิงมันล่ะ? อย่าว่าแต่ร่างเนื้อคนธรรมดาอย่างเ้าเลย ต่อให้เป็ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานก็ยังควบคุมพลังของมุกัไม่ได้ ถ้ามองในมุมนี้ มันก็เป็ยาพิษคร่าชีวิตคนดีๆ นี่เองไม่ใช่รึไง"
"ที่เ้าบอกว่าข้าอายุสั้น หมายความว่าไง? ตอนนี้ข้าก็สบายดีปกตินี่ สรุปใครหลอกข้ากันแน่?"
"สภาพเ้าตอนนี้ เหมือนข้าในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน! ถึงตอนนี้จะยังอยู่ดีมีสุข แต่เดี๋ยวหายนะก็มาเยือนโดยไม่รู้ตัว ส่วนเื่ใครหลอกเ้า... ในใจเ้าก็น่าจะรู้ดีอยู่เต็มอกนะ"
"เ้าซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ทำไมถึงเหมือนเงา มีแต่เสียงไม่เห็นตัว?"
"โง่ชะมัด! ข้าก็อยู่ในมุกัที่อยู่ในท้องเ้านั่นแหละ การกระทำทุกอย่างของเ้าไม่มีทางเล็ดลอดสายตาข้าไปได้หรอก แน่นอนล่ะ... รวมไปถึงความคิดโง่ๆ ทึ่มๆ ของเ้าด้วย!"
"หา!"
อวี๋เย่ร้องลั่น เอามือกุมท้องตัวเองโดยสัญชาตญาณ แววตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ "พยาธิ..."
ลองคิดดูสิ ซ่อนอยู่ในตัว รู้ไส้รู้พุงเขาซะขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่พยาธิในท้องแล้วจะเป็อะไร!
เสียงนั้นตวาดแว้ดกลับมาทันที "ถุย! เ้านั่นแหละพยาธิ! ข้าเป็ดวงิญญาที่ถูกขังอยู่ในมุกัต่างหาก..."
"ผีรึ?"
"เหอะ! ข้าเป็คนโว้ย! แค่ร่างเนื้อสลายไป เหลือแต่ดวงิญญากับััิญญาถูกขังอยู่ในมุกัก็แค่นั้น! ตอนแรกข้าก็กะจะไม่สนหรอกว่าเ้าจะอยู่หรือตาย แต่เ้าดันมาซ้ำรอยเดิมของข้าโดยไม่รู้ตัว โชคดีที่ได้พลังจากยาที่เ้ากลืนลงไป ช่วยฟื้นฟูพลังิญญาข้าขึ้นมาได้บ้าง ถือซะว่าพวกเรามันหัวอกเดียวกัน เป็เวรกรรมที่ต้องมาชดใช้ ถ้าข้าไม่ช่วยเ้า แล้วใครจะช่วยล่ะ?"
เมื่อได้ยินเสียงนี้อีกครั้ง อวี๋เย่ทั้งตกตะลึงและโกรธจนแทบคลั่ง ถึงตอนหลังจะยอมลดโทสะลงมาบ้าง แต่ก็ยังคงหวาดระแวงอยู่ดี
ทว่าพอรู้ว่าอีกฝ่ายเป็แค่ดวงิญญาที่ติดอยู่ในมุกั แม้จะใและแทบไม่อยากเชื่อ แต่ลึกๆ เขากลับรู้สึกว่ามันน่าเชื่อถือขึ้นมานิดหน่อย
ก็ต้องเป็ิญญาสิ ถึงจะโดนขังในมุกัได้ มีแต่ิญญาเท่านั้นที่มองไม่เห็น ััไม่ได้ แต่กลับรับรู้ทุกการเคลื่อนไหว ทุกความคิด เหมือนเื่ผีสางที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านชอบเล่าให้ฟังไม่มีผิด!
แต่นางก็บอกเองว่านางไม่ใช่ผี แค่เสียร่างเนื้อไป กลายเป็คนที่มีแต่ดวงิญญากับััิญญาเท่านั้น!
