หลัวเทียนหยางโมโหสุดขีดและเริ่มมีความคิดที่จะฆ่าหานเซินทิ้ง แต่เมื่อหันไปมองฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง ร่างกายของเขากลับแข็งค้าง ตาเบิกกว้างยามจ้องมองคนตรงหน้า มือที่เตรียมจะสะบัดแส้ก็หยุดชะงัก ไม่อาจเคลื่อนไหว
เพราะหานเซินในเวลานี้เก็บดาบสตีลคัตติงไว้แล้วหยิบธนูดูมส์เดย์โซลขึ้นมา สายธนูถูกดึงจนตึง ปลายลูกศรคมเล็งมาที่ตัวหลัวเทียนหยาง
แม้ว่าหลัวเทียนหยางจะไม่รู้จักธนูอันตรายนี่ แต่ประสบการณ์การต่อสู้อันโชกโชนทำให้เขามีสัญชาตญาณและการรับรู้ที่ไวต่อสิ่งอันตราย ซึ่งในเวลานี้มันกำลังร้องเตือนว่า หานเซินกับธนูในมือคือภัยคุกคามใหญ่หลวงถึงชีวิต จิตใต้สำนึกจึงสั่งให้เขาหยุดนิ่ง ไม่กล้าขยับตัว
ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังตกอยู่ในสภาวะชะงักงัน หลัวเทียนหยางไม่กล้าขยับตัวเพราะกลัวจะเป็นการเปิดช่องโหว่ ส่วนหานเซินเองก็ยังคงดูเชิง ไม่กล้าแผลงศรใส่อีกฝ่ายสุ่มสี่สุ่มห้าและไม่มั่นใจว่าธนูของตนจะสังหารอีกฝ่ายให้ตายสนิททันทีได้ ในวินาทีนี้ทุกอย่างจึงดูเหมือนหยุดนิ่ง
แม้แต่ผู้คนที่ยืนล้อมดูเหตุการณ์ก็นิ่งค้าง แค่เห็นหานเซินจัดการหลิวเฟิง พวกเขาก็ไม่อยากเชื่อแล้ว แต่พอได้เห็นหานเซินทำให้หลัวเทียนหยาง–มือขวาของโอรสสวรรค์ตกใจถึงขั้นไม่กล้าขยับ นั่นยิ่งทำให้พวกเขาตื่นตะลึงจนแทบหยุดหายใจ
หลัวเทียนหยางไม่ใช่คนธรรมดา เขาคือคนแข็งแกร่งที่มีพละกำลังเกือบถึงระดับสิบจุดศูนย์!
ในบรรดาผู้คนนับหมื่นทั่วทั้งฐานพักพิงเกราะเหล็ก คนที่มีพละกำลังระดับนี้มีอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น นั่นจึงไม่แปลกที่จะไม่มีใครอยากเชื่อว่าตัวตลกที่พวกเขาเคยกลั่นแกล้งเคยหัวเราะเยาะอย่างไอ้คลั่งทะลวงก้นจะทำให้หลัวเทียนหยางถึงกับ ‘กลัว’ ได้
ทว่าท่ามกลางความเงียบกับบรรยากาศชวนหวาดเสียว จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าสัตว์ดังขึ้นจากที่ไกล ๆ คนกลุ่มหนึ่งควบสัตว์ขี่วิญญาณอสูรมุ่งหน้ามา โดยคนที่นำขบวนอยู่หน้าสุดคือฉินเซวียน
หานเซินค่อย ๆ ลดธนูของเขาลง เพราะถึงจะมีสุดยอดอาวุธระยะไกลในมือ แต่สมรรถภาพร่างกายเขายังไม่ถึงระดับที่มั่นใจว่าจะสังหารหลัวเทียนหยางได้ในการยิงครั้งเดียว อีกอย่าง การรั้งสายธนูค้างไว้นานก็ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมหาศาล เขาจึงเลิกดึงดันและเป็นฝ่ายลดอาวุธลงก่อน
