ขณะเดียวกันในห้วงมิติอันห่างไกล ที่ซึ่งไม่มีผู้ใดสามาราถเข้าถึงได้
ท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนแรงของอาทิตย์อัสดง ร่างเงาของเทพเจ้าฟินิกซ์ซึ่งหลับใหลอยู่ในดวงอาทิตย์อันร้อนระอุก็เริ่มเคลื่อนไหว
แววตาอันแหลมคมของเธอเบิกขึ้นช้าๆ สะท้อนถึงความจริงจังและความเคร่งเครียด
ภายใต้เปลวเพลิงสีแดงส้มที่โหมกระหน่ำอย่างไม่มีวันดับ นัยน์ตาของเธอสะท้อนความตื่นตระหนกที่แฝงด้วยความสิ้นหวัง เมื่อเธอสัมผัสได้ถึงการแตกดับของผู้สืบทอดแห่งเทพเจ้าฟินิกซ์ นั่นคือการสิ้นสุดของหยางเจินที่เชื่อมโยงอยู่กับเธอโดยตรง
“ไหนดูหน่อยซิ..”
เธอหลับตาลงชั่วขณะ ค่อยๆจ้องมองลึกเข้าไปในเงาของความทรงจำครั้งสุดท้ายของหยางเจิน
ภาพการต่อสู้อันดุเดือดผุดขึ้นในความทรงจำของเธอ เผยให้เห็นถึงการต่อสู้ที่น่าเหลือเชื่อ
ความพ่ายแพ้และความตายของหยางเจิน กลับสะท้อนให้เห็นถึงความผิดพลาดในการเลือกผู้สืบทอดที่เธอไม่เคยคาดคิด
เธอเห็นถึงการกระทำอันโหดร้ายของเขา เห็นถึงความทะเยอทะยานและความกระหายที่จะทำลายล้างศัตรูโดยไร้ความปรานี ดวงตาของเธอสั่นไหวไปด้วยความผิดหวัง เธอรับรู้ได้ว่าการเลือกหยางเจินเป็นผู้สืบทอดนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์
“เฮ้อ เมื่อมีพลังอำนาจ.. ความคิดของมนุษย์ก็ย่อมแปรเปลี่ยนไป”
เทพเจ้าฟินิกซ์ถอนหายใจออกมาเบาๆ เปลวเพลิงที่ล้อมรอบเธอคล้ายจะมอดดับไปชั่วขณะ ความรู้สึกผิดที่เธอมีต่อความบ้าคลั่งของหยางเจินนั้นแฝงไปด้วยความขมขื่น เธอใคร่ครวญถึงความผิดพลาดนี้
“คู่ต่อสู้คือผู้สืบทอดของซุนหงอคงเหรอ?”
แต่แล้วเมื่อเธอมองลึกเข้าไปในเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายที่หยางเจินกำลังเผชิญ เธอได้เห็นผู้เล่นคนหนึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าเขา
บุรุษผู้สวมเกราะสีทองสว่างไสว มือหนึ่งถือหอกศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งประกายไปด้วยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ แววตาของฟินิกซ์พลันเบิกกว้างขึ้น ดวงตาที่เคยนิ่งสงบ กลับส่องประกายด้วยความประหลาดใจ เมื่อเธอตระหนักว่าบุรุษผู้นี้ครอบครองพลังของอวาตาร์เทพเจ้าถึงสองตน
“เป็นไปไม่ได้...”
เสียงของเทพเจ้าฟินิกซ์เอ่ยออกมาเบาๆ ราวกับไม่เชื่อสิ่งที่ตนเห็น นัยน์ตาที่ส่องประกายของเธอเต็มไปด้วยคำถาม
ตัวของเธอเห็นชัดเจนว่าบุรุษผู้นั้นเป็นผู้สืบทอดพลังของซุนหงอคง ผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าจากตำนาน ทว่านอกจากนั้น เขายังครอบครองพลังของโอดิน มหาเทพแห่งโชคชะตา ผู้ปกครองในตำนานเทพเจ้านอร์ส
การรวมกันของเทพเจ้าอันทรงพลังทั้งสอง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เล่นธรรมดาจะสามารถรองรับได้ง่ายๆ มันไม่มีทางเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด
“เจ้าบุรุษผู้ครอบครองโชคชะตาสองสายนี้เป็นใครกัน?”
เธอกระซิบกับตนเอง เบื้องหลังดวงตาสีเพลิงนั้นซ่อนความขัดแย้งและความสงสัย
ภาพของบุรุษในชุดเกราะทองคำที่เธอได้เห็น ไม่เพียงแต่เต็มไปด้วยพลังที่ไม่อาจคาดเดาได้
แต่ยังแฝงไว้ด้วยความมั่นใจและอำนาจที่สามารถชี้ขาดชะตากรรมของโลก ความทรงจำของเธอเต็มไปด้วยตำนานและเรื่องราวของเทพเจ้า แต่การเห็นผู้ที่ครอบครองพลังสองสายอย่างที่ไม่มีเทพเจ้าผู้ใดเคยมีมาก่อน เป็นสิ่งที่เธอไม่อาจอธิบายออกมาได้อยู่ดี
“................”