อวี๋เย่สะบัดหัวแรงๆ สมองยังคงเบลอ
ในร่างกายเขามีิญญาซ่อนอยู่... ิญญาผู้หญิงซะด้วย! งั้นก็แปลว่าั้แ่นี้ไป เขาจะไม่มีความลับอะไรหลงเหลืออีกแล้วสิ! แถมต่อให้นางถูกขังอยู่ในมุกั เขาก็เอาผิดหรือทำอะไรนางไม่ได้เลยสักนิด พอเอาเื่นี้ไปผูกกับสิ่งที่นางเพิ่งพูด ยิ่งทำให้เขาปวดขมับจนทำตัวไม่ถูกเข้าไปใหญ่
อวี๋เย่เงียบไปอึดใจ ก่อนจะกดเสียงต่ำถาม "เ้าชื่ออะไร?"
"ก็เ้าบอกเองว่าข้าเหมือนเงา งั้นข้าก็คือ 'เจียวอิ่ง' ไง!"
เจียวอิ่ง?
คงไม่ใช่ชื่อจริงหรอกมั้ง
"แล้วใครกันที่คิดจะทำร้ายข้า? แล้วที่บอกว่าข้ากำลังซ้ำรอยเ้านี่มันยังไง? หรือว่าเ้าเคยเจอเื่บัดซบอะไรมาก่อน เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม?"
"คิกคิก ไอ้เด็กกะล่อน!"
น้ำเสียงของเจียวอิ่งเหมือนเด็กสาวซุกซนเ้าเล่ห์ นางแทงใจดำอวี๋เย่ดังฉับ ก่อนจะพูดต่อ
"มุกัที่เ้ากลืนลงไปน่ะ ยอดคนเป็คนหลอมขึ้นมา พลังในตัวมันมหาศาลขนาดช่วยให้ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานทะลวงคอขวดไปถึงระดับแก่นทองคำได้สบายๆ! ส่วนเื่วิธีหลอมน่ะช่างมันไปก่อน ลองใช้สมองอันน้อยนิดของเ้าคิดดูสิ ของวิเศษระดับนี้ มีผู้ฝึกตนคนไหนบ้างจะไม่คลุ้มคลั่งอยากได้? เฉินฉี่มันรู้ั้แ่แรกแล้วว่าเ้ากลืนมุกัลงไป แต่ก็ยังตามกัดไม่ปล่อย เ้าคิดว่ามันแค่อยากฆ่าปิดปากรึไง? แล้วตอนนี้ไป๋จื่อจับเ้ามาขังไว้ที่นี่ ประเคนแต่สมุนไพรกับยาชั้นดีให้เ้ากินทุกวัน แถมยังแกล้งรับปากว่าจะให้กราบเข้าสำนักเต๋า เ้าคิดว่าที่นางลงทุนลงแรงขนาดนี้ ทำไปเพื่ออะไรกันล่ะ?"
"ไป๋จื่อน่ะเหรอ... นางคงไม่ถึงขั้นนั้นมั้ง"
"เหอะ มั่นใจจังเลยนะ?"
"ต่อให้เฉินฉี่กับไป๋จื่อคิดจะทำร้ายข้าจริงๆ พวกมันก็เอามุกัไปไม่ได้อยู่ดีไม่ใช่รึไง?"
"เ้ากลืนมันลงไป แต่มันไม่ได้หายไปไหนสักหน่อย ไม่งั้นข้าจะโผล่มาจากไหนล่ะ?"
"เื่นั้น... ถ้าข้าได้กราบเข้าเขาเสวียนฮวง ฝึกวิชาจนเก่งกาจ ข้าก็ไม่ต้องกลัวไอ้เฉินฉี่อีกต่อไป!"
ข้ออ้างของอวี๋เย่ฟังดูข้างๆ คูๆ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันจนเป็ปม
เสียงของเจียวอิ่งดังขึ้นอีกครั้ง "ใครผิดใครถูก เอาไว้ก่อนละกัน ถ้าเ้าอยากฝึกวิชาล่ะก็... ทำไมไม่ขอร้องข้าล่ะ!"
"เ้าก็รู้เพลงกระบี่เสวียนฮวงด้วยรึ?"
"เหอะ! เพลงกระบี่สวะพรรค์นั้น ข้าไม่ชายตาแลด้วยซ้ำ! ข้ามี 'ปราณกระบี่เจ็ดสังหาร' ที่ไร้เทียมทานสะท้านฟ้าดิน..."