“คุณฉินไม่ต้องห่วง ผมจะจัดการไอ้บ้านี่ให้เอง!” เมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามยอมลดธนูลง หลัวเทียนหยางก็โล่งอกและเริ่มได้ใจคิดว่าตนกลับมาได้เปรียบ จึงสะบัดแส้อีกครั้งพลางร้องบอกฉินเซวียนเสียงดัง
ฝ่ายหานเซินเองก็เตรียมพร้อมป้องกันไว้แล้ว ทว่าก่อนที่เขาจะทันได้ลงมือ ดาบยาวสีน้ำเงิน–อาวุธวิญญาณอสูรระดับสูงก็ถูกเหวี่ยงออกมาขวางแส้ไว้ แรงกระชากทำให้แส้ของหลัวเทียนหยางหลุดจากมือ พริบตาต่อมาทั้งดาบและแส้ก็ตกลงพื้นพร้อมกัน
“คนของฉัน ฉันจัดการเองได้ ไม่ต้องให้คนอื่นมายุ่ง” ฉินเซวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา เธอจ้องมองคนของโอรสสวรรค์ที่มีสีหน้าประหลาดใจปนไม่อยากเชื่อ จากนั้นก็เรียกดาบวิญญาณอสูรสีน้ำเงินกลับมาเก็บแล้วควบสัตว์ขี่ตรงเข้าไปในฐานพักพิง
“ยืนเฉยอยู่ทำไม รีบตามมาสิ!” ฉินเซวียนเอี้ยวตัวกลับมาถลึงตามองหานเซินก่อนจะออกคำสั่งอย่างนึกรำคาญ
คนถูกเรียกงุนงง แต่ก็รีบเดินตามอีกฝ่ายไปทั้งความสงสัยแบบนั้น
หลังจากคนทั้งคู่หายลับเข้าไปในฐานพักพิง ข่าวเรื่องไอ้คลั่งทะลวงก้นสามารถจัดการหลิวเฟิงและพรรคพวกได้ง่าย ๆ แถมยังรับมือกับหลัวเทียนหยางได้อย่างสูสีก็แพร่กระจายเหมือนไฟลามทุ่ง
ยิ่งกว่านั้น เพราะฉินเซวียนประกาศออกมาเองว่าไอ้คลั่งทะลวงก้นเป็น ‘คนของเธอ’ ผู้คนจึงยิ่งสนใจและทำให้ข่าวยิ่งแพร่สะพัดไปใหญ่โตประหนึ่งข่าวลือว่าอุกกาบาตกำลังจะชนโลก
ใครที่ได้ฟังต่างตะลึง จู่ ๆ คนเซ่อซ่าที่เคยเสียบก้นหญิงสาวหนึ่งเดียวในสามผู้ยิ่งใหญ่ตั้งแต่แรกเข้าก็อดแซงก์ทัวรีกลับกลายเป็นคนที่เธอถึงกับออกโรงปกป้องในตอนนี้ นำไปสู่การคาดเดาและข่าวลือแปลกประหลาดและทำให้ใครต่อใครพูดถึงเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน
“หรือว่าเหตุการณ์หวาดเสียวรอบนั้นเป็นพรหมลิขิตจนทำให้พวกเขากลายเป็นคู่รักกันตอนนี้? ฉันว่าใช่แน่ ๆ ไม่อย่างนั้นไอ้คลั่งทะลวงก้นจะมีสมรรถภาพร่างกายดีขึ้นมากขนาดนั้นได้ยังไง”
“หรือฉันควรลองแทงตูดผู้หญิงสวย ๆ เก่ง ๆ ดูสักคน เผื่อจะโชคดีเหมือนหมอนั่นมั่ง”
“แทงตูด หรือแทงตรงไหน?”