เทพเจ้าฟินิกซ์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โอบล้อมตัวเธอ ความกังวลแฝงอยู่ในแววตาของเธอ เมื่อเธอรู้ว่าสิ่งนี้อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโชคชะตาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับพลังอันยิ่งใหญ่นี้โดยตรง
เธอพยายามทบทวนถึงพลังที่ได้มอบให้หยางเจิน แต่คราวนี้ ความรู้สึกที่เอ่อล้นในจิตใจของเธอไม่ใช่ความเสียใจ
แต่เป็นการตั้งคำถามว่าผู้เล่นคนนี้เป็นใคร เขามีความลับอันใดถึงสามารถรองรับพลังเทพเจ้าถึงสองตนได้โดยที่ไม่ถูกทำลาย
“ชั่งเถอะ.. สักวันนึงยังไงก็ต้องพบเจอกัน”
เมื่อครุ่นคิดจบ เปลวเพลิงที่ลุกโชนรอบตัวก็เริ่มเบาบางลง เหมือนกับพยายามแฝงตนอยู่ในห้วงความคิด
เธอรู้ดีว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา บางทีผู้เล่นคนนี้อาจมีสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าที่ตัวของเธอคาดคิดเอาไว้มาก
ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางผืนป่าที่แผ่กลิ่นอายราวกับสรวงสวรรค์ ท้องฟ้าสะท้อนสีเขียวมรกตของป่าไม้ที่ปกคลุมไปทั่ว
ราชาวานร ซุนหงอคง กำลังเอกเขนกอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ ข้างๆเขามีผลไม้สดใหม่หลายผลวางอยู่เป็นกองเล็กๆ เขายกผลไม้ในมือเข้าปากด้วยท่าทีสบายใจ สีหน้ามีความสุข ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่สำคัญกว่าความบันเทิงของตัวเอง
ทว่าเมื่อเขาหลับตาลงและจดจ่อกับสัมผัสภายใน
ห้วงจิตของเขาสะท้อนถึงพลังอันคุ้นเคย แต่กลับเป็นพลังที่ตนเองไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะสัมผัสได้จากผู้สืบทอดของเขา
“หือ.. เกิดอะไรขึ้น?”
ตัวของซุนหงอคงสัมผัสได้ถึงกระแสพลังที่เชื่อมโยงกับตนเอง มันแฝงด้วยความคุ้นเคยและยังเปี่ยมไปด้วยพลังที่มากมายอย่างไม่เคยปรากฏ ทว่าสิ่งที่ทำให้ราชาวานรต้องชะงักไปชั่วขณะ พลังนั้นไม่ได้เป็นเพียงพลังของเขาเพียงคนเดียว
แต่ยังมีอีกหนึ่งพลังที่คละคลุ้งไปด้วยอำนาจของเทพเจ้าแห่งโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นพลังของมหาเทพโอดิน
“ตาแก่นั่น.. มันเกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย”
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความขบขันพลันเปลี่ยนไปในทันที ราชาวานรลุกขึ้นนั่งจากที่นอนเท้าคาง
ใบหน้าผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดั่งตำนานของโลกมนุษย์แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง สายตาของเขาแฝงไปด้วยความสงสัยและเยือกเย็น เขามองไกลออกไปยังขอบฟ้า ราวกับจะมองผ่านผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่เพื่อหาคำตอบ สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึมขณะที่มองออกไปยังทิศทางที่ห่างไกล
“ดูเหมือนข้าต้องไปขอคำอธิบายจากตาแก่โอดินเสียหน่อยแล้ว..”
ซุนหงอคงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงแววสงสัย ขณะลูบคางตนเองอย่างครุ่นคิด
“ข้าให้พลังแก่ผู้สืบทอดเพียงคนเดียวเท่านั้น แล้วเหตุใดเขาถึงได้ใช้พลังของตาแก่นั่นได้อีก?”
ราชาวานรพึมพำกับตัวเอง พลางยืนขึ้นเต็มความสูง สะบัดผ้าคลุมที่คลุมไหล่ให้เข้าที่ ร่างกายของเขาเปี่ยมไปด้วยพละกำลังที่ไม่เสื่อมคลาย
ใบหน้าของเขาส่องแววกร้าวขึ้น ขณะที่จิตวิญญาณของเขาสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เคยมีใครทัดเทียมได้
ซุนหงอคงก้าวเดินออกไปท่ามกลางป่า เสียงกิ่งไม้ที่โอนเอนตามแรงลมดูราวกับสะท้อนจังหวะที่เข้มข้นในใจของเขา สายลมที่พัดผ่านทำให้ยอดไม้เอนไหว ราวกับจะเปิดทางให้แก่ราชาวานรผู้เป็นตำนาน วานรเทพที่ครั้งหนึ่งเคยบุกสวรรค์พลิกนรก
พร้อมที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง เมื่อพบว่าอำนาจของตนเองถูกแฝงด้วยพลังของเทพเจ้าอีกองค์โดยไม่คาดคิด ในใจของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย และการรอคอยที่จะได้พบโอดินเพื่อไขความกระจ่างถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
...
ตาแก่โอดินซวยซะงั้น ไปถามกับระบบโน่น 555+