“ไอ้บ้า พูดอะไรไม่ให้เกียรติผู้หญิง”
“ฮ่า ๆ แต่ก็นะ ไม่อยากเชื่อเลย สาวมาดขรึมอย่างฉินเซวียนจะมีรสนิยมแบบนั้น”
“ไอ้คลั่งทะลวงก้นนี่ก็โชคดีเป็นบ้า เสียบทีเดียวยกระดับชีวิตในพริบตา เฮ้อ~ มีวิชาดีอะไรวะ ฉันอยากไปเรียนวิชาแบบนั้นมั่งจัง”
ข้อสันนิษฐานนี้ถูกลือไปทั่วฐานพักพิงเกราะเหล็ก ยิ่งเล่าปากต่อปากเรื่องก็ยิ่งถูกตีไข่ใส่สี และถูกพูดถึงแต่ในแง่ที่ว่าหานเซินอาจมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับฉินเซวียน ความร้อนแรงของข่าวฉาวบดบังประเด็นสมรรถภาพร่างกายของหานเซินจนหมด สุดท้ายก็ไม่มีใครให้ความสนใจความแข็งแกร่งน่าตกใจของเขาอย่างจริงจังอีก ทุกคนสนใจแค่ว่าเขาเป็นคนของฉินเซวียนเท่านั้น
แม้แต่ในวันที่ข่าวลือเริ่มต้น หลังหานเซินตามฉินเซวียนไปถึงจุดพักของเธอ คนในทีมของหญิงสาวก็ยังมองเขาด้วยสายตาประหลาด ทำเอาชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้ง
“นายใช้ธนูเป็นด้วยเหรอ?” ฉินเซวียนถามขึ้นเมื่อเรียกหานเซินไปคุยในห้องโถงใหญ่
“ตอนเรียนผมเคยฝึกอยู่พักหนึ่ง” ฝ่ายถูกถามตอบพร้อมยักไหล่
“แค่ฝึกอยู่พักหนึ่งคงไม่พอจะใช้ดูมส์เดย์โซลหรอกมั้ง” ฉินเซวียนตอบกลับเสียงเย็นก่อนจะพูดต่อด้วยท่าทีจริงจัง “ไปลงชื่อเข้าร่วมทีมแม่นธนูของฉัน แล้วมาติดตามฉัน”
“ไม่” หานเซินปฏิเสธโดยไม่คิด
ฉินเซวียนขมวดคิ้วพร้อมถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างโมโห “วันนี้นายประกาศตัวเป็นศัตรูกับหลัวเทียนหยางแบบโจ่งแจ้งไปแล้ว ถ้าไม่มีฉันปกป้อง นายคิดว่าเขาจะปล่อยนายไปง่าย ๆ เหรอ?”
“ขอบคุณที่หวังดีครับ แต่เรื่องของผม ผมขอจัดการเอง” หานเซินตอบสีหน้าสงบนิ่ง
“นายรู้ใช่ไหมว่าฉันเป็นใคร คนของฉันมีความเกี่ยวพันกับกองทัพเกือบทั้งหมด พวกเราดูแลนายได้ อีกอย่าง ในฐานพักพิงเกราะเหล็กแห่งนี้ก็ไม่มีทีมแม่นธนูอื่นแล้ว การตามฉันไปจะเป็นประโยชน์ตอนนายเข้าโรงเรียนเตรียมทหารในอนาคต” ฉินเซวียนพยายามระงับความโกรธและใช้น้ำเสียงปกติอธิบาย
“ผมไม่เคยคิดจะเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร” หานเซินรู้ดีว่าหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ประชากรในสหพันธ์ดวงดาวสามารถสมัครเข้าเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมทหารได้ แต่การเข้าเรียนนั้นมีข้อกำหนดด้านสมรรถภาพร่างกายที่สูงมาก หากร่างกายยังไม่ผ่านการวิวัฒนาการครั้งแรกและพละกำลังยังไม่ถึงระดับสิบจุดศูนย์ก็ไม่มีทางเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารได้ คนส่วนใหญ่จึงไม่คิดจะเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร
หานเซินก็เช่นกัน จริงอยู่ที่ตัวเขาในตอนนี้สามารถทำให้พละกำลังขึ้นไปถึงระดับสิบจุดศูนย์ได้ไม่ยาก แต่การศึกษาต้องใช้เวลา ตอนนี้เขาต้องการทุ่มเทเวลาให้กับการล่าและวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมากกว่า ไม่อยากเสียเวลาไปกับการศึกษาในสถาบันการศึกษาใด ๆ อีก
ฉินเซวียนมองหานเซินด้วยสายตาผิดหวังเหมือนมองคนไม่มีอนาคต “คิดดูให้ดี ๆ นายไม่มีบรรดาศักดิ์ขุนนาง ถ้านายไม่เรียนโรงเรียนเตรียมทหาร พอถึงเวลาต้องเกณฑ์ทหาร นายก็จะได้เป็นแค่พลทหาร ไม่มีอนาคตอะไรเลย แต่ถ้านายเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมทหารและจบออกมาด้วยคะแนนดี นายก็มีโอกาสได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูง หรืออย่างน้อยก็ได้ทำงานในยานรบชั้นสูง ไม่ต้องไปเป็นทหารแนวหน้าที่ต้องเสี่ยงชีวิต”
.
.
.